Google Translate Widget by Infofru

Author Site Reviewresults

 
 

เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ

นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ (Platform Revolution) ซึ่งทำให้เกิดเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ซึ่งจะพบว่ามีขั้นตอนวิธีการดำเนินงานที่มีความแตกต่างไปจากแนวการทำธุรกิจในแบบเดิม โดยปัจจุบันธุรกิจบริษัทยักษ์ใหญ่ในโลกเช่น Alibaba, Apple, Facebook, Google, Microsoft, eBay หรือ Visa ล้วนทำธุรกิจในรูปแบบใหม่นี้ ที่มีความแตกต่างจากการทำธุรกิจแบบเดิมหรือมักได้ยินที่เรียกกันว่าธุรกิจ Platform จากหนังสือ Platform Revolution โดย Geoffree Parker, Marshall Van Alstyne และ Sangeet Choudary ได้กล่าวถึงรูปแบบธุรกิจ 2 แบบคือ

1. ธุรกิจแบบท่อ (Pipe) เป็นรูปแบบการทำอุตสาหกรรมแบบเดิม ที่ดำเนินการไปเชื่อมต่อกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า (value chain) มีการดำเนินการผลิตทั้งหมดด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่จากการวางแผน การจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ นำมาผลิตจนเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ ก่อนที่จะนำไปจัดเก็บและกระจายสู่ลูกค้าหรือขายให้กับคนซื้อหรือผู้บริโภค มีรูปแบบขั้นตอนการทำงานเรียงไปตามลำดับเป็นแนวแบบเส้นตรง การทำธุรกิจแบบนี้มีลำดับการทำงานเหมือนกับน้ำไหลตามท่อ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจซื้อวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้า แล้วก็จะนำมาจัดเก็บก่อนจะส่งไปขายให้กับลูกค้าที่ซื้อหรือผู้บริโภค ธุรกิจรูปแบบท่อนี้ได้มีการใช้ในการทำธุรกิจมายาวนาน มูลค่าเศรษฐกิจจะมีเกิดขึ้นตลอดโซ่อุปทาน หรือมีในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

2. ธุรกิจรูปแบบ (Platform) หรือที่นิยมเรียกกันว่าธุรกิจ Platform เป็นการทำธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในรูปแบบใหม่ ไม่มีการทำงานตามลำดับเหมือนเดิม ธุรกิจ Platform เป็นการสร้างมูลค่าขึ้นจากการติดต่อแบบสองทางระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ผ่านการวางกฎเกณฑ์ธุรกิจเพื่อใช้บังคับและใช้โครงสร้างดิจิทัลพื้นฐานในการติดต่อระหว่างกลุ่มดังกล่าว โดยตัวเองอาจไม่ได้ผลิตสินค้าอะไรเลย แต่ปล่อยให้ผู้ผลิตสินค้าได้สร้างมูลค่าทำธุรกิจค้าขายบน Platform ที่จัดเตรียมไว้เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้สอย การทำงานเน้นไปที่การเชื่อมโยงนำเอาลูกค้าและผู้ขายที่เป็นคนต่างกลุ่มให้กันมาพบและแลกเปลี่ยนกัน ธุรกิจ Platform จะไม่เน้นในการไปผลิตสินค้าอะไรเลย แต่จะพยายามส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้าได้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจบน Platform ที่สร้างไว้ ในบางครั้งอาจเรียกว่าเป็น ธุรกิจแบบการจับคู่ (Matchmakers) ซึ่งเน้นการเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนในกลุ่มเพื่อหาสิ่งที่ต้องการร่วมกัน

จะพบว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้จะมีรูปแบบที่คล้ายกันคือ จะเป็นเพียงตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มเช่น คนที่กำลังหาสินค้าหรือบริการ เชื่อมโยงเข้ากับคนที่มีสินค้าหรือบริการ โดยบริษัทในกลุ่ม Startup ที่เป็นธุรกิจยุคใหม่มักใช้เป็นแนวทางในการวางแผนดำเนินธุรกิจเช่น Agoda, Airbnb, Wikipedia หรือ Uber ซึ่งต่างก็ใช้แนวคิดนี้ ความได้เปรียบของธุรกิจ Platform มาจากปัจจัยหลายด้านเช่น

- ธุรกิจ Platform สามารถลดขั้นตอน ผู้ควบคุมงานในแต่ละขั้นตอนให้หายไป หรือที่อาจเรียกว่ายามเฝ้าประตู (Gatekeeper) ทำให้สามารถลดขั้นตอนงานที่สร้างรายจ่ายใช้ระยะเวลา เกิดเป็นผลดีในราคาที่ลดลงและเวลาที่เร็วมากขึ้น

- ธุรกิจ Platform สามารถเพิ่มความสามารถในการตอบสนองแก่ลูกค้า (supply) ให้เพิ่มขึ้นใหม่ได้มากอย่างไม่จำกัด เช่น บริการรถเช่าที่สามารถหาเพิ่มสมาชิกมาใช้บริการ โดยที่ตัวเองไม่ต้องไปซื้อรถเลยสักคัน หรือบริการที่พักที่สามารถมีห้องให้เช่าเพิ่มมากมายได้ตลอด โดยไม่ได้ก่อสร้างที่พักเลยแม้แต่ห้องเดียว

- ธุรกิจ Platform ใช้การรับรู้ที่ได้จากข้อมูลที่ตอบกลับมา (feedback) จากลูกค้า นำเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาความต้องการสร้างและกำหนดคุณค่าผลิตภัณฑ์ จัดทำการตอบสนองที่รวดเร็วแก่ลูกค้า และเป็นความสามารถในการปรับตัวความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ง่าย เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการลงทุน

- ธุรกิจ Platform สามารถเปลี่ยนเป้าความสนใจจากภายในองค์กรออกสู่ภายนอก ทำให้สามารถแสวงหาลู่ทางธุรกิจได้มากขึ้น เปลี่ยนรูปแบบจากองค์กรที่มัวยุ่งในเรื่องการวางแผนทรัพยากรภายในองค์กร มาเป็นองค์กรที่เน้นตอบสนองความต้องการลูกค้าภายนอก บริษัท Platform ที่มีชื่อเสียงจึงมีจำนวนพนักงานไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะใช้การแบ่งภาระงานให้ Outsource ทำให้ไม่ต้องมีภาระในเรื่องการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) แต่อาศัยทรัพยากรเศรษฐกิจหรือสินทรัพย์ของคนในชุมชนที่ให้บริการบน Platform มาทำแทน

สรุปได้ว่า การทำธุรกิจอุตสาหกรรมแบบเดิมที่ต้องมีการดำเนินการผลิตทั้งหมดด้วยตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องระยะเวลา งบประมาณ และการจัดการที่มากเพื่อที่จะได้มาในแต่ละงาน แต่เมื่อเทียบกับธุรกิจ Platform ซึ่งเป็นเพียงการนำลูกค้าที่เป็นคนต่างกลุ่มกันมาพบปะกัน โดยเป้าหมายคือ การที่สมาชิกของแต่ละกลุ่มสามารถเข้าถึงกันและกันได้อย่างเหมาะสม ธุรกิจ Platform จึงคล้ายกับตลาดออนไลน์ที่คนซื้อคนขายได้มาพบกัน ซึ่งผู้ประกอบการไทยในยุคนี้ต้องมีการปรับตัวให้มากเพื่อแข่งขัน เนื่องจากที่ผ่านมาเราจะพบว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่จะยังมีแนวคิดในการผลิตแบบเดิมคือ ทำแล้วขายด้วยตัวเอง แต่เมื่อเทียบกับผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่ผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่หันมาใช้แนวคิดนี้ในการผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน เพื่อลดขั้นตอน ระยะเวลา และงบประมาณที่ต้องใช้เดิม ซึ่งจะช่วยลดลงได้มากในทุกด้าน ปัจจุบันในส่วนของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้คิดเร่งเสริมแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ของไทย โดยจัดทำโครงการ Digital Value Chain ผ่านธุรกิจ Platform ในโครงการชื่อ T-GoodTech (Thailand Good Technology) เพื่อให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจออนไลน์แบบธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business: B2B) โดยตั้งเป้าดึงผู้ประกอบการไทยในทุกสาขาอุตสาหกรรมมาเข้าร่วมในโครงการ เพื่อเชื่อมโยงไปยังกลุ่ม J-GoodTech ซึ่งเป็นตลาดการค้าออนไลน์รายใหญ่ของญี่ปุ่น 

----------------------------------------
ดูข้อมูลเพิ่มเติมคลิก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ (Platform Revolution) 
----------------------------------------
 
 

Fanpage iok2ucom

ผู้สนับสนุน (Sponser)

Big Brother DIP
Geological Society of Thailand (GST)
ชมรมเพื่อนเบ็ญจะมะ รุ่น 2521-2526 www.ben21-26.org
Orapin Udomtanateera
iOK2ucom Fanpage Facebook
อัลปั้มภาพ
google
Fanpage KKUGTA
Kiattiphong Udomtanateera
กองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

.

.

Copyright © 2014. All Rights Reserved.

เว็บไซต์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประชาสัมพันธ์ ไม่สามารถใช้อ้างอิงในทางกฏหมาย โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งที่มาข้อมูลอีกครั้ง

โครงการภายใต้การดูแลของ iOK2u.com พัฒนาเว็บไซต์โดย เกียรติพงษ์ อุดมธนะธีระ

🌏 ติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากช่องทางสื่อสาร iOK2u ได้ที่

💻 Web: www.iok2u.com / 💻 Twister: iok2ucom / 💻 Facebook: www.facebook.com/iok2ucom / 💻 YouTube: iok2ucom / 💻 Line: @iok2ucom / 💻 E-Mail: iok2ucom@gmail.com