iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

Material – การบริหารวัตถุดิบและวัสดุในกระบวนการผลิต

 

ปัจจัยในกระบวนการผลิต 4 ด้าน ( 4M in Production Process)

Material – การบริหารวัตถุดิบและวัสดุในกระบวนการผลิต

จากตอนที่ผ่านมาเราได้กล่าวถึง Machine – เครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งต้องมีความพร้อม เสถียร แม่นยำ และปลอดภัย แต่แม้โรงงานจะมีพนักงานที่มีความสามารถและเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง หาก Material – วัตถุดิบและวัสดุ ที่เข้าสู่กระบวนการมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ผิด Specification เสื่อมสภาพ หรือส่งมอบไม่ตรงเวลา ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็ยากที่จะมีคุณภาพสม่ำเสมอ Material จึงเปรียบเสมือน “จุดเริ่มต้นของคุณภาพ” เพราะสิ่งที่เข้าสู่กระบวนการย่อมมีผลต่อสิ่งที่ออกจากกระบวนการ หลักคิดง่าย ๆ คือ

Good Material + Right Quantity + Right Time + Proper Handling = Consistent Production

Material ใน 4M หมายถึงอะไร

Material ไม่ได้หมายถึงวัตถุดิบหลักเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมสิ่งของทุกชนิดที่ถูกนำมาใช้หรือมีผลต่อผลิตภัณฑ์ เช่น Raw Material, Component, Part, Chemical, Packaging, Consumable Material และ Work in Process

ตัวอย่าง โรงงานผลิตน้ำผลไม้ Material อาจประกอบด้วยผลไม้ น้ำ น้ำตาล สารปรุงแต่ง ขวด ฝาขวด ฉลาก กล่องกระดาษ และฟิล์มห่อสินค้า หากน้ำผลไม้มีคุณภาพดี แต่ฝาขวดปิดไม่สนิท ผลิตภัณฑ์ก็เสียได้ หรือหากฉลากผิดรุ่น สินค้าก็อาจไม่สามารถส่งให้ลูกค้าได้ ดังนั้น Material ต้องถูกควบคุมตั้งแต่

Supplier → Receiving → Inspection → Storage → Handling → Production → Finished Product

4 เรื่องสำคัญในการบริหาร Material

การบริหาร Material สามารถมองผ่าน 4 เรื่องพื้นฐาน ได้แก่ Quality, Quantity, Delivery และ Cost

Quality – คุณภาพ: วัตถุดิบต้องตรง Specification และมีคุณภาพสม่ำเสมอ

Quantity – ปริมาณ: ต้องมีเพียงพอต่อแผนการผลิต แต่ไม่มากจนกลายเป็น Inventory เกินความจำเป็น

Delivery – เวลา: ต้องได้รับวัตถุดิบในเวลาที่กระบวนการต้องการ

Cost – ต้นทุน: ต้องมีต้นทุนเหมาะสมโดยพิจารณาต้นทุนรวม ไม่ใช่เพียงราคาซื้อ

หากขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กระบวนการผลิตก็สามารถมีปัญหาได้

ตัวอย่าง ให้เห็นภาพ: วัตถุดิบราคาถูกกว่า แต่ต้นทุนจริงแพงกว่า

สมมติโรงงานใช้วัตถุดิบจาก Supplier A ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม และมี Defect Rate 1% Supplier B เสนอราคาเพียง 95 บาทต่อกิโลกรัม ฝ่ายจัดซื้อจึงมองว่าสามารถลดต้นทุนได้ 5% แต่เมื่อนำมาใช้จริงพบว่า Material ของ Supplier B มี Defect Rate 8% ทำให้เกิด Scrap, Rework, Machine Stop และ Inspection เพิ่มขึ้น เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมด วัตถุดิบราคา 95 บาทอาจมี Total Cost สูงกว่าวัตถุดิบราคา 100 บาท ดังนั้นการบริหาร Material ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ Purchase Price แต่ควรพิจารณา Total Cost of Ownership (TCO)

Specification – ต้องรู้ก่อนว่า “ของดี” คืออะไร

การควบคุม Material เริ่มต้นจากการกำหนด Specification หากองค์กรไม่สามารถระบุได้ว่าวัตถุดิบที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ก็ยากที่จะตรวจสอบว่าสิ่งที่ Supplier ส่งมานั้นผ่านหรือไม่ Specification อาจประกอบด้วย ขนาด น้ำหนัก ความแข็ง ความชื้น สี ความบริสุทธิ์ ส่วนประกอบทางเคมี หรือคุณสมบัติอื่นตามประเภทของวัตถุดิบ

ตัวอย่าง โรงงานขนมปังกำหนดความชื้นของแป้งไว้ที่ ไม่เกิน 13% วันหนึ่งได้รับแป้ง Lot ใหม่ที่มีความชื้น 16% แต่ไม่มีการตรวจ Incoming Material และนำไปผลิตทันที ผลคือแป้งจับตัวเป็นก้อน การผสมไม่สม่ำเสมอ ขนมปังบางชุดขึ้นฟูไม่ดี และ Scrap เพิ่มขึ้น 

หากมี Specification และ Incoming Inspection ที่เหมาะสม ปัญหาสามารถถูกตรวจพบก่อนวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการ

Incoming Inspection – อย่ารอให้วัตถุดิบเสียเข้าไปถึงเครื่องจักร

Incoming Inspection คือการตรวจสอบวัตถุดิบก่อนอนุญาตให้นำไปใช้ กระบวนการพื้นฐานอาจเป็น

ตรวจเอกสาร → ตรวจสภาพ → ตรวจคุณสมบัติ → ตัดสิน Pass/Reject → บันทึก Lot

ตัวอย่าง ชิ้นส่วนโลหะอาจตรวจ Dimension และ Hardness ส่วนวัตถุดิบอาหารอาจตรวจ Moisture, Appearance, Odor หรือ Microbiological Requirement อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคุณสมบัติของ Material ทุกชิ้นเสมอไป ระดับการตรวจควรสัมพันธ์กับ Risk และ Supplier Performance Supplier ที่มีประวัติคุณภาพดีอาจลดระดับ Inspection ได้ ขณะที่ Supplier ใหม่หรือ Material ที่เป็น Critical Component อาจต้องตรวจเข้มงวดมากกว่า

Lot Control – ต้องรู้ว่าวัตถุดิบชุดไหนถูกใช้กับสินค้าอะไร

หนึ่งในหลักสำคัญของ Material Management คือ Lot Control 

สมมติโรงงานได้รับ Resin สาม Lot ได้แก่ R001, R002 และ R003 หลังจากผลิตไปแล้ว Supplier แจ้งว่า Resin Lot R002 มีคุณสมบัติผิด Specification หากโรงงานมีระบบ Lot Control จะสามารถตรวจได้ทันทีว่า R002 ถูกใช้ผลิตสินค้า Batch ใด และส่งไปให้ลูกค้ารายใด แต่ถ้าวัตถุดิบทุก Lot ถูกเทรวมกันและไม่มีบันทึก โรงงานอาจต้องกักสินค้าจำนวนมากกว่าที่จำเป็น นี่คือเหตุผลที่ Traceability มีความสำคัญอย่างมาก

Traceability – ตามย้อนกลับได้ตั้งแต่ลูกค้าถึงวัตถุดิบ

ระบบ Traceability ที่ดีควรตอบคำถามได้ว่า Finished Product นี้ใช้ Material Lot ไหน? และในทางกลับกัน Material Lot นี้ถูกนำไปผลิตสินค้าอะไรบ้าง?

ตัวอย่าง Supplier Lot A123 → Receiving Lot R260820 → Production Batch P051 → Finished Lot FG123 → Customer X หากลูกค้าร้องเรียนสินค้า Lot FG123 โรงงานสามารถย้อนกลับไปดูวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว ระบบนี้สำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหาร ยา ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสูง

Storage – วัตถุดิบดีสามารถเสียได้เพราะเก็บไม่ดี

Material ที่ผ่าน Incoming Inspection ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพดีตลอดไป เพราะคุณสมบัติสามารถเปลี่ยนระหว่างการจัดเก็บได้ ตัวอย่างเช่น โลหะอาจเกิดสนิม, อาหารอาจเสื่อมคุณภาพ, สารเคมีบางชนิดไวต่ออุณหภูมิ, พลาสติกบางชนิดดูดความชื้น, Electronic Component อาจเสียหายจากความชื้นหรือไฟฟ้าสถิต, บรรจุภัณฑ์กระดาษอาจเสียรูปจากน้ำและความชื้น

ดังนั้นคลังสินค้าต้องควบคุม Storage Condition ให้เหมาะกับ Material เช่น Temperature, Humidity, Light, Ventilation, Cleanliness และการป้องกัน Contamination

ตัวอย่าง Resin คุณภาพดี แต่เก็บผิดวิธี โรงงานฉีดพลาสติกซื้อ Resin ที่ผ่าน Specification ทุกอย่าง แต่หลังจากเปิดถุงแล้ววางทิ้งไว้ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงหลายชั่วโมง Resin ดูดความชื้นจากอากาศ เมื่อนำไปฉีดพบ Silver Streak และ Bubble บนชิ้นงาน ฝ่ายผลิตอาจเข้าใจว่าเครื่อง Injection Molding มีปัญหา แต่ Root Cause จริงกลับอยู่ที่ Material Storage และ Handling แนวทางแก้อาจเป็นการกำหนดเวลาเปิดถุง การเก็บในภาชนะปิด การอบ Material ก่อนใช้ และควบคุม Humidity ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า 4M มีความสัมพันธ์กัน และไม่ควรรีบสรุปสาเหตุจากสิ่งที่เห็นก่อน

FIFO และ FEFO – ของเก่าควรถูกใช้ก่อน

การบริหาร Material ต้องมีระบบหมุนเวียน Stock ที่เหมาะสม

FIFO – First In, First Out คือของที่เข้าก่อนควรถูกนำออกใช้ก่อน เหมาะกับ Material ทั่วไปที่ต้องการป้องกันการค้าง Stock

FEFO – First Expired, First Out คือ Material ที่หมดอายุก่อนต้องถูกนำออกใช้ก่อน เหมาะกับอาหาร ยา สารเคมี และ Material ที่มี Shelf Life

ตัวอย่าง คลังมีวัตถุดิบสอง Lot

Lot A รับเข้าวันที่ 1 แต่หมดอายุเดือนธันวาคม
Lot B รับเข้าวันที่ 5 แต่หมดอายุเดือนตุลาคม

หากใช้ FIFO จะหยิบ Lot A ก่อน แต่หาก Material มี Shelf Life ควรใช้ FEFO และหยิบ Lot B ก่อน เพราะหมดอายุเร็วกว่า

Material Handling – ของเสียบางส่วนไม่ได้เสียจาก Supplier แต่เสียระหว่างทาง

Material Handling คือการเคลื่อนย้าย จัดวาง ยก ขน ถ่าย และส่งวัตถุดิบระหว่างพื้นที่

ตัวอย่าง ชิ้นส่วนที่ผ่าน Incoming Inspection 100% อาจถูกวางซ้อนสูงเกินไปจนกล่องด้านล่างยุบ หรือพนักงานใช้ Forklift ชน Pallet ทำให้สินค้าภายในเสียหาย ในกรณีนี้ Supplier ไม่ได้ส่งของเสียมา แต่โรงงานเป็นผู้สร้าง Defect เองระหว่าง Handling แนวทางควบคุมจึงอาจประกอบด้วยมาตรฐานการวางซ้อน การกำหนด Pallet Pattern อุปกรณ์ขนย้ายที่เหมาะสม เส้นทาง Forklift และการอบรมพนักงาน

Inventory – มีน้อยเกินไปก็ไม่ได้ มากเกินไปก็ไม่ดี

การมี Material จำนวนมากอาจทำให้รู้สึกว่า “ปลอดภัย ไม่มีวันขาดของ” แต่ Inventory มีต้นทุนแฝงจำนวนมาก เช่น พื้นที่คลัง เงินทุนจม การเสื่อมสภาพ การหมดอายุ การสูญหาย และต้นทุนการจัดการ ในทางกลับกัน หาก Stock ต่ำเกินไป เมื่อ Supplier ส่งช้าก็อาจทำให้ Production Stop องค์กรจึงต้องหาสมดุลระหว่าง Too Much Inventory ↔ Too Little Inventory

เครื่องมือที่นิยมใช้ เช่น Safety Stock, Reorder Point, Min-Max, ABC Analysis และ MRP

ตัวอย่าง Safety Stock แบบง่าย

สมมติโรงงานใช้วัตถุดิบเฉลี่ยวันละ 100 หน่วย และ Supplier ใช้เวลาส่ง 5 วัน ความต้องการระหว่าง Lead Time คือประมาณ

100 × 5 = 500 หน่วย

หากกำหนด Safety Stock เพิ่มอีก 200 หน่วย จุดที่ควรเริ่มสั่งซื้อใหม่อาจอยู่ประมาณ

500 + 200 = 700 หน่วย

เมื่อ Stock ลดถึง 700 หน่วย ระบบจึงแจ้งเตือนให้จัดซื้อ

ในงานจริงอาจต้องพิจารณาความผันผวนของ Demand และ Lead Time เพิ่มเติม แต่ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นว่า Inventory ควรถูกกำหนดจากข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึกว่า “น่าจะพอ”

Supplier Management – คุณภาพของเราเริ่มตั้งแต่ Supplier

Material ที่ดีเริ่มจาก Supplier ที่สามารถควบคุมกระบวนการของตนเองได้ การประเมิน Supplier ไม่ควรดูเพียงราคา แต่ควรพิจารณาอย่างน้อย

Quality + Delivery + Cost + Service

ตัวอย่าง Supplier A ราคาถูกกว่า 3% แต่ส่งล่าช้าบ่อยและมี Defect สูง ขณะที่ Supplier B ราคาแพงกว่าเล็กน้อยแต่คุณภาพสม่ำเสมอและส่งตรงเวลา หาก Supplier A ทำให้โรงงานต้องหยุดสายการผลิต ต้นทุนรวมอาจสูงกว่าส่วนต่างราคาซื้อหลายเท่า

KPI ที่สามารถใช้ประเมิน Supplier เช่น On-Time Delivery, Defect Rate, Supplier PPM, Claim Rate และ Response Time

Supplier Development – อย่าเพียง Reject แต่ต้องช่วยกันลดปัญหา

เมื่อ Supplier มีปัญหาคุณภาพ การส่งคืนสินค้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้ปัญหาหายไป องค์กรควรทำงานร่วมกับ Supplier เพื่อค้นหา Root Cause และปรับปรุงกระบวนการ

ตัวอย่าง Supplier ส่งชิ้นส่วนที่มี Dimension เกิน Spec ซ้ำหลายครั้ง แทนที่จะเพิ่ม Incoming Inspection จาก 10% เป็น 100% อย่างถาวร ทีมงานอาจเข้าไปวิเคราะห์กระบวนการของ Supplier และพบว่า Cutting Tool ไม่มีการกำหนด Tool Life เมื่อ Supplier กำหนด Tool Life และตรวจสอบ Process Capability แล้ว Defect ลดลงอย่างมาก โรงงานก็สามารถลด Incoming Inspection กลับลงมาได้ นี่คือแนวคิด Supplier Development ซึ่งดีกว่าการสร้างต้นทุนตรวจสอบเพิ่มขึ้นตลอดไป

Material Waste – วัตถุดิบที่ซื้อมาแต่ไม่ได้กลายเป็นสินค้า คือต้นทุน

ทุกส่วนของ Material ที่ไม่ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ขายได้ถือเป็นความสูญเสีย เช่น Scrap, Spillage, Expired Material, Damage และ Excess Consumption สมมติโรงงานซื้อวัตถุดิบเดือนละ 10 ล้านบาท และมี Material Loss 5% นั่นหมายถึงความสูญเสียประมาณ 500,000 บาทต่อเดือน หากปรับปรุงจนลดเหลือ 3% จะประหยัดได้ประมาณ 200,000 บาทต่อเดือน หรือ 2.4 ล้านบาทต่อปี การลด Material Loss จึงสามารถสร้างผลทางการเงินได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มยอดขายแม้แต่บาทเดียว

ตัวอย่าง กรณีศึกษา: ขนมปังเสียเพิ่มขึ้นเพราะแป้งมีความชื้นสูง

โรงงานขนมปังแห่งหนึ่งพบว่า Defect เพิ่มจาก 2% เป็น 8% ปัญหาหลักคือขนมปังขึ้นฟูไม่สม่ำเสมอ ทีมงานตรวจสอบ Machine พบว่า Mixer และ Oven ทำงานปกติ ตรวจ Man พบว่าพนักงานปฏิบัติตาม WI และตรวจ Method พบว่าสูตรไม่ได้เปลี่ยน เมื่อวิเคราะห์ Material พบว่าแป้ง Lot ใหม่มีความชื้น 13% เพิ่มเป็น 16% Root Cause จึงอยู่ที่ Material 

แนวทางแก้ไขคือกำหนด Incoming Moisture Check เพิ่มการควบคุม Storage Condition กำหนด Specification กับ Supplier ให้ชัดเจน และสร้างระบบแจ้งเตือนเมื่อค่าความชื้นใกล้ Control Limit กรณีนี้ช่วยให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของ Material สามารถสร้างผลกระทบใหญ่ต่อกระบวนการได้

KPI สำหรับบริหาร Material

องค์กรสามารถติดตาม Material ผ่าน KPI เช่น

Incoming Defect Rate – อัตราวัตถุดิบไม่ผ่าน Incoming Inspection
Supplier PPM – จำนวนชิ้นเสียต่อล้านชิ้นจาก Supplier
Material Yield – สัดส่วนวัตถุดิบที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ดี
Scrap Rate – อัตราวัตถุดิบที่กลายเป็นของเสีย
Inventory Turnover – ความเร็วในการหมุนเวียน Inventory
Stockout Rate – อัตราการขาด Stock
Expired Material – วัตถุดิบหมดอายุ
Inventory Accuracy – ความถูกต้องของ Stock
On-Time Delivery – การส่งมอบของ Supplier ตรงเวลา

เช่นเดียวกับ KPI อื่น เป้าหมายไม่ใช่การสร้างตัวเลขจำนวนมาก แต่ต้องเลือกข้อมูลที่ช่วยให้เห็นปัญหาและตัดสินใจได้

Material ในยุค Digital Manufacturing

เทคโนโลยีสามารถช่วยให้ Material Management แม่นยำขึ้นอย่างมาก Barcode และ QR Code สามารถใช้ระบุ Lot ส่วน RFID สามารถช่วยติดตาม Material แบบอัตโนมัติ WMS สามารถบริหารตำแหน่งจัดเก็บและ FIFO/FEFO ขณะที่ ERP และ MRP ช่วยวางแผนความต้องการ Material ตาม Production Plan

โรงงานสมัยใหม่สามารถเชื่อมข้อมูลตั้งแต่ Supplier → Purchase Order → Receiving → Warehouse → Production → Finished Goods → Customer

ตัวอย่าง เช่น Operator Scan QR Code ของ Material ก่อนเทเข้าเครื่อง หากระบบพบว่าเป็น Material ผิดรุ่น ผิด Lot หรือหมดอายุ ระบบสามารถ Block ไม่ให้เริ่มผลิตได้ นี่คือการใช้ Digital System เป็น Poka-Yoke สำหรับ Material

แนวทางบริหาร Material อย่างเป็นระบบ องค์กรสามารถเริ่มต้นจากวงจร

Specify → Source → Inspect → Identify → Store → Issue → Trace → Measure → Improve

เริ่มจากกำหนด Specification เลือก Supplier ตรวจรับ ระบุ Lot จัดเก็บอย่างเหมาะสม เบิกจ่ายตาม FIFO/FEFO สร้าง Traceability วัดผล Supplier และ Material Loss แล้วนำข้อมูลกลับไปปรับปรุง

หัวใจสำคัญ คือ Material ต้องถูกควบคุม ตลอดวงจรชีวิต ไม่ใช่ตรวจเฉพาะตอนรับเข้า

Material ใน 4M คือวัตถุดิบ ชิ้นส่วน บรรจุภัณฑ์ และวัสดุทั้งหมด ที่มีผลต่อกระบวนการและผลิตภัณฑ์

Material ที่ดีต้องมีคุณภาพตรง Specification มีปริมาณเหมาะสม พร้อมใช้ในเวลาที่ต้องการ ถูกจัดเก็บและเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธี สามารถสอบย้อนกลับได้ และมีต้นทุนรวมที่เหมาะสม ตัวอย่างทั้งหมดในตอนนี้แสดงให้เห็นว่า วัตถุดิบที่ “ซื้อถูก” อาจไม่ได้ทำให้ต้นทุนต่ำ วัตถุดิบที่ “ผ่านตอนรับเข้า” อาจเสียระหว่างเก็บ และ Material ที่ “ดูเหมือนเหมือนกัน” อาจมีคุณสมบัติแตกต่างจนทำให้ Process เปลี่ยนได้ หลักคิดสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ “เรามีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับผลิตหรือไม่?” แต่ต้องถามต่อว่า “วัตถุดิบถูกชนิด ถูกคุณภาพ ถูก Lot ถูกปริมาณ อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง และพร้อมใช้ในเวลาที่ต้องการหรือไม่?” เมื่อองค์กรสามารถควบคุม Material ตั้งแต่ Supplier จนถึง Finished Product จะช่วยลด Defect ลด Scrap ลด Inventory ลดต้นทุน เพิ่ม Traceability และทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอมากขึ้น

#4M #Material #MaterialManagement #RawMaterial #SupplierManagement #IncomingInspection #Traceability #FIFO #FEFO #InventoryManagement #SupplyChain #QualityControl #ProductionManagement #Manufacturing #SmartFactory #WarehouseManagement #CostReduction #Productivity #การบริหารวัตถุดิบ #บริหารการผลิต

-------------------------

ที่มาข้อมูล

-

ภาพและรวบรวมข้อมูล

www.iok2u.com

-------------------------

สนใจเรื่องราวการจัดการธุรกิจเพิ่มเติมคลิกที่นี่

การจัดการธุรกิจ (Business Management)

ปัจจัยในกระบวนการผลิต (Production Process)

-------------------------

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward