iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

เงินเฟ้อกับชีวิตหลังเกษียณ ?

 

เริ่มต้นบริหารเงินในวัยเกษียณ (Retirement Finance) 

เงินเฟ้อกับชีวิตหลังเกษียณ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ อีก 10, 20 และ 30 ปี จะเหลือกำลังซื้อเท่าไร? หลังจาก RetirementFinance101-07 พี่เรนกับน้องเชนได้เรียนรู้เรื่อง 4% Rule และ Withdrawal Strategy ว่าเมื่อเกษียณแล้ว เราไม่ได้มีหน้าที่เพียงรักษาเงินก้อน แต่ต้องรู้ว่าจะทยอยเปลี่ยนเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายและความสุขอย่างไร โดยไม่ถอนเร็วเกินไปจนเงินหมดก่อนเวลา

น้องเชนลองมองตัวเลขเงินเกษียณแล้วถามพี่เรนว่า “ถ้ามีเงิน 1 ล้านบาท แล้วเราไม่ใช้เลย เก็บไว้เฉย ๆ อีก 20 ปี เงินล้านก็ยังเป็นเงินล้านไม่ใช่หรือครับ?”

พี่เรนตอบว่า “ตัวเลขยังเป็นหนึ่งล้านเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ซื้อได้อาจไม่เหมือนเดิม เพราะมีสิ่งหนึ่งค่อย ๆ กินมูลค่าเงินของเราทุกปีโดยแทบไม่รู้ตัว นั่นคือเงินเฟ้อ” นี่คือเรื่องสำคัญมากสำหรับคนวัยเกษียณ เพราะหากเกษียณตอนอายุ 60 และมีชีวิตถึง 90 ปี เรากำลังวางแผนการเงินสำหรับระยะเวลาถึง 30 ปี เงินเฟ้อเพียงปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์จึงสามารถเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของเราได้อย่างมาก

เงินเฟ้อคืออะไร ทำไมคนเกษียณต้องสนใจ?

Inflation หรือเงินเฟ้อ คือภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผลก็คือเงินจำนวนเท่าเดิมซื้อสินค้าได้น้อยลง สมมติวันนี้อาหารหนึ่งมื้อราคา 100 บาท หากราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.5% อีก 10 ปีอาหารที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันจะมีราคาประมาณ 128 บาท อีก 20 ปีประมาณ 164 บาท และอีก 30 ปีประมาณ 210 บาท นั่นหมายความว่าเงิน 100 บาทไม่ได้หายไปไหน แต่ กำลังซื้อ (Purchasing Power) ของมันลดลง 

สำหรับคนวัยทำงาน ปัญหานี้อาจถูกชดเชยบางส่วนจากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น แต่หลังเกษียณ รายได้บางประเภทอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับค่าครองชีพ เงินเฟ้อจึงเป็นเหมือน “ภาษีเงียบ” ของเงินเกษียณ

1. เงิน 1 ล้านบาทในอีก 30 ปี ยังเป็นเงินล้าน แต่ซื้อของได้น้อยลง

สมมติเงินเฟ้อเฉลี่ย 2.5% ต่อปี เพื่อใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนรู้ หากเรามีเงินสด 1 ล้านบาทและไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ กำลังซื้อเมื่อเทียบกับวันนี้จะลดลงประมาณนี้

ระยะเวลา

เงินในบัญชี

กำลังซื้อเทียบเงินวันนี้โดยประมาณ

วันนี้

1,000,000

1,000,000

10 ปี

1,000,000

781,000

20 ปี

1,000,000

610,000

30 ปี

1,000,000

477,000

นี่คือจุดที่น้องเชนเริ่มเห็นภาพ ผ่านไป 30 ปี ตัวเลขในบัญชียังเขียนว่า 1,000,000 บาท แต่ถ้าเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5% เงินก้อนนั้นจะมีกำลังซื้อเทียบกับวันนี้เหลือประมาณ 477,000 บาท หรือพูดอีกแบบคือ สูญเสียกำลังซื้อไปมากกว่าครึ่ง

2. มองกลับอีกด้าน: ของราคา 1 ล้านบาทวันนี้ อนาคตอาจราคาเท่าไร?

เราสามารถกลับสมการเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น หากสิ่งหนึ่งมีราคา 1 ล้านบาทวันนี้ และราคาเพิ่มเฉลี่ย 2.5% ต่อปี 

อีก 10 ปีอาจต้องใช้ประมาณ 1.28 ล้านบาท

20 ปีประมาณ 1.64 ล้านบาท

30 ปีประมาณ 2.10 ล้านบาท

ดังนั้นถ้าพี่เรนมีเงิน 1 ล้านบาทวันนี้แล้วตั้งใจว่า “เงินก้อนนี้เก็บไว้ซื้อของมูลค่า 1 ล้านบาทตอนอายุ 90” การเก็บเงินไว้เฉย ๆ อาจไม่เพียงพอ เพราะของชิ้นนั้นอาจมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นประมาณสองเท่าแล้ว

3. เงินเฟ้อ 2–3% ดูน้อย แต่ Compound เหมือนผลตอบแทน

น้องเชนอาจคิดว่า “แค่ปีละ 2.5% ไม่น่ากลัวเท่าไรนะครับ” แต่ปัญหาคือเงินเฟ้อมีลักษณะ ทบต้น ถ้าของราคา 100 บาทเพิ่ม 2.5% ปีแรก จะเป็น 102.50 บาท ปีต่อไปไม่ได้เพิ่มจาก 100 บาท แต่เพิ่มจาก 102.50 บาท นี่คือหลักเดียวกับ Compound Interest เพียงแต่ครั้งนี้มันทำงานกับ ราคาสินค้า ระยะสั้นจึงแทบไม่รู้สึก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 20–30 ปี ผลต่างจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ นี่เป็นเหตุผลว่า คนวัยเกษียณต้องคิดเป็น “หลายสิบปี” ไม่ใช่คิดแค่ปีหน้า

4. เงินเฟ้อแต่ละระดับให้ผลต่างกันมาก

ลองดูเงิน 1 ล้านบาทที่ไม่มีผลตอบแทนเลย หากเงินเฟ้อเฉลี่ยแตกต่างกัน

เงินเฟ้อเฉลี่ย

กำลังซื้อหลัง 10 ปี

หลัง 20 ปี

หลัง 30 ปี

2%

~820,000

~673,000

~552,000

2.5%

~781,000

~610,000

~477,000

3%

~744,000

~554,000

~412,000

4%

~676,000

~456,000

~308,000

หากเงินเฟ้อเฉลี่ย 4% เป็นเวลานาน 30 ปี เงิน 1 ล้านบาทจะมีกำลังซื้อเทียบเงินวันนี้เหลือประมาณ 308,000 บาท 

นี่คือเหตุผลที่การวางเงินเกษียณทั้งหมดไว้ในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนต่ำมากเป็นเวลาหลายสิบปี ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน แม้ตัวเลขเงินต้นจะไม่ลด แต่ Real Value อาจลด

5. Nominal Return กับ Real Return ต่างกันอย่างไร?

เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับการลงทุนวัยเกษียณ สมมติพอร์ตลงทุนให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี และเงินเฟ้อ 2.5% หลายคนจะคิดว่า 5% – 2.5% = 2.5% ซึ่งใช้เป็นการประมาณแบบง่ายได้ แต่ถ้าคำนวณให้ละเอียด

Real Return = (1 + Nominal Return) ÷ (1 + Inflation) – 1

ดังนั้น 1.05 ÷ 1.025 – 1 ≈ 2.44% ผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อจึงประมาณ 2.44%

นี่คือผลตอบแทนที่สะท้อนการเพิ่มขึ้นของ กำลังซื้อจริง สำหรับคนเกษียณ Real Return มีความหมายมากกว่าแค่ดูว่า “ปีนี้ได้ดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์”

6. ฝากเงินได้ดอกเบี้ย ก็ไม่ได้หมายความว่าเงินโตจริง

สมมติเงินฝากให้ผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อ 2.5% เงินในบัญชีเพิ่มขึ้นจริง แต่กำลังซื้ออาจลดลงประมาณ 1% ต่อปีโดยคร่าว ๆ ดังนั้นคำว่า “เงินต้นไม่หาย” กับ “ความมั่งคั่งไม่ลด” เป็นคนละเรื่องกัน 

พี่เรนจึงบอกน้องเชนว่า “ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่ราคาหุ้นตก ความเสี่ยงอีกแบบคือเงินอยู่ครบ แต่ซื้อของได้น้อยลงทุกปี” นี่คือ Inflation Risk

7. ถ้าวันนี้ใช้เดือนละ 30,000 บาท อีก 30 ปีต้องใช้เท่าไร?

นี่คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตหลังเกษียณโดยตรงที่สุด 

สมมติวันนี้พี่เรนใช้ชีวิตเดือนละ 30,000 บาท และค่าครองชีพเพิ่มเฉลี่ย 2.5% ต่อปี

อีก 10 ปี ต้องใช้ประมาณ 38,400 บาทต่อเดือน

อีก 20 ปีประมาณ 49,200 บาท

อีก 30 ปีประมาณ 62,900 บาท

เพื่อรักษามาตรฐานชีวิตใกล้เคียงเดิม ลองเพิ่มเป็นงบปัจจุบัน 40,000 บาท

ระยะเวลา

ค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยประมาณ

วันนี้

40,000

10 ปี

51,200

20 ปี

65,500

30 ปี

83,900

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้จริงตามนี้ทุกคน เพราะรูปแบบชีวิตย่อมเปลี่ยน แต่ช่วยให้เห็นว่า การวางแผนด้วยค่าใช้จ่ายวันนี้ตลอด 30 ปีอาจประเมินเงินเกษียณต่ำเกินไป

8. แต่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างไม่ได้ขึ้นตามเงินเฟ้อเท่ากัน

ดัชนีเงินเฟ้อ เป็นค่าเฉลี่ยของสินค้าและบริการหลายประเภท แต่ชีวิตจริงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจมีบ้านเป็นของตัวเองและแทบไม่มีค่าเช่า แต่อีกคนต้องเช่าบ้านตลอดชีวิต บางคนเดินทางมาก จึงได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานมากกว่า บางคนมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูง บางคนชอบท่องเที่ยวต่างประเทศ จึงได้รับผลกระทบทั้งราคาสินค้าในต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน 

ดังนั้นสิ่งที่คนเกษียณควรสนใจไม่ใช่เพียง Headline Inflation แต่คือ Personal Inflation เงินเฟ้อส่วนตัวของเรา ให้ลองถามว่า ค่าใช้จ่ายหลักของเราคืออะไร และค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน

9. เงินเฟ้อด้านสุขภาพอาจสำคัญกว่าเงินเฟ้อทั่วไป

สำหรับคนวัยเกษียณ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือ Healthcare Cost เมื่ออายุมากขึ้น สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอาจเพิ่มขึ้น แม้ค่าครองชีพประเภทอื่นจะลดลง ดังนั้นหากวางแผนโดยสมมติว่า “ทุกอย่างเพิ่มปีละ 2.5% เท่ากันหมด” อาจไม่สะท้อนความเป็นจริง แนวทางที่ระมัดระวังกว่าคือแยกงบ ค่าครองชีพทั่วไป ออกจาก งบสุขภาพและการดูแลระยะยาว แล้วใช้สมมติฐานที่เหมาะสมกับแต่ละก้อน

10. บำนาญช่วยได้มาก แต่ต้องดูว่ารายได้โตตามค่าครองชีพหรือไม่

สมมติวันนี้มีรายได้ประจำ 40,000 บาท และค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ดูเหมือนสบาย เพราะเหลือเดือนละ 10,000 บาท แต่ถ้ารายได้อยู่ที่ 40,000 บาทเท่าเดิม ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มตามเงินเฟ้อ 2.5% ประมาณ 10 ปี ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มเป็น 38,400 บาท หลังจากนั้นไม่นาน ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่ารายได้ นี่คือเหตุผลที่ต้องดูว่า รายได้หลังเกษียณของเรามีโอกาสเพิ่มตามเงินเฟ้อหรือไม่? หากไม่เพิ่ม เงินลงทุนส่วนอื่นอาจต้องเข้ามาช่วยรักษากำลังซื้อในระยะยาว

11. แล้วสินทรัพย์อะไรช่วยต่อสู้กับเงินเฟ้อ?

ไม่มีสินทรัพย์ชนิดใดที่ชนะเงินเฟ้อได้ทุกช่วงเวลา และนี่คือเหตุผลของ Diversification 

เงินสดเหมาะกับค่าใช้จ่ายระยะใกล้และความมั่นคง แต่ระยะยาวมี Inflation Risk 

ตราสารหนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพและรายได้ แต่ผลตอบแทนจริงขึ้นอยู่กับระดับดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ 

หุ้นมีความผันผวนสูงกว่าในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมีศักยภาพสร้างการเติบโตของเงินทุนและกำลังซื้อ 

ทองคำสามารถมีบทบาทด้านการกระจายความเสี่ยงและอาจทำหน้าที่ได้ดีในบางช่วงที่เงินเฟ้อหรือความไม่แน่นอนสูง แต่ไม่ได้สร้าง Cash Flow และราคาสามารถผันผวนได้

ดังนั้นคำตอบไม่ใช่ “กลัวเงินเฟ้อ ให้ซื้อทองทั้งหมด” หรือ “เงินฝากแพ้เงินเฟ้อ ให้เอาเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้น” แต่คือจัดเงินแต่ละส่วนตาม ระยะเวลาและหน้าที่

12. Bucket Strategy ช่วยจัดการเงินเฟ้ออย่างไร?

ลองกลับมาที่ระบบ 3 Bucket

Bucket 1: เงินใช้ระยะสั้น 0–2 ปี เน้นสภาพคล่องและความปลอดภัย

Bucket 2: เงินระยะกลาง 2–10 ปี เน้นความสมดุลระหว่างความมั่นคงกับผลตอบแทน

Bucket 3: เงินระยะยาว 10 ปีขึ้นไป สามารถมีสินทรัพย์เติบโตในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยต่อสู้กับเงินเฟ้อระยะยาว

ข้อดี คือเราไม่ต้องบังคับเงินทุกบาทให้ทำงานแบบเดียวกัน เงินที่ต้องใช้ปีหน้ากับเงินที่จะใช้ตอนอายุ 85 ไม่ควรลงทุนเหมือนกัน

13. อย่าเพิ่มความเสี่ยงเพียงเพราะกลัวเงินเฟ้อ

นี่เป็นอีกด้านที่ต้องระวัง

เมื่อคนเกษียณได้ยินว่าเงินฝากแพ้เงินเฟ้อ อาจรีบย้ายเงินไปหาสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง

ถ้าเงินเฟ้อ 3% ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปลงทุนสินทรัพย์ที่หวังผลตอบแทน 10–15%

เพราะการพยายามเอาชนะ Inflation Risk อาจเปลี่ยนเป็น Investment Risk ที่ใหญ่กว่าเดิม

เป้าหมายคือสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับหน้าที่ของเงินและระดับความเสี่ยงที่รับได้

ไม่ใช่ชนะเงินเฟ้อทุกปี

14. เงินเฟ้อทำให้ 4% Rule ต้องคิดเรื่อง “กำลังซื้อ”

ในตอนก่อนเราเรียนรู้ว่า 4% Rule แบบดั้งเดิมมีแนวคิดเรื่องการปรับเงินถอนตามเงินเฟ้อ เหตุผลคือ ถ้าปีแรกถอน 200,000 บาท แล้วถอน 200,000 บาทเท่าเดิมไปอีก 20 ปี จำนวนเงินอาจไม่สามารถรักษามาตรฐานชีวิตเดิมได้ ดังนั้น Withdrawal Strategy ที่ดีต้องคิดทั้ง พอร์ตเหลือเท่าไร และ เงินที่ถอนออกมาซื้ออะไรได้บ้าง นี่คือจุดเชื่อมต่อระหว่าง Withdrawal Risk กับ Inflation Risk

15. เงินเฟ้อไม่ได้หมายความว่าต้องเพิ่มงบทุกหมวดทุกปี

แม้เงินเฟ้อจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่พฤติกรรมของเราก็เปลี่ยนได้ หลังเกษียณใหม่ ๆ อาจเดินทางปีละหลายครั้ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นอาจเดินทางน้อยลง รถยนต์อาจถูกใช้น้อยลง ค่าเดินทางลดลง ค่าเสื้อผ้าและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานอาจลดลง ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายสุขภาพอาจเพิ่มขึ้น ดังนั้นแทนที่จะใช้สูตร ค่าใช้จ่ายปีนี้ × เงินเฟ้อทุกปี ควรทำ Retirement Budget Review อย่างน้อยปีละครั้ง และปรับตามชีวิตจริง

16. ตัวอย่างแผนของพี่เรน

สมมติพี่เรนมีค่าใช้จ่ายวันนี้ 30,000 บาทต่อเดือน และมีรายได้ประจำ 44,000 บาทต่อเดือน วันนี้มีส่วนต่าง 44,000 – 30,000 = 14,000 บาท หรือ 168,000 บาทต่อปี สถานการณ์เริ่มต้นจึงค่อนข้างแข็งแรง เพราะรายได้ประจำครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ 

แต่ถ้าสมมติรายได้ 44,000 บาทไม่เปลี่ยนเลย และค่าใช้จ่ายเพิ่ม 2.5% ต่อปี 

ประมาณ 10 ปี ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มเป็น 38,400 บาท

ประมาณ 16 ปี ค่าใช้จ่ายจะเข้าใกล้ 44,500 บาทต่อเดือน 

นั่นหมายความว่า ส่วนเกินที่เคยมีอาจค่อย ๆ หายไป นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเงินก้อนหลังเกษียณจึงยังควรมีส่วนหนึ่งที่สามารถเติบโตในระยะยาวได้ ไม่ใช่เพียงเก็บเงินไว้ใช้ทีละเดือนเท่านั้น

17. วิธีง่ายที่สุดในการติดตาม “เงินเฟ้อส่วนตัว”

น้องเชนสามารถทำได้โดยไม่ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ปลายปีให้นำค่าใช้จ่ายจริงทั้งปีมาเปรียบเทียบกับปีก่อน โดยแยกหมวด เช่น อาหาร บ้านและสาธารณูปโภค เดินทาง สุขภาพ ท่องเที่ยว งานอดิเรก และค่าใช้จ่ายอื่น ถ้าปีก่อนใช้ 360,000 บาท และปีนี้ใช้ 378,000 บาท โดยรูปแบบชีวิตใกล้เคียงเดิม ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ (378,000 – 360,000) ÷ 360,000 × 100 = 5% นี่ไม่ได้แปลว่าเงินเฟ้อประเทศไทยเท่ากับ 5% แต่มันบอกว่า ค่าครองชีพของเราเพิ่มประมาณ 5% สำหรับการวางแผนเกษียณ ตัวเลขนี้มีประโยชน์มาก

18. พี่เรนต้องปกป้องกำลังซื้อ ส่วนน้องเชนต้องใช้เวลาเอาชนะเงินเฟ้อ

สำหรับพี่เรน โจทย์คือทำอย่างไรให้ทรัพย์สินที่สะสมมาแล้วสามารถรักษากำลังซื้อไปอีกหลายสิบปี โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเกินจำเป็น แต่น้องเชนซึ่งยังอยู่ช่วงเริ่มสะสมเงินมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ เวลา หากเริ่มลงทุนเร็ว เงินมีเวลาทบต้นหลายสิบปี และสามารถผ่านวัฏจักรตลาดได้หลายรอบ บทเรียนจึงต่างกัน คนวัยสะสมต้องใช้เวลาให้เงินเติบโต ส่วน คนวัยเกษียณต้องใช้การกระจายสินทรัพย์เพื่อรักษากำลังซื้อและความมั่นคง

สรุป: เงินที่ไม่ลดจำนวน อาจกำลังลดมูลค่า อย่าดูเพียงว่าเรามีเงินกี่บาท แต่ต้องดูด้วยว่าเงินนั้นซื้อชีวิตให้เราได้มากแค่ไหน

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับเงิน 1 ล้านบาทในอีก 30 ปี เป็นตัวเลขเดียวกัน แต่ไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่ากัน ดังนั้นการบริหารเงินวัยเกษียณต้องรักษาสมดุลระหว่าง Liquidity มีเงินพร้อมใช้, Safety ไม่เสี่ยงเกินไป, Income มีกระแสเงินสด และ Growth — ให้เงินบางส่วนเติบโตทันค่าครองชีพ

พี่เรนจึงบอกน้องเชนว่า “เงินเฟ้อไม่ได้น่ากลัวเพราะมันทำให้เงินในบัญชีหายไป แต่น่ากลัวเพราะเงินยังอยู่ครบจนเราอาจไม่ทันสังเกตว่า มันซื้อของได้น้อยลงทุกปี”

น้องเชนจึงถามต่อว่า “ถ้าอย่างนั้น นอกจากเงินเฟ้อแล้ว เรื่องค่ารักษาพยาบาลน่าจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของคนเกษียณใช่ไหมครับ แล้วควรเตรียมเงินไว้เท่าไร?”

หมายเหตุ: ตัวเลขเงินเฟ้อ 2%, 2.5%, 3% และ 4% ในบทความใช้เป็นสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายผลของการทบต้น ไม่ใช่การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคต

#RetirementFinance101 #บริหารเงินวัยเกษียณ #วางแผนเกษียณ #การเงินวัยเกษียณ #เงินเฟ้อ #Inflation #กำลังซื้อ #เงินเกษียณ #ค่าครองชีพ #วางแผนการเงิน #พอร์ตเกษียณ #RealReturn #AssetAllocation #อิสรภาพทางการเงิน #เกษียณอย่างมีความสุข

บริหารเงินในวัยเกษียณ เพื่อชีวิตที่มั่นคง มีอิสระ และมีความสุข

.

-------------------------

ที่มาข้อมูล

-

ภาพและรวบรวมข้อมูล

www.iok2u.com

-------------------------

สนใจเรื่องราวเพิ่มเติมคลิกที่นี่

บริหารเงินในวัยเกษียณ (Retirement Finance)

-------------------------

 

 

 

 

 

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward