iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

geoai101-01 GeoAI คืออะไร? เมื่อ GIS ผสานพลังกับ Artificial Intelligence

 
 

GeoAI คืออะไร? เมื่อ GIS ผสานพลังกับ Artificial Intelligence จากแผนที่ที่บอกว่า “อะไรอยู่ที่ไหน” สู่ระบบอัจฉริยะที่ช่วยตอบว่า “ทำไมจึงอยู่ที่นั่น และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”

หากย้อนกลับไปในอดีต “แผนที่” มีหน้าที่สำคัญในการบอกตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ บนพื้นผิวโลก เราใช้แผนที่เพื่อดูว่าเมืองอยู่ที่ไหน ถนนสายใดเชื่อมต่อกัน แม่น้ำไหลผ่านบริเวณใด หรือภูเขาตั้งอยู่ตรงไหน ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้น แผนที่ได้เปลี่ยนจากกระดาษเข้าสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาเป็น ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแสดงตำแหน่งอีกต่อไป แต่สามารถจัดเก็บ จัดการ วิเคราะห์ และค้นหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ได้

GIS ทำให้เราสามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนขึ้น เช่น พื้นที่ใดอยู่ห่างแม่น้ำไม่เกิน 500 เมตร หมู่บ้านใดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เส้นทางใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการขนส่งสินค้า หรือบริเวณใดเหมาะสำหรับสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ เครื่องมืออย่าง Buffer, Overlay, Intersect, Network Analysis และ Spatial Analysis จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักภูมิศาสตร์ นักผังเมือง นักธรณีวิทยา นักสิ่งแวดล้อม วิศวกร และผู้บริหารจัดการพื้นที่

แต่โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลเชิงพื้นที่มีปริมาณมากเกินกว่าที่มนุษย์จะวิเคราะห์ด้วยวิธีเดิมเพียงอย่างเดียว ดาวเทียมสำรวจโลกถ่ายภาพพื้นผิวโลกอย่างต่อเนื่อง โดรนสามารถสร้างภาพรายละเอียดสูง เซนเซอร์ IoT ส่งข้อมูลจากพื้นที่จริง รถยนต์และโทรศัพท์มือถือสร้างข้อมูลตำแหน่งจำนวนมหาศาล ขณะที่ข้อมูลสภาพอากาศ ประชากร การใช้ที่ดิน การจราจร และสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นทุกวัน

เมื่อข้อมูลเชิงพื้นที่จำนวนมหาศาลเหล่านี้มาพบกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) จึงเกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า GeoAI Geospatial Artificial Intelligence 

GeoAI กำลังทำให้ GIS เปลี่ยนจากระบบที่มนุษย์ต้องกำหนดคำสั่งและเงื่อนไขเกือบทุกขั้นตอน ไปสู่ระบบที่สามารถ “เรียนรู้จากข้อมูล” ค้นหารูปแบบที่ซ่อนอยู่ คาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้น และช่วยเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น

GeoAI คืออะไร?

GeoAI (Geospatial Artificial Intelligence) คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Artificial Intelligence กับข้อมูลที่มีองค์ประกอบด้านตำแหน่ง พื้นที่ และเวลา โดยผสมผสานศาสตร์หลายด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่

GIS + Remote Sensing + Spatial Data Science + Big Geospatial Data + Machine Learning + Deep Learning + Artificial Intelligence

หัวใจสำคัญของ GeoAI จึงไม่ใช่เพียง “AI ที่ทำงานกับแผนที่” แต่เป็น AI ที่ต้องเข้าใจความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ด้วย

ตัวอย่างเช่น บ้านสองหลังอาจมีขนาด ราคา และลักษณะเหมือนกันทุกประการ แต่หากบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ขณะที่อีกหลังตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ความเสี่ยงน้ำท่วมของบ้านทั้งสองหลังย่อมแตกต่างกัน

คำว่า “อยู่ที่ไหน” จึงมีความหมายต่อการวิเคราะห์

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Spatial Context หรือบริบทเชิงพื้นที่ และเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ GeoAI แตกต่างจากการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป

จาก GIS แบบเดิมสู่ GeoAI

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองสมมติว่าเราต้องการค้นหาพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม

ใน GIS แบบดั้งเดิม นักวิเคราะห์อาจกำหนดปัจจัย เช่น ความลาดชันมากกว่า 30 องศา อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อน มีปริมาณฝนสูง เป็นพื้นที่ที่มีชั้นหินหรือดินบางประเภท และมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาซ้อนทับกันด้วย Spatial Analysis เพื่อสร้างแผนที่พื้นที่เสี่ยง

กระบวนการโดยทั่วไปคือ

Spatial Data → Rules → Spatial Analysis → Map → Human Decision

GeoAI เปลี่ยนแนวคิดบางส่วนจากการที่มนุษย์กำหนดกฎทั้งหมด มาเป็นการให้ระบบเรียนรู้จากเหตุการณ์จริงในอดีต

เราสามารถนำตำแหน่งดินถล่มที่เคยเกิดขึ้นมารวมกับข้อมูล DEM ความลาดชัน ธรณีวิทยา ปริมาณฝน พืชพรรณ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และปัจจัยอื่น แล้วให้ Machine Learning เรียนรู้ว่า “พื้นที่ที่เคยเกิดดินถล่มมีรูปแบบร่วมกันอย่างไร”

จากนั้นจึงนำโมเดลไปประเมินพื้นที่อื่น

กระบวนการจึงเปลี่ยนเป็น

Big Geospatial Data → AI/ML → Pattern Learning → Prediction → Smart Map → Decision Support

ความแตกต่างสำคัญคือ GeoAI สามารถค้นหาความสัมพันธ์บางอย่างที่มนุษย์อาจไม่ได้กำหนดเป็นกฎไว้ตั้งแต่ต้น

ข้อมูลคือเชื้อเพลิงของ GeoAI

AI จะฉลาดได้เพียงใดขึ้นอยู่กับข้อมูลที่นำมาใช้ GeoAI จึงต้องอาศัยข้อมูลหลายประเภทประกอบกัน เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพโดรน DEM, LiDAR, Point Cloud, GPS/GNSS, ถนน อาคาร เขตการปกครอง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลธรณีวิทยา ข้อมูลประชากร ข้อมูลสภาพอากาศ และข้อมูลจาก IoT Sensor

แต่สิ่งที่ทำให้ข้อมูลเหล่านี้แตกต่างจากข้อมูลทั่วไปคือเกือบทุกชุดสามารถตอบคำถามได้ว่า

“ข้อมูลนี้เกิดขึ้นที่ไหน?”

และหากมีข้อมูลเวลาเพิ่มเข้ามา เรายังสามารถถามต่อได้ว่า

“พื้นที่นี้เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป?”

ดังนั้น GeoAI จึงไม่ได้วิเคราะห์เฉพาะ Where แต่เริ่มเชื่อมโยงไปถึง What, Why, When และ What Next

Machine Learning ทำให้แผนที่เรียนรู้

Machine Learning (ML) เป็นองค์ประกอบสำคัญของ GeoAI เพราะช่วยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ความสัมพันธ์จากข้อมูลตัวอย่าง

สมมติว่าเราต้องการสร้างแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วม เราอาจนำข้อมูลความสูง ความลาดชัน ระยะห่างจากแม่น้ำ ปริมาณฝน ชนิดดิน การใช้ที่ดิน และประวัติน้ำท่วมมาเป็นข้อมูลสำหรับฝึกโมเดล

Machine Learning จะค้นหารูปแบบว่าเงื่อนไขแบบใดสัมพันธ์กับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วม จากนั้นจึงคำนวณความเป็นไปได้ของพื้นที่อื่น ๆ

ผลลัพธ์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแผนที่ว่า

“ที่ไหนเคยน้ำท่วม”

แต่อาจพัฒนาเป็น

“พื้นที่ใดมีโอกาสเกิดน้ำท่วมสูง”

นี่คือการเปลี่ยนจาก Descriptive Mapping ไปสู่ Predictive Mapping

Deep Learning ทำให้ GIS มองเห็นโลก

ข้อมูลภูมิสารสนเทศจำนวนมากอยู่ในรูปภาพ โดยเฉพาะภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ และภาพโดรน การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ด้วยมนุษย์ต้องใช้เวลาอย่างมาก

Deep Learning และ Computer Vision ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้วัตถุและรูปแบบจากภาพได้

GeoAI จึงสามารถใช้ AI ตรวจจับอาคาร จำแนกพื้นที่ป่า ค้นหาแนวถนน จำแนกพื้นที่เกษตร ตรวจจับแหล่งน้ำ หรือเปรียบเทียบภาพต่างช่วงเวลาเพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงได้

งานสำคัญที่พบได้บ่อย ได้แก่ Image Classification สำหรับจำแนกประเภทภาพหรือพื้นที่, Object Detection สำหรับตรวจจับวัตถุ, Semantic Segmentation สำหรับจำแนกทุก Pixel และ Change Detection สำหรับค้นหาการเปลี่ยนแปลงระหว่างช่วงเวลา

งานที่ในอดีตอาจต้องมีคน Digitize อาคารหลายหมื่นหลัง จึงสามารถใช้ AI ช่วยสร้างข้อมูลเบื้องต้นก่อนให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบได้

Remote Sensing + GeoAI ดวงตาอัจฉริยะที่มองโลกจากอวกาศ

Remote Sensing เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำคัญที่สุดของ GeoAI ดาวเทียมอย่าง Landsat และ Sentinel ทำให้เราสามารถติดตามพื้นผิวโลกอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เมื่อผสานกับ AI จึงสามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในระดับเมือง ประเทศ ภูมิภาค หรือแม้แต่ระดับโลกได้

ตัวอย่างเช่น การติดตามการลดลงของพื้นที่ป่า การขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง การเกิดน้ำท่วม ความแห้งแล้ง สุขภาพพืช การเกิดไฟป่า และผลกระทบจาก Climate Change

หากในอดีตนักวิเคราะห์ต้องเปิดภาพดาวเทียมทีละภาพ วันนี้ Cloud Computing สามารถช่วยประมวลผลข้อมูลภาพจำนวนมหาศาล ขณะที่ AI ช่วยค้นหารูปแบบจากข้อมูลเหล่านั้น

นี่คือเหตุผลที่แพลตฟอร์มอย่าง Google Earth Engine มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา GeoAI เพราะทำให้ข้อมูล Earth Observation จำนวนมากสามารถถูกประมวลผลบนระบบคลาวด์แทนการดาวน์โหลดทุกอย่างมาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

Smart Mapping เมื่อแผนที่เริ่ม “คิด” มากขึ้น

แผนที่ GIS แบบดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็น Descriptive Map คือแสดงว่าอะไรเกิดขึ้นและเกิดขึ้นที่ไหน

แต่เมื่อเชื่อมกับ GeoAI เราสามารถพัฒนาไปสู่ Predictive Map หรือแผนที่เชิงคาดการณ์

ตัวอย่างเช่น แผนที่จราจรอาจไม่ได้แสดงเพียงถนนที่กำลังติด แต่สามารถคาดการณ์ว่าถนนสายใด “มีแนวโน้มจะติดในอีก 30 นาที”

แผนที่น้ำท่วมอาจไม่ได้แสดงเพียงพื้นที่ที่น้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน แต่สามารถประเมินว่า “พื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบต่อไป”

แผนที่ไฟป่าอาจไม่ได้แสดงเฉพาะตำแหน่งไฟ แต่สามารถสร้าง Wildfire Risk Map เพื่อช่วยจัดลำดับพื้นที่เฝ้าระวัง

นี่คือแนวคิดของ Smart Mapping ในยุค GeoAI ซึ่งทำให้แผนที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเครื่องมือแสดงข้อมูลไปสู่เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ

Workflow ของ GeoAI

กระบวนการ GeoAI โดยทั่วไปสามารถสรุปได้เป็น 5 ขั้นตอน

1. Data Ingestion รวบรวมข้อมูลจาก Satellite, Drone, GIS Database, GPS, Survey, IoT และแหล่งข้อมูลอื่น

2. Data Preparation ทำความสะอาดข้อมูล ตรวจสอบ CRS จัดการ Missing Data รวมข้อมูลหลายแหล่ง และสร้าง Feature ที่เหมาะสม

3. AI Processing เลือก Machine Learning หรือ Deep Learning Model แล้วฝึกระบบจากข้อมูลตัวอย่าง

4. Smart Outputs สร้างผลลัพธ์ เช่น Classification Map, Prediction Map, Risk Map, Dashboard หรือ Web GIS

5. Decision & Action นำผลไปใช้ในการวางแผน กำหนดนโยบาย แจ้งเตือน หรือบริหารจัดการพื้นที่

จึงสามารถจำง่าย ๆ ว่า

Data → AI → Spatial Insight → Decision

GeoAI ใช้ทำอะไรได้บ้าง

ศักยภาพของ GeoAI ครอบคลุมแทบทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ในด้านธรณีวิทยาสามารถช่วยวิเคราะห์ภูมิประเทศ โครงสร้างทางธรณีวิทยา Lineament และข้อมูล Remote Sensing เพื่อสนับสนุนการสำรวจ ในด้านเกษตรสามารถติดตามสุขภาพพืช คาดการณ์ผลผลิต และจัดการพื้นที่เพาะปลูก ในด้านสิ่งแวดล้อมสามารถติดตามป่าไม้ แหล่งน้ำ ชายฝั่ง และ Climate Change

ด้านภัยพิบัติสามารถสร้าง Flood Risk Map, Landslide Susceptibility Map และ Wildfire Risk Map ส่วนด้าน Smart City สามารถวิเคราะห์ Urban Heat Island ความหนาแน่นของอาคาร การจราจร การขยายตัวของเมือง และพื้นที่สีเขียว

GeoAI ยังสามารถนำไปใช้กับโลจิสติกส์ การเลือกตำแหน่งธุรกิจ การบริหารโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และ UNESCO Global Geopark ได้อีกด้วย

GeoAI ไม่ได้มาแทนนัก GIS

เมื่อ AI สามารถจำแนกภาพ สร้างข้อมูล หรือช่วยวิเคราะห์พื้นที่ได้ คำถามที่เกิดขึ้นคือ นัก GIS จะถูก AI แทนที่หรือไม่?

สิ่งที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าคือ AI จะเปลี่ยนบทบาทของนัก GIS

งานที่ทำซ้ำ เช่น Digitizing, Classification และ Data Processing บางประเภทจะถูกทำให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น แต่งานที่ต้องใช้ความรู้จะยิ่งสำคัญ เช่น การตั้งคำถาม การเลือกข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพ การออกแบบ Spatial Model การประเมิน Accuracy และการตีความผลลัพธ์

AI อาจตรวจพบพื้นที่บางแห่งว่าเป็น “น้ำ” จากภาพดาวเทียม แต่ผู้เชี่ยวชาญยังต้องพิจารณาว่าสิ่งนั้นคือแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ น้ำท่วม เงาภูเขา หรือความผิดพลาดของโมเดล

ดังนั้นคนที่มีความเข้าใจทั้ง GIS + Spatial Thinking + Domain Knowledge + AI จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอนาคต

ข้อมูลผิด AI ก็ผิด

สิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ GeoAI ไม่ได้ทำให้ข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพกลายเป็นข้อมูลที่ดีโดยอัตโนมัติ

หาก Training Data มีอคติ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ หรือมีข้อผิดพลาด โมเดลก็สามารถเรียนรู้ข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้

หลักการที่นักคอมพิวเตอร์รู้จักกันดีจึงยังใช้ได้เสมอ

Garbage In → Garbage Out

การใช้ GeoAI ต้องให้ความสำคัญกับ Data Quality, Spatial Resolution, Temporal Resolution, CRS, Metadata, Training Data, Accuracy Assessment, Privacy และ Data Governance

โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์ถูกนำไปใช้ตัดสินใจเกี่ยวกับประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติ หรือพื้นที่สำคัญ การมี Human-in-the-loop หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบผลลัพธ์ยังเป็นสิ่งจำเป็น

เส้นทางจาก GIS สู่ GeoAI

หากมองพัฒนาการของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เราอาจสรุปเส้นทางได้ว่า

Paper Map

Digital Mapping

Desktop GIS

Web GIS

Cloud GIS

Big Geospatial Data

GeoAI

Smart Mapping

Predictive GIS

Digital Twin & Spatial Decision Intelligence

เส้นทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า GIS กำลังเปลี่ยนจากระบบที่ใช้ “บันทึกโลก” ไปสู่ระบบที่ช่วย “เข้าใจและคาดการณ์โลก”

สรุป: จากแผนที่สู่ Spatial Intelligence

GeoAI หรือ Geospatial Artificial Intelligence คือการนำ Artificial Intelligence มาผสานกับข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อทำให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลเชิงพื้นที่ ค้นหารูปแบบ จำแนกวัตถุ คาดการณ์เหตุการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจได้ดีขึ้น แต่หัวใจของ GeoAI ไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การรวมกันของ Data + Geography + GIS + AI + Human Knowledge

GIS ทำให้เราตอบคำถามว่า “อะไรอยู่ที่ไหน?” 

Spatial Analysis ช่วยตอบว่า “สิ่งต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”

และ GeoAI กำลังพาเราไปสู่คำถามที่ลึกกว่าเดิมว่า “ทำไมสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้นตรงนั้น?” “พื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?” และที่สำคัญที่สุดคือ “อะไรมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นต่อไป?”

นี่คือจุดเริ่มต้นของ GeoAI และ Smart Mapping — ยุคที่แผนที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกทาง แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยมนุษย์ทำความเข้าใจ วางแผน และตัดสินใจเกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยอยู่

#GeoAI #GeoAI101 #MachineLearning #GIS #GeospatialAI #Geospatial #SpatialData #SpatialAnalysis #SmartMapping #PredictiveMapping #ArtificialIntelligence #AI #RemoteSensing #SatelliteImagery #SpatialMachineLearning #DataScience #RandomForest #SpatialIntelligence #GoogleEarthEngine #QGIS

.

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward