Nares ไทย ขอนแก่น คำว่า “โคกกรวด” ทำให้ท่านนึกถึงอะไรได้บ้าง (4) จากโคกกรวดแล้วมีหยังเกิดขึ้น

รูปที่ 1 ภาพแสดงความหนาของกลุ่มหินโคราช นับจากบนสุดของหมวดหินภูพาน ไปถึงล่างสุดของหมวดหินน้ำพอง (แถบระบายสี) จากภาพเราสามารถพูดได้ว่า บริเวณกลางแอ่ง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำที่สุด จะมีแนวประมาณทิศตะวันตกเฉียงเหนือ–ตะวันออกเฉียงใต้ หรือเส้นลากระหว่างขอนแก่นกับอุบลราชธานี ลูกศรสีแดงและสีน้ำเงินคือทิศทางการไหลข งแม่น้ำที่ก่อให้เกิดหินทรายของหมวดหินพระวิหาร และภูพาน ตามลำดับ ส่วนเส้นสีชมพู ที่เป็นเส้นแสดงความหนาของหมวดหินโคกกรวด ซึ่งมีความหนามากกว่า 800 เมตร บริเวณจังหวัดอุบลราชธานี แล้วบางลงไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เช่น มีความหนาน้อยกว่า 200 เมตรบริเวณ อุดรและหนองคาย
คำว่า “โคกกรวด” ทำให้ท่านนึกถึงอะไรได้บ้าง 4 (จากโคกกรวดแล้วมีหยังเกิดขึ้น)
ว่าอันที่จริงแล้ว พื้นผิวดินที่บ้านโคกกรวดตำแหน่งที่ตั้งของหลุมน้ำบาดาลหมายเลข M 7 นั้น Ward and Bunnag รายงานว่า ประกอบขึ้นด้วยหินอายุอ่อน 2 ชั้น วางทับอยู่บนหมวดหินโคกกรวด โดยที่บนสุด เป็นชั้นกรวด ที่มีหินทรายสีเทาอมเหลือง ยังไม่แข็งตัวมากนักหนาแทรกอยู่ หนา 1.2 เมตร ชั้นที่วางตัวข้างล่าง ก็คือชั้นกรวดที่มีเม็ดกลมของควอร์ตซ์ และเชิร์ต ขนาดถึง 6 เซนติเมตร รวมทั้งเศษเล็กเศษน้อยที่มีขอบมนของไม้กลายเป็นหิน หนารวมกันทั้งหมดประมาณ 8 เมตร ชั้นกรวดพวกนี้คือชั้นที่มักจะพบอุลกมณี (tectite) ฝังตัวอยู่ ซึ่งอุลกมณีเหล่านี้ ต่อมาได้มีการยืนยันว่า เกิดจากการที่ระเบิด เมื่ออุกาบาตตกลงมาชนพื้นโลก เมื่อประมาน 800,000 ปี มาแล้ว โดยสถานที่ที่มีการพุ่งชน ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนว่าเป็นที่ไหน แต่คาดว่าจะใกล้กับบริเวณรอยต่อของแผ่นดินไทย ลาว และกัมพูชา ส่วนไม้กลายเป็นหินเหล่านี้เป็นพวกที่มีอายุมากกว่า แต่ถูกกัดเซาะทำลาย แล้วตกสะสมตัวใหม่ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ชั้นกรวดพวกนี้จะเป็นชั้นหนา ไม่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาอยู่ภายในเลย ไม่มีชั้นเฉียงระดับ ไม่มีชั้นหินอื่นแทรกเลย
คำว่า “หมวดหินโคกกรวด” จึงสร้างความสนเท่ห์ให้แก่นักธรณีวิทยาไทยหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ค่อยจะรู้จักมักคุ้นกับธรณีวิทยาของอีสานมากนัก เพราะคิดกันไปเองว่า หมวดหินโคกกรวดต้องมีหินกรวดมนมาก ในหินต้องมีก้อนกรวดมาก น่าจะมีลักษณะเหมือนหินกรวดมนของหมวดหินภูพาน หรือหมวดหินน้ำพอง หรือ หมวดหินห้วยหินลาด ซำนั้นพู่นแล้ว
สรุปว่า ในหมวดหินโคกกรวดก็มีกรวดครับ ท่านสารวัตร เพียงแต่ไม่ใช่กรวดของแร่ควอร์ตซ และหินเชิร์ต แต่เป็นกรวดของเม็ดปูน กับหินทรายแป้งเนื้อปูน แถ่แทร่นนน
ว่าอันที่จริงแล้ว หมวดหินโคกกรวดนั้น มีความแตกต่างไปจากหมวดหินอื่นของกลุ่มหินโคราช ในแง่ความหนาของหมวดหิน (รูปที่ 1) ดังนี้ ในขณะที่หมวดหินอื่นๆ จะมีความหนามากที่สุดตามแนวตะวันตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ แล้วบางออกไปทางด้านเหนือและใต้ โดยที่ความหนา นับจากบนสุดของหมวดหินภูพาน ไปถึงล่างสุดของหมวดหินน้ำพอง (แถบระบายสี) (สีเทาดำคือบริเวณที่มีความหนามากที่สุด (ประมาณ 4,000 เมตร) ถึงสีเทาอ่อน คือบริเวณที่มีความหนาน้อยที่สุด (ประมาณ 1,500 เมตร) แต่ว่าความหนาของหมวดหินโคกกรวด (เส้นสีชมพู) นั้น กลับแสดงความหนาที่ไม่สอดคล้องกับหมวดหินอื่น นั่นคือ มีความหนามากกว่า 800 เมตร ที่บริเวณจังหวัดอุบลราชธานี แล้วบางลงไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เช่น มีความหนาน้อยกว่า 200 เมตรบริเวณ อุดรธานี และหนองคาย
จากการศึกษาโดยรวมแล้วจึงสามารถแสดงถึงความเป็นมาทางด้านธรณีวิทยาของอีสานบ้านเฮาได้ดังภาพจินตนาการ ดังต่อไปนี้ (รูปที่ 2) 2a หมวดหินโคกกรวด ตกสะสมตัวตามหมวดหินอื่นๆ 2b ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอีสานถูกยกตัวขึ้น หินโคกกรวดบางส่วนจึงถูกกัดกร่อนทำลาย ทำให้ 2c บริเวณด้านตะวันออกกลายเป็นทะเลน้ำเค็ม มีการตกสะสมตัวของชั้นเกลือหินรวม 3 ชั้น ต่อมา 2d ทะเลเกลือหดหายไป แผ่นดินทั้งหมดกลับมาแห้งแล้ง 2d มีทะเลทรายที่มีเนินทรายขนาดใหญ่ในบริเวณด้านเหนือ เช่น จังหวัดบึงกาฬในปัจจุบัน หลังจากนั้น การเกิดของบรรพตรังสรรค์หิมาลัย ก็ทำให้พื้นที่อีสานทั้งหมดยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูงโคราช รวมทั้งเทือกเขาภูพาน
การเกิดของทะเลเกลือมหาสารคาม น่าจะเป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์ที่เคยอาศัยอยู่ในว่าที่แผ่นดินอีสาน อพยพหนีออกไปหมด แล้วไม่กลับคืนมาอีกเลย เมื่ออีสานกลายเป็นทะเลทราย นั่นคือเหตุผลที่ใช้ตอบคำถามว่า ในขณะที่มีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์มากมายในทะเลมองโกเลีย (รูปที่ 3) แต่ทำไมเราจึงไม่พบซากไดโนเสาร์ในทะเลทรายภูทอกเลย
นิทานเรื่อง โคกกรวดน้อยพเนจร ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้นะครับ ท่านสารวัตร บนซ้าย และล่าง)

รูปที่ 2 ภาพจินตนาการแสดงความเป็นมาทางธรณีวิทยาของอีสานบ้านเฮา ตั้งแต่การสะสมตัวของหมวดหินโคกกรวด การเกิดทะเลมหาสารคาม และทะเลทรายภูทอก
.
.
รูปที่ 3 ภาพแสดงฟอสซิลของโอวิแรพเตอร์และไข่ (ภาพบนซ้าย) ความเป็นอยู่ของไดโนเสาร์ที่ทะเลทรายมองโกเลีย ซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่ต่อเนื่องระหว่างเนินทรายกับโอเอซิส(ภาพล่าง) กับภาพถ่ายจากภูเขาภูทอก แสดงถึงหินทรายที่เกิดจากการการเคลื่อนตัวของเนินทรายในทะเลภูทอก เคลื่อนตัวทับบนหินทรายแป้งที่สะสมตัวในบึงน้ำระหว่างเนินทราย
.
-------------------------
ที่มา
- https://www.facebook.com/nares.sattayarak
รวบรวมข้อมูลและภาพ
-------------------------
บทความ ดร. นเรศ สัตยารักษ์ (Nares Sattayarak)
รวมบทความที่น่าสนใจจากนักธรณีวิทยาของไทย
-------------------------
