iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

Mountain101-11 ภูเขาหิมะและธารน้ำแข็ง (Snow Mountains & Glaciers)

 

ภูเขาหิมะและธารน้ำแข็ง (Snow Mountains & Glaciers) แหล่งกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญของโลก คลังน้ำจืดบนภูเขา และสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

เมื่อมองภูเขาสูงอย่างเทือกเขาหิมาลัย (Himalaya) เทือกเขาแอลป์ (Alps) เทือกเขาร็อกกี (Rocky Mountains) หรือเทือกเขาแอนดีส (Andes) สิ่งที่สร้างความประทับใจมากที่สุดอย่างหนึ่งคือยอดเขาสีขาวที่ปกคลุมด้วยหิมะและธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ไหลลงมาตามหุบเขา ภาพเหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้านความงดงามหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะภูเขาหิมะและธารน้ำแข็งคือองค์ประกอบสำคัญของระบบน้ำของโลก เป็นเสมือน “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติบนที่สูง” ที่สะสมหิมะในฤดูหนาว ก่อนค่อย ๆ ปล่อยน้ำออกมาในฤดูร้อน หล่อเลี้ยงแม่น้ำ พื้นที่เกษตร เมือง และผู้คนจำนวนมหาศาลที่อาศัยอยู่ห่างจากภูเขาหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร

โดยเฉพาะพื้นที่หิมาลัย–ที่ราบสูงทิเบต ซึ่งเป็นต้นกำเนิดหรือพื้นที่ต้นน้ำของระบบแม่น้ำสำคัญหลายสายของเอเชีย จนบางครั้งได้รับการเรียกว่า “Water Tower of Asia” หรือหอเก็บน้ำแห่งเอเชีย เพราะน้ำจากหิมะ ธารน้ำแข็ง ฝน และพื้นที่สูงเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อระบบแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงประชากรจำนวนมหาศาลตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียกลาง จนถึงเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่ภูมิประเทศสีขาวที่ดูมั่นคงเหล่านี้ไม่ได้หยุดนิ่ง ธารน้ำแข็งมีการเคลื่อนที่ เกิดใหม่ เติบโต และหดตัวตามสมดุลระหว่างหิมะที่สะสมกับน้ำแข็งที่สูญเสียไป และในโลกที่อุณหภูมิเฉลี่ยกำลังสูงขึ้น ธารน้ำแข็งหลายพื้นที่กำลังถอยร่นอย่างรวดเร็ว ทำให้ภูเขาหิมะกลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

ภูเขาหิมะ คืออะไร?

คำว่า ภูเขาหิมะ (Snow Mountain) ไม่ใช่การจำแนกประเภทภูเขาตามกระบวนการธรณีวิทยาแบบเดียวกับภูเขาไฟ ภูเขาคดโค้ง หรือภูเขารอยเลื่อน แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายภูเขาที่มีหิมะปกคลุมยอดหรือพื้นที่สูงของภูเขาเป็นเวลานาน โดยบางแห่งมีหิมะตลอดทั้งปี

ภูเขาจะมีหิมะปกคลุมมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระดับความสูง ละติจูด อุณหภูมิ ปริมาณฝน ทิศทางของลม และทิศทางของลาดเขา ดังนั้น ภูเขาที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรต้องมีความสูงมากจึงจะมีหิมะถาวร ขณะที่ภูเขาในเขตขั้วโลกอาจมีหิมะและน้ำแข็งแม้ระดับความสูงไม่มากนัก

เส้นระดับที่เหนือขึ้นไปแล้วหิมะสามารถคงอยู่ข้ามฤดูร้อนได้เรียกว่า Snowline หรือเส้นหิมะถาวร ซึ่งระดับของเส้นนี้แตกต่างกันมากตามภูมิอากาศของแต่ละภูมิภาค

หิมะกับธารน้ำแข็งไม่เหมือนกัน

แม้จะมองเห็นเป็นสีขาวเหมือนกัน แต่ หิมะ (Snow) และ ธารน้ำแข็ง (Glacier) เป็นคนละสิ่งกัน หิมะคือผลึกน้ำแข็งที่ตกลงมาจากบรรยากาศ ส่วนธารน้ำแข็งคือมวลน้ำแข็งที่เกิดจากหิมะสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนถูกน้ำหนักกดทับและเปลี่ยนโครงสร้างกลายเป็นน้ำแข็งหนาแน่น

กระบวนการเริ่มจากหิมะใหม่ที่มีช่องอากาศจำนวนมาก เมื่อมีหิมะตกทับถมเพิ่มขึ้น หิมะชั้นล่างจะถูกอัดแน่นและเปลี่ยนเป็นเม็ดน้ำแข็งชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Firn ก่อนที่จะกลายเป็นน้ำแข็งธารน้ำแข็งในที่สุด

หากน้ำแข็งสะสมหนามากพอ แรงโน้มถ่วงจะทำให้มวลน้ำแข็งเริ่มเคลื่อนตัวลงตามลาดเขาอย่างช้า ๆ และเมื่อมวลน้ำแข็งสามารถเคลื่อนที่ได้ เราจึงเรียกมันว่า ธารน้ำแข็ง

ดังนั้น ธารน้ำแข็งจึงไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งที่หยุดนิ่ง แต่เปรียบเสมือน “แม่น้ำน้ำแข็งที่ไหลช้ามาก”

ธารน้ำแข็งเคลื่อนที่จริงหรือ?

คำตอบคือ จริง แม้เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะดูเหมือนไม่ขยับ แต่ธารน้ำแข็งสามารถเคลื่อนที่ตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตรไปจนถึงหลายเมตรต่อวัน ขึ้นอยู่กับความลาดชัน อุณหภูมิ ความหนาของน้ำแข็ง และสภาพของพื้นหินด้านล่าง

ส่วนบนของธารน้ำแข็งบางแห่งมีรอยแตกขนาดใหญ่เรียกว่า Crevasse ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของความเร็วในการเคลื่อนที่ของน้ำแข็ง รอยแตกเหล่านี้อาจลึกหลายสิบเมตรและเป็นหนึ่งในอันตรายสำคัญสำหรับผู้ที่เดินทางบนธารน้ำแข็ง

วงจรชีวิตของธารน้ำแข็ง

การอยู่รอดของธารน้ำแข็งขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่างสองกระบวนการหลัก คือ การสะสม (Accumulation) และ การสูญเสียมวลน้ำแข็ง (Ablation)

บริเวณตอนบนของธารน้ำแข็งเป็นเขตสะสม ซึ่งได้รับหิมะใหม่มากกว่าที่ละลาย ขณะที่พื้นที่ตอนล่างเป็นเขตสูญเสีย ซึ่งน้ำแข็งละลาย ระเหิด แตกออก หรือสูญเสียมวลมากกว่าหิมะที่ได้รับ

หากสะสมมากกว่าสูญเสีย ธารน้ำแข็งอาจขยายตัว หากทั้งสองใกล้เคียงกัน ขนาดจะค่อนข้างคงที่ แต่หากสูญเสียมากกว่าสะสมต่อเนื่อง ธารน้ำแข็งจะบางลงและปลายธารน้ำแข็งจะถอยร่น

สิ่งสำคัญคือคำว่า “ธารน้ำแข็งถอย” ไม่ได้หมายความว่าน้ำแข็งไหลย้อนขึ้นภูเขา เพราะน้ำแข็งยังคงเคลื่อนลงตามแรงโน้มถ่วง แต่ตำแหน่งปลายธารน้ำแข็งละลายเร็วกว่าน้ำแข็งใหม่ที่ไหลลงมาทดแทน

ธารน้ำแข็งสร้างภูมิประเทศอย่างไร?

ธารน้ำแข็งเป็นหนึ่งในนักแกะสลักภูมิประเทศที่ทรงพลังที่สุดของธรรมชาติ น้ำแข็งที่เคลื่อนตัวพร้อมเศษหินจำนวนมากสามารถขูด กัด และถอนหินออกจากภูเขาได้ตลอดระยะเวลาหลายพันถึงหลายล้านปี จึงสร้างภูมิประเทศลักษณะเฉพาะ เช่น หุบเขารูปตัว U (U-shaped Valley) แอ่งธารน้ำแข็ง (Cirque) สันเขาคม (Arête) ยอดเขาทรงพีระมิด (Horn) และกองตะกอนที่ธารน้ำแข็งพัดพามาเรียกว่า Moraine

ยอดเขา Matterhorn ในเทือกเขาแอลป์เป็นตัวอย่างที่เด่นของยอดเขาทรง Horn ซึ่งถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะหลายด้านจนเหลือยอดแหลม ส่วนหุบเขาธารน้ำแข็งจำนวนมากในสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ และอเมริกาเหนือ แสดงรูปตัว U ได้อย่างชัดเจน

เมื่อธารน้ำแข็งถอยออกไป แอ่งที่ถูกกัดเซาะอาจกลายเป็นทะเลสาบสีฟ้าหรือสีเขียวมรกต ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปชมมากที่สุด

ทำไมน้ำจากธารน้ำแข็งจึงมีสีฟ้าหรือสีเขียวขุ่น?

แม่น้ำและทะเลสาบที่เกิดจากธารน้ำแข็งมักมีสีฟ้าอมเขียวที่โดดเด่น เนื่องจากน้ำพัดพาตะกอนหินละเอียดมากที่เรียกว่า Rock Flour หรือ Glacial Flour ซึ่งเกิดจากธารน้ำแข็งบดหินจนเป็นผงขนาดเล็ก

อนุภาคเหล่านี้แขวนลอยอยู่ในน้ำและกระเจิงแสงบางช่วงคลื่น ทำให้น้ำมีสีฟ้า เทอร์ควอยซ์ หรือเขียวน้ำนมแตกต่างจากแม่น้ำทั่วไป ภาพทะเลสาบสีฟ้าในเทือกเขาร็อกกีของแคนาดา เช่น Lake Louise และ Moraine Lake เป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียง

ธารน้ำแข็งคือคลังน้ำจืดของโลก

น้ำจืดจำนวนมากของโลกถูกเก็บอยู่ในรูปน้ำแข็ง โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ขณะที่ธารน้ำแข็งบนภูเขามีปริมาตรน้อยกว่ามาก แต่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คน เพราะตั้งอยู่ใกล้พื้นที่อยู่อาศัยและเป็นส่วนหนึ่งของระบบต้นน้ำสำคัญ

หิมะบนภูเขาจะสะสมในฤดูหนาวและค่อย ๆ ละลายในฤดูร้อน จึงช่วยชะลอการปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบแม่น้ำ เปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่เก็บน้ำไว้ในฤดูหนาวแล้วปล่อยออกเมื่อพื้นที่ด้านล่างต้องการน้ำมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งจึงสามารถส่งผลต่อระบบน้ำของพื้นที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร

หิมาลัยและที่ราบสูงทิเบต “หอเก็บน้ำแห่งเอเชีย”

เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาคาราโครัม เทือกเขาฮินดูกูช และที่ราบสูงทิเบต เป็นพื้นที่ภูเขาสูงและธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งนอกเขตขั้วโลก บางครั้งภูมิภาคนี้จึงถูกเรียกว่า Third Pole หรือขั้วโลกที่สาม

พื้นที่สูงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับต้นน้ำหรือระบบต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญจำนวนมาก เช่น

  • แม่น้ำสินธุ (Indus)
  • แม่น้ำคงคา (Ganges)
  • แม่น้ำพรหมบุตร (Brahmaputra)
  • แม่น้ำแยงซี (Yangtze)
  • แม่น้ำฮวงโห หรือแม่น้ำเหลือง (Yellow River)
  • แม่น้ำโขง (Mekong)
  • แม่น้ำสาละวิน (Salween)

อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในแม่น้ำแต่ละสายไม่ได้มาจากธารน้ำแข็งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของฝน หิมะละลาย น้ำใต้ดิน และน้ำแข็งละลาย โดยสัดส่วนแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและฤดูกาล

นี่คือเหตุผลที่การเปลี่ยนแปลงของภูเขาหิมะในเอเชียไม่ได้เป็นเรื่องของภูเขาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านน้ำ การเกษตร ระบบนิเวศ และชีวิตของผู้คนในหลายประเทศ

ภูเขาหิมะและธารน้ำแข็งสำคัญของโลก

1. Himalaya และ Karakoram – เอเชีย

เป็นที่ตั้งของยอดเขาสูงที่สุดของโลก รวมถึง Mount Everest และ K2 และมีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่จำนวนมาก

ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ Baltoro Glacier ในปากีสถาน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสู่ K2 Base Camp

2. Alps – ยุโรป

เทือกเขาแอลป์เป็นหนึ่งในพื้นที่ศึกษาธารน้ำแข็งที่สำคัญที่สุดของโลก

ธารน้ำแข็งเด่น ได้แก่ Aletsch Glacier ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในเทือกเขาแอลป์

3. Andes – อเมริกาใต้

แนวเทือกเขาแอนดีสมีธารน้ำแข็งตั้งแต่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรไปจนถึงปาตาโกเนีย

พื้นที่ Patagonia ของชิลีและอาร์เจนตินามีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่และสวยงาม เช่น Perito Moreno Glacier

4. Alaska – อเมริกาเหนือ

อะแลสกามีธารน้ำแข็งจำนวนมาก โดยบางแห่งไหลลงสู่ทะเลและแตกออกเป็นภูเขาน้ำแข็ง

พื้นที่อย่าง Glacier Bay และ Kenai Fjords เป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว

5. Canadian Rockies – แคนาดา

เทือกเขาร็อกกีของแคนาดามีธารน้ำแข็งและทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

เช่น

  • Athabasca Glacier
  • Columbia Icefield
  • Lake Louise
  • Moraine Lake

6. New Zealand Southern Alps – นิวซีแลนด์

เกาะใต้ของนิวซีแลนด์มีธารน้ำแข็งที่ไหลลงมาจาก Southern Alps เช่น

  • Franz Josef Glacier
  • Fox Glacier
  • Tasman Glacier

เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถชมธารน้ำแข็งได้ค่อนข้างสะดวก

ธารน้ำแข็งกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ธารน้ำแข็งถือเป็นหนึ่งใน ตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศ (Climate Indicators) ที่สำคัญ เพราะขนาดและมวลของธารน้ำแข็งตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและปริมาณหิมะอย่างชัดเจน

เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ฤดูละลายของน้ำแข็งอาจยาวขึ้น เส้นหิมะเลื่อนสูงขึ้น และหิมะบางส่วนอาจตกในรูปฝนแทน ส่งผลให้ธารน้ำแข็งสูญเสียมวล

หลายพื้นที่ทั่วโลกจึงพบปรากฏการณ์

  • ธารน้ำแข็งบางลง
  • ปลายธารน้ำแข็งถอยร่น
  • ทะเลสาบธารน้ำแข็งขยายตัว
  • พื้นหินที่เคยอยู่ใต้น้ำแข็งถูกเปิดเผย
  • ระบบนิเวศบนภูเขาเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อวิวทิวทัศน์ แต่ยังมีผลต่อทรัพยากรน้ำและความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

ทะเลสาบธารน้ำแข็ง อันตรายที่ซ่อนอยู่หลังความงาม

เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่น น้ำละลายสามารถสะสมอยู่ด้านหน้าธารน้ำแข็งและเกิดเป็น Glacial Lake หรือทะเลสาบธารน้ำแข็ง

ทะเลสาบเหล่านี้มักสวยงามมาก แต่หากเขื่อนธรรมชาติที่กั้นน้ำอยู่แตกออก อาจเกิดน้ำหลากอย่างรุนแรงเรียกว่า Glacial Lake Outburst Flood (GLOF)

พื้นที่หิมาลัยจึงมีการสำรวจและติดตามทะเลสาบธารน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง เพราะบางแห่งตั้งอยู่เหนือชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในหุบเขา

ภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg) กับธารน้ำแข็งต่างกันอย่างไร?

ธารน้ำแข็งอยู่บนแผ่นดินและเคลื่อนตัวตามแรงโน้มถ่วง หากปลายธารน้ำแข็งไหลลงทะเลแล้วเกิดการแตกตัวออก กระบวนการนี้เรียกว่า Calving ก้อนน้ำแข็งที่แยกออกและลอยอยู่ในทะเลจึงเรียกว่า Iceberg หรือภูเขาน้ำแข็ง

ดังนั้น ภูเขาน้ำแข็งจำนวนมากคือส่วนหนึ่งของธารน้ำแข็งหรือแผ่นน้ำแข็งที่แตกออกไปสู่ทะเลนั่นเอง

เกร็ดความรู้ Mountain101

รู้หรือไม่?

  • ธารน้ำแข็งสามารถเคลื่อนที่ได้ แม้เราจะมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวด้วยตาเปล่า
  • หุบเขาที่เกิดจากแม่น้ำมักมีรูปตัว V ขณะที่หุบเขาที่ถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะมักมีรูปตัว U
  • สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ของทะเลสาบธารน้ำแข็งส่วนหนึ่งเกิดจากผงหินละเอียดที่เรียกว่า Glacial Flour
  • เทือกเขาหิมาลัยและที่ราบสูงทิเบตมักถูกเรียกว่า “Water Tower of Asia”
  • ธารน้ำแข็งไม่ได้ละลายเพียงบริเวณปลายธาร แต่สามารถสูญเสียความหนาบนพื้นผิวได้ทั่วทั้งตัวธาร
  • รอยแตกบนธารน้ำแข็งหรือ Crevasse อาจถูกหิมะใหม่ปกคลุมจนมองไม่เห็น จึงเป็นอันตรายต่อการเดินทางโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญ

ความรู้สำหรับนักเดินทาง

การเที่ยวภูเขาหิมะและธารน้ำแข็งสามารถทำได้หลายระดับ ตั้งแต่การชมจากจุดชมวิว การเดินบนเส้นทางธรรมชาติ ไปจนถึง Glacier Trekking ที่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ หากเป็นการเดินบนธารน้ำแข็งจริงควรเดินทางกับไกด์ที่มีประสบการณ์ เพราะพื้นที่อาจมี Crevasse น้ำแข็งเปราะ หินหล่น และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นักท่องเที่ยวควรสวมเสื้อผ้าเป็นชั้น เตรียมอุปกรณ์ป้องกันลมและฝน ใช้แว่นกันแดดและครีมกันแดด เพราะหิมะสะท้อนรังสี UV ได้ดี รวมถึงควรระวังอาการแพ้ความสูงหากเดินทางขึ้นภูเขาสูงอย่างรวดเร็ว การไม่ออกนอกเส้นทาง ไม่ทิ้งขยะ และไม่เข้าใกล้หน้าธารน้ำแข็งที่เจ้าหน้าที่ประกาศเป็นเขตอันตราย ถือเป็นหลักพื้นฐานของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

ภูเขาหิมะที่นักท่องเที่ยวน่าไปสัมผัส

สำหรับผู้ที่ต้องการชมภูเขาหิมะโดยไม่จำเป็นต้องปีนเขาระดับเทคนิค โลกมีจุดหมายที่เข้าถึงได้หลายแห่ง เช่น Jungfraujoch และ Zermatt ในสวิตเซอร์แลนด์, Canadian Rockies ในแคนาดา, Patagonia ในอาร์เจนตินาและชิลี, Southern Alps ในนิวซีแลนด์ รวมถึงพื้นที่ภูเขาหิมะของจีน เช่น เทือกเขาเหิงต้วน (Hengduan Mountains) และพื้นที่ภูเขาสูงทางตะวันตกของเสฉวนและยูนนาน ซึ่งสามารถสัมผัสยอดเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง ทุ่งหญ้าอัลไพน์ และวัฒนธรรมของชุมชนบนพื้นที่สูงได้ในการเดินทางเดียว

ความพิเศษของการเที่ยวพื้นที่เหล่านี้คือ นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงชม “ภูเขาสวย” แต่กำลังมองเห็นวัฏจักรน้ำ การกัดเซาะ การเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ และผลของภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

สรุป

ภูเขาหิมะและธารน้ำแข็งคือหนึ่งในระบบธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก หิมะที่สะสมอยู่บนภูเขาจะค่อย ๆ กลายเป็นน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง กัดเซาะภูเขาจนเกิดหุบเขาและทะเลสาบ ก่อนที่น้ำละลายจะไหลรวมเข้าสู่ลำธารและแม่น้ำ หล่อเลี้ยงพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร

เมื่อเรามองยอดเขาหิมะ จึงไม่ควรมองเห็นเพียงความขาวสวยของน้ำแข็ง แต่ควรมองเห็น “คลังน้ำของธรรมชาติ” ที่เชื่อมโยงภูเขากับป่าไม้ พื้นที่เกษตร เมือง และมหาสมุทรเข้าด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน แม้เราจะอาศัยอยู่ไกลจากภูเขาหิมะก็ตาม

สำหรับนักเดินทาง การได้ยืนอยู่หน้าธารน้ำแข็ง ฟังเสียงน้ำแข็งแตก มองเห็นชั้นน้ำแข็งที่สะสมมานาน หรือเดินตามแม่น้ำที่ถือกำเนิดจากยอดเขา คือประสบการณ์ที่ช่วยให้เราเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ภูเขาไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของการเดินทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสายน้ำและชีวิตจำนวนมหาศาลบนโลก

#Mountain101 #SnowMountains #Glaciers #Glacier #Himalaya #Karakoram #TibetanPlateau #WaterTowerOfAsia #ThirdPole #AletschGlacier #BaltoroGlacier #PeritoMoreno #CanadianRockies #Patagonia #ClimateChange #Geology #EarthScience #GeoTourism #MountainTravel #iok2uTravel #UNESCO #GeoTourism #TravelKnowledge #MountainEncyclopedia #iok2uTravel #RockFormations #PlateTectonics #Geology #EarthScience #MountFuji #MountBromo #Yellowstone #Tongariro #Nature #AdventureTravel #MountainTravel #TravelKnowledge #UNESCO #NationalPark #iok2uTravel #MountainEncyclopedia

เที่ยวรอบโลก (Travel World)

-------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward