iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ

CraftBeer101-05 ฮอปส์ (Hops) ความขม กลิ่น และเสน่ห์ของคราฟท์เบียร์

CraftBeer101 เปิดโลกคราฟท์เบียร์ จากวัตถุดิบสู่แก้วเบียร์

ฮอปส์ (Hops) ความขม กลิ่น และเสน่ห์ของคราฟท์เบียร์

หลังจากราได้รู้จัก Malt ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างน้ำตาล สี Body และ Malt Character ของเบียร์ ตอนนี้ถึงเวลารู้จักวัตถุดิบที่ทำให้โลกของ Craft Beer มีสีสันอย่างมาก นั่นคือ ฮอปส์ (Hops) ดอกไม้สีเขียวขนาดเล็กที่สามารถสร้างได้ทั้งความขม กลิ่นดอกไม้ สมุนไพร สน สนามหญ้า ส้ม เกรปฟรุต มะม่วง เสาวรส และผลไม้เมืองร้อนอีกมากมาย

หาก Malt เปรียบเสมือน “โครงสร้างและเนื้อเรื่อง” ของเบียร์ Hops ก็อาจเปรียบได้กับ เครื่องปรุงและน้ำหอม ที่ช่วยสร้างความสมดุลและลายเซ็นให้เบียร์หนึ่งแก้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ Hops สายพันธุ์เดียวกัน หากเติมลงไปคนละช่วงเวลา ก็สามารถให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างมาก

เติมตอนต้นของการต้ม เราอาจต้องการ Bitterness 

เติมช่วงท้าย เราอาจต้องการ Flavor และ Aroma 

เติมหลังการต้ม เราอาจต้องการรักษาสารหอมบางส่วน

และถ้าเติมในช่วง Fermentation หรือหลังจากนั้นด้วยเทคนิค Dry Hopping เรากำลังเข้าสู่โลกของ Hop Aroma ที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Craft Beer ยุคใหม่ ดังนั้นการเรียนเรื่อง Hops จึงไม่ควรถามเพียงว่า “ฮอปส์ชนิดไหนดี?” แต่ต้องถามพร้อมกันว่า “ใช้ Hops อะไร? ใช้เท่าไร? เติมเมื่อไร? และต้องการให้มันทำหน้าที่อะไร?”

Hops คืออะไร?

Hops คือดอกหรือโคนของพืช Humulus lupulus ซึ่งเป็นพืชเลื้อยอายุหลายปีในวงศ์ Cannabaceae ส่วนที่ใช้ใน Brewing โดยทั่วไปคือดอกเพศเมียที่ยังไม่ได้รับการผสม ซึ่งมีต่อมสีเหลืองเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Lupulin Glands บริเวณ Lupulin เป็นเหมือน “คลังสารสำคัญ” ของ Hops เพราะมีทั้ง Resins และ Essential Oils ที่มีบทบาทต่อ Bitterness, Flavor และ Aroma ของเบียร์

Hops ที่ใช้ในโรงเบียร์อาจมาในหลายรูปแบบ เช่น

Whole Cone Hops — ดอกฮอปส์ที่ผ่านการทำให้แห้ง

Hop Pellets — Hops ที่ถูกบดและอัดเป็นเม็ด

Hop Extracts — ผลิตภัณฑ์สกัดที่ช่วยให้ควบคุมการใช้งานบางด้านได้แม่นยำขึ้น

Craft Brewery จำนวนมากนิยมใช้ Hop Pellets เพราะสะดวกต่อการเก็บรักษา การคำนวณ และการใช้งานในกระบวนการผลิต

แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปใด สิ่งที่ Brewer สนใจอย่างมากมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ คือ

Alpha Acids → เกี่ยวข้องอย่างมากกับ Bitterness และ

Essential Oils → เกี่ยวข้องอย่างมากกับ Aroma และ Flavor

Alpha Acids — จุดเริ่มต้นของความขม

เมื่อดูบรรจุภัณฑ์ Hops เรามักพบตัวเลขที่เขียนว่า

Alpha Acid 5%

Alpha Acid 8%

หรืออาจมากกว่า 10% ตามสายพันธุ์และล็อตการผลิต

ตัวเลขนี้สำคัญต่อ Brewer เพราะ Alpha Acids เป็นสารตั้งต้นสำคัญของความขมในเบียร์

แต่ Alpha Acids ใน Hops ไม่ได้ละลายใน Wort ได้ดีในรูปเดิม เมื่อถูกต้มจึงเกิดกระบวนการที่เรียกว่า Isomerization เปลี่ยน Alpha Acids บางส่วนไปเป็น Iso-alpha acids ซึ่งมีความสามารถละลายได้ดีขึ้นและเป็นแหล่งสำคัญของความขมในเบียร์

เราจึงสามารถจำแบบง่าย ๆ ว่า

HOPS 

Alpha Acids 

Heat during Boiling 

Isomerization 

Iso-alpha acids 

Bitterness 

ยิ่ง Hops อยู่ใน Wort ร้อนภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมเป็นเวลานาน โอกาสในการสร้าง Bitterness จากกระบวนการนี้ก็เพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่การคำนวณจริงมีตัวแปรอีกหลายอย่าง เช่น Wort Gravity, เวลา, รูปแบบ Hops และประสิทธิภาพของระบบ

ดังนั้น Brewer จึงไม่ได้คำนวณความขมจาก “จำนวนกรัม Hops” เพียงอย่างเดียว

ทำไมเบียร์ต้องมีความขม?

ลองจินตนาการเบียร์ที่มีเพียง Malt และ Yeast โดยไม่มีองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความขมให้สมดุล

Malt สามารถสร้าง Sweetness, Bread, Biscuit, Caramel และ Body ส่วน Fermentation สร้าง Alcohol และ Flavor ต่าง ๆ หากไม่มี Bitterness มาช่วย Balance เบียร์บางสูตรอาจรู้สึกหวานหรือหนักเกินไป

Hops จึงทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ สร้าง Counterbalance ต่อ Malt Sweetness

นี่เป็นหลักคิดพื้นฐานของ Brewing

Malt ↔ Hops

Sweetness ↔ Bitterness

แต่ไม่ควรเข้าใจว่าเบียร์ที่สมดุลต้องมี Sweetness และ Bitterness เท่ากัน เพราะ Beer Style แต่ละชนิดออกแบบ Balance แตกต่างกัน

Pilsner อาจต้องการความสดชื่นและ Bitterness ที่คมสะอาด

IPA อาจต้องการ Hop Character เด่น

Amber Ale อาจให้ Malt และ Caramel เด่นขึ้น

Stout อาจมี Roast Character เข้ามาร่วมสร้าง Balance

ดังนั้นคำว่า Balance ไม่ได้แปลว่าเท่ากัน แต่หมายถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ทำงานร่วมกันตาม Character ที่ต้องการ

IBU คืออะไร?

หนึ่งในตัวเลขที่คนดื่ม Craft Beer พบมากที่สุดคือ

IBU — International Bitterness Units

ในเชิงการวิเคราะห์ IBU เกี่ยวข้องกับปริมาณสารที่ให้ความขม ซึ่งวัดด้วยวิธีมาตรฐาน โดยประมาณแล้ว 1 IBU สัมพันธ์กับสารขมในระดับประมาณ 1 mg/L ตามวิธีวิเคราะห์ที่ใช้

สำหรับผู้ดื่ม เราสามารถใช้ IBU เป็น ตัวบ่งชี้ระดับความขมโดยประมาณ

ตัวอย่างเชิงแนวคิด

เบียร์ IBU ต่ำ → โดยทั่วไปอาจมี Bitterness ต่ำกว่า

เบียร์ IBU สูง → มีสารให้ความขมในระดับสูงกว่า

แต่ต้องระวังประโยคสำคัญมาก

IBU ไม่เท่ากับ “ความขมที่ลิ้นรับรู้” โดยตรง

เพราะ Sensory Perception ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งหมดของเบียร์

ทำไม IBU 50 สองแก้วจึงรู้สึกขมไม่เท่ากัน?

สมมติว่ามีเบียร์สองแก้ว

Beer A

IBU 50

Body เบา

Final Gravity ต่ำ

Finish แห้ง

Beer B

IBU 50

Malt สูง

Body เต็ม

มี Residual Sweetness มากกว่า

แม้ตัวเลข IBU เท่ากัน Beer A อาจรู้สึกขมชัดกว่า Beer B เพราะความหวานและ Body ใน Beer B ช่วยเปลี่ยนการรับรู้ Balance

นี่คล้ายกาแฟ

กาแฟดำกับกาแฟที่ใส่นมอาจมีสารจากกาแฟปริมาณใกล้เคียงกัน แต่ความรู้สึกขมที่เรารับรู้แตกต่างกัน

ดังนั้นเวลาเลือก Craft Beer ไม่ควรดู IBU เพียงตัวเลขเดียว

ควรดูร่วมกับ

Beer Style

ABV

Malt Character

Body

Final Gravity

และ Overall Balance

นี่คือเหตุผลที่ Brewer ไม่ได้ “ออกแบบ IBU”

เพียงอย่างเดียว

แต่กำลัง ออกแบบ Sensory Experience

Essential Oils — โลกของกลิ่นจาก Hops

หาก Alpha Acids ทำให้ Hops มีชื่อเสียงด้านความขม Essential Oils ก็ทำให้ Hops กลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ Craft Beer

น้ำมันหอมระเหยใน Hops ประกอบด้วยสารหลายชนิด เช่น

Myrcene

Humulene

Caryophyllene

Farnesene

รวมถึงสารประกอบกลิ่นอีกจำนวนมาก เช่น Terpenes, Thiols และสารอื่นที่มีปฏิสัมพันธ์กับกระบวนการหมัก

องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Hops แต่ละสายพันธุ์มี Aroma Profile แตกต่างกัน

บางสายพันธุ์อาจเด่นด้าน

Floral

Herbal

Spicy

Earthy

ขณะที่ Hops สมัยใหม่จำนวนมากถูกพัฒนาและคัดเลือกเพื่อ Character อย่าง

Citrus

Grapefruit

Lime

Pine

Mango

Passion Fruit

Peach

Berry

หรือ Tropical Fruit

นี่คือเหตุผลที่ IPA บางแก้วมีกลิ่นคล้าย “น้ำผลไม้” ทั้งที่ไม่ได้เติมผลไม้ลงไปเลย

กลิ่นมะม่วง ไม่ได้แปลว่าใส่มะม่วง

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผู้เริ่มต้นศึกษา Craft Beer สนุกมาก

เมื่อเราเปิดกระป๋อง IPA แล้วได้กลิ่น

Mango

Passion Fruit

Grapefruit

หรือ Orange

สมองของเรากำลังเปรียบเทียบสารประกอบกลิ่นที่ได้รับกับประสบการณ์ของอาหารและผลไม้ที่เรารู้จัก

ดังนั้นคำว่า “Mango Aroma” ในคำอธิบาย Hops ไม่ได้หมายความว่าใน Hops มีมะม่วง

และไม่ได้หมายความว่า Brewer เติมน้ำมะม่วงลงไป

แต่หมายความว่า Aroma Compounds บางกลุ่มสร้าง Sensory Impression ที่ทำให้เรานึกถึงมะม่วง

เช่นเดียวกับที่ Roasted Malt สามารถให้ Coffee Aroma โดยไม่ต้องใส่กาแฟ

นี่คือภาษาของ Sensory Science

Hops สายพันธุ์ต่างกัน กลิ่นก็ต่างกัน

โลกมี Hops จำนวนมากและมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างชื่อที่คนในโลก Craft Beer มักพบ เช่น

Cascade

มักเชื่อมโยงกับ Citrus, Floral และ Grapefruit Character

Centennial

มักให้ Citrus, Floral และบางครั้งมี Resin/Pine Character

Citra

เป็น Hops ยุคใหม่ที่มีชื่อเสียงมากด้าน Citrus และ Tropical Fruit

Mosaic

มี Aroma Profile ซับซ้อน ตั้งแต่ Tropical Fruit, Berry, Citrus ไปจนถึง Herbal หรือ Dank Character

Simcoe

สามารถให้ Pine, Citrus, Resin และ Fruit Character

Saaz

เป็น Noble Hop ที่มีชื่อเสียงจาก Czech Lager และ Pilsner ให้ Character แบบ Herbal, Spicy และละเอียด

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น และต้องจำว่า Aroma ของ Hops ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว เพราะ

พื้นที่ปลูก

ฤดูกาล

สภาพอากาศ

Harvest Timing

การอบแห้ง

การเก็บรักษา

และ Lot

สามารถทำให้ Hops สายพันธุ์เดียวกันมี Character แตกต่างกันได้

Brewer มืออาชีพจึงไม่ได้อ่านเพียงชื่อ

แต่สนใจ Hop Lot และ Sensory Quality ด้วย

เวลาในการเติม Hops คือเครื่องมือออกแบบเบียร์

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของตอนนี้

Hops ถุงเดียวกันสามารถทำหน้าที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับว่า Brewer เติมมัน เมื่อไร

เราสามารถแบ่งแนวคิดพื้นฐานได้เป็น

Bittering Addition

Flavor Addition

Aroma Addition

Whirlpool / Hop Stand

และ

Dry Hopping

แต่ใน Brewing สมัยใหม่เส้นแบ่งเหล่านี้ไม่ได้แข็งตายตัว เพราะการเติม Hops ในแต่ละช่วงสามารถสร้างผลหลายด้านพร้อมกัน

1. Bittering Addition — เติมเพื่อสร้างความขม

Hops ที่เติมช่วงต้นของ Boil จะได้รับความร้อนเป็นเวลานาน ทำให้ Alpha Acids มีเวลาผ่าน Isomerization มากขึ้น

เป้าหมายหลักจึงมักเป็น

Bitterness

ในขณะเดียวกัน Aroma Compounds ที่ระเหยง่ายจำนวนหนึ่งอาจสูญเสียไปกับไอน้ำระหว่างการต้ม

ดังนั้น Hops ที่มี Alpha Acid สูงจึงสามารถมีประสิทธิภาพในการใช้เป็น Bittering Hop

แต่ไม่ได้หมายความว่า Hops ตัวนั้นไม่สามารถใช้สร้าง Aroma ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสูตรและการออกแบบ

2. Flavor Addition — เติมช่วงกลางถึงปลาย

เมื่อเติม Hops ใกล้ช่วงท้ายของ Boil ระยะเวลาที่สัมผัสความร้อนสั้นลง

การสร้าง Bitterness ยังเกิดได้ แต่โดยทั่วไป Brewer เริ่มรักษา Flavor และ Aroma Components ได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับการต้มเป็นเวลานาน

นี่คือพื้นที่ระหว่าง

Bitterness ↔ Flavor ↔ Aroma

และเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาใน Recipe จึงสำคัญมาก

สูตรอาจเขียนว่า

60 min

20 min

10 min

5 min

0 min

ตัวเลขเหล่านี้โดยทั่วไปหมายถึงช่วงเวลาที่ Hops ถูกเติมสัมพันธ์กับเวลาที่เหลือของการต้ม

ดังนั้นการอ่าน Hop Schedule จึงเหมือนอ่าน Timeline ของ Flavor

3. Aroma Addition — เติมช่วงท้าย

เมื่อ Brewer ต้องการรักษากลิ่นของ Hops ให้มากขึ้น มักเติมใกล้ Flameout หรือช่วงท้ายมาก

ความร้อนยังสามารถดึงสารออกจาก Hops แต่ระยะเวลาที่สัมผัสความร้อนลดลง

ผลคือ Hop Aroma สามารถโดดเด่นขึ้น

นี่เป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญของ Craft Beer ที่เน้นกลิ่น Hops

4. Whirlpool / Hop Stand — โลกหลังการต้ม

หลังจาก Boil สิ้นสุด Wort ยังมีอุณหภูมิสูง Brewer สามารถเติม Hops ในช่วงนี้ ซึ่งมักเรียกว่า

Whirlpool Hopping

หรือ

Hop Stand

แนวคิดคือใช้ Wort ร้อนช่วย Extract สารจาก Hops โดยไม่ต้มอย่างรุนแรงเหมือนช่วง Boiling

อุณหภูมิและเวลาของ Whirlpool มีผลอย่างมาก

Wort ที่ร้อนมากยังสามารถสร้าง Isomerization และ Bitterness ได้

เมื่ออุณหภูมิลดลง การสร้าง Bitterness ลดลง แต่การรักษา Aroma Components บางส่วนอาจดีขึ้น

ดังนั้น Brewer จึงสามารถเล่นกับ

Temperature + Time + Hop Quantity

เพื่อสร้าง Hop Character ตามต้องการ

นี่คือ Craft Brewing ในรูปแบบของ Process Engineering

5. Dry Hopping — เติม Hops โดยไม่ต้ม

หนึ่งในคำที่ได้ยินบ่อยที่สุดในโลก IPA คือ

Dry Hopping

ชื่ออาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเอา Hops “แห้ง” มาใส่ แต่ความหมายหลักคือ การเติม Hops ในช่วงหลังจาก Wort ผ่านการต้มแล้ว โดยทั่วไปใน Fermentation หรือ Conditioning

เป้าหมายหลักคือสร้าง

Hop Aroma

เนื่องจากไม่มีการ Boil แบบ Bittering Addition น้ำมันหอมระเหยหลายชนิดจึงไม่ถูกขับออกด้วยการต้มในรูปแบบเดียวกัน

ผลลัพธ์สามารถสร้าง Aroma ที่สดและเข้มข้นมาก

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ IPA สมัยใหม่บางชนิดเปิดกระป๋องแล้วกลิ่นพุ่งขึ้นมาทันที

แต่ Dry Hopping ไม่ใช่แค่

“ใส่ Hops เยอะ ๆ แล้วจะหอม”

เพราะ Brewer ต้องควบคุม

ปริมาณ

อุณหภูมิ

เวลา

Oxygen Exposure

Hop Creep

การสูญเสียเบียร์จาก Hop Absorption

และความเสี่ยงด้าน Process

ดังนั้น Hops มากไม่ได้แปลว่าเบียร์ดีกว่าเสมอไป

Hop Creep คืออะไร?

นี่เป็นปัญหาที่น่าสนใจในเบียร์ที่ Dry Hop มาก

Hops สามารถนำเอนไซม์บางชนิดเข้าสู่เบียร์ ซึ่งอาจช่วยเปลี่ยน Dextrins บางส่วนให้กลายเป็นน้ำตาลที่ Yeast สามารถหมักต่อได้

ผลคือ Fermentation อาจกลับมาเกิดขึ้นอีก

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Hop Creep

ผลกระทบอาจรวมถึง

Final Gravity ลดลง

ABV เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

CO₂ เพิ่มขึ้น

Diacetyl อาจกลับมาเป็นประเด็น

และหาก Packaging ก่อนกระบวนการเสถียร อาจเกิด Over-carbonation

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า Craft Brewing ไม่ใช่เพียงเรื่อง Flavor

แต่เป็น Microbiology + Chemistry + Process Control

Biotransformation — เมื่อ Yeast กับ Hops ทำงานร่วมกัน

อีกแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากใน Craft Brewing สมัยใหม่คือ Biotransformation

โดยสรุปคือสารบางชนิดจาก Hops สามารถถูกเปลี่ยนแปลงผ่านกิจกรรมของ Yeast ระหว่าง Fermentation ทำให้ Aroma Profile ของเบียร์เปลี่ยนไป

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ Brewer บางคนเลือกเติม Hops ในช่วงที่ Fermentation ยังทำงานอยู่

ไม่ใช่เพียงเพื่อ Extract Aroma

แต่เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่าง

Hop Compounds + Yeast Metabolism

ผลลัพธ์สามารถสร้าง Aroma ที่แตกต่างจากการ Dry Hop หลัง Fermentation จบแล้ว

อย่างไรก็ตาม Biotransformation เป็นเรื่องซับซ้อนและขึ้นอยู่กับ Yeast Strain, Hop Variety, Timing และ Process Conditions

จึงไม่ควรจำว่า

“เติม Hops ตอนหมัก = Biotransformation ดีเสมอ”

แต่ควรมองเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการออกแบบ Beer Character

ทำไม IPA ถึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Craft Beer?

IPA หรือ India Pale Ale ไม่ได้เป็น Beer Style ใหม่ แต่ Craft Beer Movement โดยเฉพาะในสหรัฐนำแนวคิดของ IPA มาตีความใหม่โดยใช้ Hops สายพันธุ์ใหม่และปริมาณมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้ IPA ยุค Craft Beer แตกต่างอย่างชัดเจนคือการเน้น

Hop Aroma

Hop Flavor

Bitterness

และการทดลองกับ Hops

ต่อมาจึงเกิด IPA แตกแขนงอีกมาก เช่น

American IPA

Double IPA

Session IPA

New England IPA

West Coast IPA

และรูปแบบอื่น ๆ

บาง Style เน้น Bitterness

บาง Style เน้น Aroma

บาง Style มี Hazy Appearance

บาง Style แห้งและ Crisp

ดังนั้นคำว่า IPA ในวันนี้จึงไม่ได้บอก Character ทั้งหมด

แต่บอกเพียงว่าเรากำลังเข้าสู่โลกที่ Hops มีบทบาทสูง

West Coast IPA กับ New England IPA ต่างกันอย่างไร?

หากต้องการเห็นภาพว่าการออกแบบ Hops เปลี่ยนเบียร์ได้อย่างไร ลองเปรียบเทียบสองแนวทางที่ได้รับความนิยม

West Coast IPA

มักเน้น

Hop Bitterness ชัด

Citrus / Pine / Resin

Finish ค่อนข้าง Dry

ความใสค่อนข้างสูงในหลายตัวอย่าง

Hop Character คมชัด

New England IPA / Hazy IPA

มักเน้น

Hop Aroma สูง

Tropical Fruit / Citrus

Bitterness ที่รับรู้มักนุ่มกว่า

Mouthfeel เต็มกว่า

Appearance ขุ่น

และใช้ Late Hopping / Whirlpool / Dry Hopping อย่างมาก

นี่แสดงให้เห็นว่า Brewer ไม่ได้เลือกเพียง Hops ต่างกัน แต่กำลังออกแบบ

Water

Malt

Yeast

Hop Schedule

Fermentation

และ Mouthfeel

ร่วมกันทั้งหมด

Beer Style คือระบบ ไม่ใช่วัตถุดิบตัวเดียว

Hops สดต้องเก็บอย่างไร?

Hops เป็นวัตถุดิบที่ไวต่อ

Oxygen

Heat

Light

และเวลา

หากเก็บไม่ดี Alpha Acids และ Aroma Compounds สามารถเสื่อมสภาพได้

Hops คุณภาพดีที่ถูกเปิดถุงแล้วทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องและสัมผัสอากาศนาน ๆ อาจสูญเสีย Aroma และเกิด Character ที่ไม่ต้องการ

ดังนั้น Brewer มักให้ความสำคัญกับ

บรรจุภัณฑ์ป้องกัน Oxygen

การเก็บเย็น

การลด Headspace

และการใช้ Hops ให้เหมาะกับอายุของวัตถุดิบ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า

Fresh Hops

และ

Hop Storage

จึงมีความสำคัญต่อ Craft Brewery

วัตถุดิบแพงที่สุดก็ไม่มีประโยชน์หากถูกเก็บผิดวิธี

Fresh Hop Beer คืออะไร?

บางโรงเบียร์ผลิตเบียร์ตามฤดูกาลที่เรียกว่า Fresh Hop Beer หรือ Wet Hop Beer โดยนำ Hops ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนผ่านการทำให้แห้งตามกระบวนการทั่วไป

เบียร์เหล่านี้สามารถมี Green, Herbal และ Fresh Plant Character ที่แตกต่างจาก Hops แห้งหรือ Pellet

แต่ข้อจำกัดคือ Hops สดมีน้ำจำนวนมาก เสื่อมคุณภาพเร็ว และต้องจัดการ Logistics อย่างรวดเร็ว

นี่ทำให้ Fresh Hop Beer เป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อม

Agriculture + Logistics + Brewing

เข้าด้วยกัน

Hops กับภูมิประเทศ — Terroir มีผลหรือไม่?

แนวคิดเรื่อง Terroir มักถูกพูดถึงในโลกไวน์ แต่ Hops ก็เป็นผลิตผลทางการเกษตรที่ได้รับอิทธิพลจาก

พันธุกรรม

ดิน

ภูมิอากาศ

น้ำ

ฤดูกาล

การจัดการแปลง

และช่วงเวลาเก็บเกี่ยว

Hops สายพันธุ์เดียวกันที่ปลูกต่างพื้นที่จึงสามารถมี Chemical และ Sensory Profile แตกต่างกันได้

สำหรับ Brewer นี่หมายความว่า

ชื่อสายพันธุ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

สิ่งสำคัญกว่าคือ

วัตถุดิบล็อตนี้มีกลิ่นอย่างไรจริง ๆ

โรงเบียร์ที่ให้ความสำคัญสูงกับ Hops จึงอาจทำ Hop Selection หรือประเมินตัวอย่างก่อนซื้อจำนวนมาก

นี่คล้ายกับการเลือกเมล็ดกาแฟหรือวัตถุดิบการเกษตรคุณภาพสูง

Hops ปลูกในประเทศไทยได้หรือไม่?

นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจมากสำหรับ Craft Beer ไทย

Hops เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศและช่วงแสงเหมาะสม เช่น บางพื้นที่ของสหรัฐ เยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้าน

อุณหภูมิ

Photoperiod

ความชื้น

โรคพืช

และการจัดการฤดูปลูก

แต่ก็มีการทดลองปลูก Hops ในสภาพแวดล้อมและพื้นที่ต่าง ๆ

หากมองในมุม Smart Agriculture นี่เป็นโจทย์วิจัยที่น่าสนใจมาก เพราะสามารถศึกษา

Microclimate

Soil

Irrigation

Light Management

Variety Selection

Plant Phenology

Yield

Alpha Acid

Essential Oil Profile

และ Sensory Quality

ดังนั้นคำถามไม่ควรหยุดที่

“ปลูกได้ไหม?”

แต่ควรไปถึง

“ปลูกแล้วได้ Hops ที่มีคุณภาพเหมาะสำหรับ Brewing หรือไม่ และต้นทุนคุ้มค่าหรือไม่?”

นี่คือความแตกต่างระหว่างการทดลองปลูกกับการพัฒนา Agricultural Supply Chain

ตัวอย่าง : ออกแบบ IPA กลิ่นผลไม้เมืองร้อน

สมมติ Brewer ตั้งโจทย์ว่า

“ต้องการ IPA ที่หอม Mango, Passion Fruit และ Citrus แต่ไม่ต้องการความขมรุนแรง”

ขั้นแรกอาจเลือก Hops ที่มี Aroma Profile ใกล้เป้าหมาย

จากนั้นอาจลดสัดส่วนการใช้ Hops สำหรับ Bittering

เพิ่ม Hops ช่วง Whirlpool

เพิ่ม Dry Hopping

เลือก Yeast ที่เข้ากับ Hop Character

ปรับ Water Profile

และออกแบบ Malt Bill ให้ไม่บดบัง Hops

จะเห็นว่าโจทย์เริ่มต้นจาก Hops

แต่คำตอบสุดท้ายต้องใช้

Water + Malt + Hops + Yeast + Process

ทั้งหมด

นี่คือ System Thinking ที่เราเริ่มพูดถึงตั้งแต่ CraftBeer101-03

ตัวอย่าง : อยากให้เบียร์หอมขึ้น จึงเพิ่ม Hops สองเท่า ดีหรือไม่?

สมมติสูตรเดิมใช้ Dry Hop 5 กรัมต่อลิตร

แล้ว Brewer คิดว่า

“ถ้าเพิ่มเป็น 10 กรัมต่อลิตร กลิ่นต้องเพิ่มเป็นสองเท่า”

ในโลกจริงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

เพราะ Aroma Extraction ไม่ได้เพิ่มแบบเส้นตรงตลอดไป

เมื่อ Hops เพิ่มมากขึ้น อาจเกิดผลอื่น เช่น

Beer Loss เพิ่ม

Vegetal Character

Polyphenols เพิ่ม

Astringency

Hop Burn

ต้นทุนเพิ่ม

และ Oxygen Risk เพิ่มจากการจัดการ

ดังนั้นคำถามที่ดีกว่าคือ

“จุดที่เพิ่ม Hops แล้วผู้บริโภครับรู้ Aroma เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญอยู่ตรงไหน?”

นี่คือแนวคิดของ Optimization ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ไม่ใช่ Maximize everything แต่คือ Optimize the system

Hops กับต้นทุน Craft Beer

Hops โดยเฉพาะสายพันธุ์ยอดนิยมและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสามารถเป็นต้นทุนสำคัญมากของ IPA

สูตรที่ใช้ Hops จำนวนมากไม่เพียงเพิ่มต้นทุนวัตถุดิบ แต่ยังเพิ่ม

Beer Loss

Tank Occupancy

Labor

Process Complexity

Cold Storage

และความเสี่ยงด้าน Oxygen

ดังนั้น Brewer ที่ทำธุรกิจต้องถามพร้อมกันสองคำถาม “เบียร์หอมพอหรือยัง?” และ “ความหอมที่เพิ่มขึ้นคุ้มกับต้นทุนหรือไม่?”

นี่คือจุดที่ Craft Beer เปลี่ยนจาก Recipe ไปเป็น Product Engineering

ชวนคิด : Hops สอนเรื่อง “มากกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่า”

Hops เป็นตัวอย่างที่ดีมากของหลักคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ้าน้อยเกินไป Character อาจไม่ชัด ถ้ามากเกินไป อาจเกิดความขมรุนแรง Vegetal Character, Astringency, Hop Burn ต้นทุนสูง และสูญเสียผลิตภัณฑ์ จุดที่ดีที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่ Minimum หรือ Maximum แต่อยู่ที่ Optimum และ Optimum ของแต่ละเบียร์ก็ไม่เหมือนกัน

Pilsner ต้องการ Hops แบบหนึ่ง

West Coast IPA ต้องการอีกแบบ

Hazy IPA ต้องการอีกแบบ

Stout ต้องการอีกแบบ

Brewer จึงไม่ได้ถามว่า “Hops เท่าไรดีที่สุด?”

แต่ถามว่า “Hops เท่าไรเหมาะที่สุดสำหรับเบียร์ที่เรากำลังออกแบบ?”

นี่คือวิธีคิดแบบ Craft Brewer

สูตรจำง่าย CraftBeer101 

หากต้องการจำเรื่อง Hops ทั้งตอนในหนึ่งนาที ให้จำเพียง

HOPS = BITTERNESS + FLAVOR + AROMA 

และจำ Timeline ต่อไปนี้

EARLY BOIL 

เน้น BITTERNESS 

LATE BOIL 

เพิ่ม FLAVOR + AROMA 

WHIRLPOOL 

เน้น HOP FLAVOR + AROMA 

FERMENTATION / CONDITIONING 

DRY HOPPING 

เน้น FRESH HOP AROMA

แต่ต้องจำอีกประโยคหนึ่งเสมอว่า เวลา + อุณหภูมิ + ปริมาณ + Hop Variety + Yeast + Wort Composition

ทำงานร่วมกันทั้งหมด ไม่มี Hop Schedule ใดที่สามารถพิจารณาแยกออกจากระบบ Brewing ได้อย่างสมบูรณ์

สรุป

Hops หรือฮอปส์ เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยสร้างความขม Flavor และ Aroma ของเบียร์ ส่วนสำคัญของดอก Hops คือ Lupulin ซึ่งมีทั้ง Resins และ Essential Oils

Alpha Acids เป็นสารตั้งต้นสำคัญของ Bitterness และเมื่อได้รับความร้อนในกระบวนการต้มจะเกิด Isomerization ไปเป็น Iso-alpha acids ที่มีบทบาทต่อความขมของเบียร์

ส่วน Essential Oils และสารประกอบกลิ่นอื่น ๆ ช่วยสร้าง Aroma ได้หลากหลาย ตั้งแต่ Floral, Herbal และ Pine ไปจนถึง Citrus, Mango, Passion Fruit และ Tropical Fruit

Brewer สามารถควบคุม Character ของ Hops ผ่านช่วงเวลาในการเติม ได้แก่ Bittering, Late Hopping, Aroma Addition, Whirlpool และ Dry Hopping

ขณะที่เทคนิคสมัยใหม่ยังต้องพิจารณาเรื่อง Biotransformation, Hop Creep, Oxygen Control และ Hop Storage ตัวเลขอย่าง IBU ช่วยอธิบายองค์ประกอบด้านความขม แต่ไม่สามารถบอก Sensory Perception ทั้งหมดได้ เพราะความขมที่มนุษย์รับรู้ขึ้นอยู่กับ Malt, Sweetness, Body, Alcohol และ Balance ของเบียร์ร่วมกัน 

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ “ใส่ Hops ให้มากที่สุด” แต่คือ “ใช้ Hops อย่างเข้าใจ เพื่อสร้าง Character ที่ต้องการโดยใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม” Hops ที่ดีไม่ได้ทำให้เบียร์ดีโดยอัตโนมัติ แต่ Brewer ที่เข้าใจ Hops สามารถเปลี่ยนดอกไม้เล็ก ๆ หนึ่งดอกให้กลายเป็นลายเซ็นของเบียร์ทั้งแก้วได้

แหล่งข้อมูลแนะนำสำหรับศึกษาเพิ่มเติม

Brewers Association — ความรู้ด้าน Craft Brewing, Beer Styles และวัตถุดิบ Brewing

American Society of Brewing Chemists (ASBC) — วิทยาศาสตร์และวิธีวิเคราะห์ Hops, Bitterness และ Brewing Chemistry

Master Brewers Association of the Americas — ความรู้ด้าน Hops และเทคโนโลยีการผลิตเบียร์

Hop Growers of America — ข้อมูลด้าน Hops สายพันธุ์ การผลิต และอุตสาหกรรม Hops

#CraftBeer101 #CraftBeer #Hops #ฮอปส์ #BeerHops #IPA #DryHopping #HopAroma #HopFlavor #IBU #AlphaAcid #BeerScience #Brewing #CraftBrewing #Biotechnolog

.

-------------------------

ที่มา

https://hopbeerhouse.com/

รวบรวมข้อมูลและภาพ

www.iok2u.com

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward