iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

Cash Flow สำคัญกว่าเงินก้อน ทำอย่างไรให้มีเงินใช้ทุกเดือน โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินผิดเวลา ?

 

เริ่มต้นบริหารเงินในวัยเกษียณ (Retirement Finance) 

Cash Flow สำคัญกว่าเงินก้อน ทำอย่างไรให้มีเงินใช้ทุกเดือน โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินผิดเวลา?

หลังจาก RetirementFinance101-03 พี่เรนกับน้องเชนได้เรียนรู้ว่า การทำงบประมาณหลังเกษียณไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ “ใช้เงินให้น้อยที่สุด” แต่เพื่อรู้ว่าแต่ละปีเราต้องใช้เงินเท่าไร เงินส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินส่วนไหนเป็นความสุข และเงินส่วนไหนต้องเตรียมไว้สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน

เมื่อน้องเชนเริ่มเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว จึงเกิดคำถามใหม่ขึ้นมาว่า “ถ้ามีทรัพย์สินหลายล้านบาท ก็น่าจะเกษียณได้สบายแล้วไม่ใช่หรือครับ?”

พี่เรนตอบว่า “มีทรัพย์สินเยอะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญกว่าคือทุกเดือนมีเงินเข้ามาพอใช้หรือไม่ เพราะบ้านราคา 3 ล้านบาทไม่ได้ช่วยจ่ายค่าอาหารเดือนหน้า ถ้าเราไม่ได้ขายหรือสร้างรายได้จากมัน”

นี่คือเรื่องของ Cash Flow หรือกระแสเงินสด ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่สุดของการบริหารเงินในวัยเกษียณ

มีทรัพย์สินมาก ไม่ได้แปลว่ามีเงินใช้มาก

ลองสมมติ คนสองคนมีความมั่งคั่งสุทธิคนละ 5 ล้านบาทเท่ากัน

คนแรกมีบ้านและที่ดินมูลค่า 4.5 ล้านบาท และเงินสด 500,000 บาท

ส่วนอีกคนมีบ้าน 2 ล้านบาท เงินสดและเงินฝาก 1 ล้านบาท และเงินลงทุนอีก 2 ล้านบาทที่สามารถสร้างดอกเบี้ย เงินปันผล หรือทยอยขายมาใช้ได้

บนกระดาษ ทั้งสองคนมี Net Worth 5 ล้านบาทเท่ากัน แต่ในชีวิตจริง ความสามารถในการสร้าง Cash Flow แตกต่างกันอย่างมาก

คนแรกอาจดูร่ำรวยจากมูลค่าทรัพย์สิน แต่ถ้าไม่มีรายได้ประจำ เงินสด 500,000 บาท จะค่อย ๆ ลดลงทุกเดือน ขณะที่คนที่สองมีทั้งสภาพคล่องและสินทรัพย์ที่สามารถนำมาสร้างรายได้ นี่คือเหตุผลที่วัยเกษียณต้องแยกให้ออกระหว่าง Wealth — เรามีทรัพย์สินเท่าไร กับ Cash Flow — ทุกเดือนมีเงินเข้ามาให้เราใช้เท่าไร ทั้งสองเรื่องสำคัญ แต่ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน

1. Cash Flow คืออะไร?

Cash Flow ในชีวิตส่วนตัวสามารถคิดง่าย ๆ ว่า เงินสดรับ – เงินสดจ่าย = กระแสเงินสดสุทธิ

ถ้าเงินเข้ามากกว่าเงินออก เรามี Positive Cash Flow

ถ้าเงินออกมากกว่าเงินเข้า เรามี Negative Cash Flow

ตัวอย่างเช่น

หลังเกษียณมีรายได้ดังนี้ บำนาญ 44,000 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ยและเงินปันผลเฉลี่ย 3,000 บาท รายได้เสริม 2,000 บาท รวมรายได้

49,000 บาทต่อเดือน หากมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 47,000 บาท จะเหลือ 49,000 – 47,000 = +2,000 บาทต่อเดือน

นี่คือ Positive Cash Flow แม้จะเหลือไม่มาก แต่หมายความว่าในระดับค่าใช้จ่ายปัจจุบัน เรายังไม่จำเป็นต้องถอนเงินต้นออกมาใช้เป็นประจำ

2. Cash Flow หลังเกษียณมาจากไหนได้บ้าง?

ช่วงวัยทำงาน Cash Flow หลักมักมาจากเงินเดือน แต่หลังเกษียณแหล่งรายได้อาจเปลี่ยนไป

แหล่งแรก คือ รายได้ประจำที่ค่อนข้างแน่นอน เช่น บำนาญหรือสิทธิประโยชน์ตามระบบที่แต่ละคนมี

แหล่งที่สอง คือ รายได้จากสินทรัพย์ เช่น ดอกเบี้ย ตราสารหนี้ เงินปันผล ค่าเช่า หรือการถอนเงินจากพอร์ตตามแผน

แหล่งที่สาม คือ รายได้จากการทำงานหลังเกษียณ เช่น งานที่ปรึกษา งานสอน งานบรรยาย ธุรกิจขนาดเล็ก งานออนไลน์ หรืองานตามความเชี่ยวชาญ

แหล่งสุดท้าย คือ เงินสะสมเดิม ซึ่งสามารถทยอยนำออกมาใช้ได้อย่างมีระบบ

ประเด็นสำคัญ คือ ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ทุกสินทรัพย์ “จ่ายเงินปันผล” เพราะการสร้าง Cash Flow สามารถมาจากทั้งรายได้ที่สินทรัพย์สร้างขึ้นและการขายสินทรัพย์บางส่วนตามแผนได้ สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องรู้ว่าเงินที่จะใช้ในแต่ละช่วงมาจากไหน

3. สร้าง “เงินเดือนหลังเกษียณ” ให้ตัวเอง

หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ชีวิตหลังเกษียณบริหารง่ายขึ้นคือ เปลี่ยนเงินจากหลายแหล่งให้กลายเป็น Retirement Paycheck หรือเงินเดือนหลังเกษียณ

สมมติเราตั้งงบใช้เดือนละ 40,000 บาท และมีบำนาญ 30,000 บาทต่อเดือน ยังขาด 10,000 บาทต่อเดือน แทนที่จะถอนเงินจากพอร์ตแบบไม่มีระบบ เราอาจเตรียมเงินสำหรับเติมช่องว่างนี้ไว้ล่วงหน้า หนึ่งปีต้องใช้ 10,000 × 12 = 120,000 บาท

หากเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ในบัญชีสำหรับค่าใช้จ่าย แล้วตั้งโอนเข้าบัญชีใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท เมื่อรวมกับบำนาญก็จะมีเงินใช้เดือนละ 40,000 บาทตามแผน ผลที่ได้คือ ชีวิตหลังเกษียณยังมีความรู้สึกคล้ายกับตอนทำงาน ทุกเดือนมี “เงินเดือน” เข้าบัญชี เพียงแต่ครั้งนี้เราเป็นคนสร้างเงินเดือนให้ตัวเอง

4. ทำไมต้องมีเงินสดสำรอง ทั้งที่เงินลงทุนให้ผลตอบแทนมากกว่า?

น้องเชนถามว่า “ถ้าเงินสดให้ผลตอบแทนน้อย ทำไมไม่เอาเงินทั้งหมดไปลงทุนครับ?” คำตอบคือ เงินสดมีหน้าที่แตกต่างจากเงินลงทุน เงินสดไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เรารวยที่สุด แต่มีหน้าที่ ทำให้เราไม่ต้องขายสินทรัพย์ผิดเวลา

ลองสมมติว่ามีเงินลงทุน 2 ล้านบาท และตลาดตก 30% มูลค่าพอร์ตอาจลดเหลือประมาณ 1.4 ล้านบาท หากช่วงนั้นจำเป็นต้องใช้เงิน 200,000 บาทและไม่มีเงินสดสำรอง ก็อาจต้องขายสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาลดลงมาก เมื่อขายแล้ว แม้ตลาดฟื้นในภายหลัง เงินส่วนที่ขายออกไปก็ไม่ได้กลับมาฟื้นตัวกับตลาดอีก นี่คือเหตุผลที่เงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำความเสี่ยงมีความสำคัญมากสำหรับคนวัยเกษียณ

5. Sequence of Returns Risk ความเสี่ยงที่คนเกษียณต้องรู้

สมมตินักลงทุนสองคนมีเงินเริ่มต้นคนละ 3 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวใกล้เคียงกัน แต่ลำดับของผลตอบแทนไม่เหมือนกัน คนแรกเจอตลาดดีในช่วงต้นเกษียณ แล้วตลาดตกในช่วงหลัง อีกคนเจอตลาดตกหนักทันทีใน 2–3 ปีแรก ขณะที่ต้องถอนเงินออกมาใช้ทุกเดือน แม้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวอาจใกล้กัน แต่คนที่เจอตลาดตกในช่วงต้นมีโอกาสเสียหายมากกว่า เพราะต้องขายสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นเพื่อให้ได้เงินสดจำนวนเดิม นี่เรียกว่า Sequence of Returns Risk

สำหรับคนวัยทำงาน ตลาดตกช่วงแรกอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะยังมีเงินเดือนและสามารถซื้อสินทรัพย์เพิ่มในราคาต่ำ แต่คนเกษียณอยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ไม่ได้กำลังเติมเงินเข้าพอร์ต แต่กำลังถอนเงินออกจากพอร์ต ดังนั้นลำดับเวลาที่ตลาดขึ้นหรือลงจึงสำคัญมาก

6. วิธีรับมือ: สร้าง “กันชนเงินสด” แนวคิดหนึ่งคือเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายระยะใกล้แยกออกจากเงินลงทุนระยะยาว

สมมติใช้เดือนละ 40,000 บาท แต่มีบำนาญ 30,000 บาท จึงต้องถอนจากเงินลงทุนเดือนละ 10,000 บาท หรือปีละ 120,000 บาท หากต้องการเตรียมเงินสำหรับส่วนที่ขาดไว้ 2 ปี จะต้องมีประมาณ 120,000 × 2 = 240,000 บาท

เงิน 240,000 บาทนี้สามารถอยู่ในเงินสด เงินฝาก หรือสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีความผันผวนต่ำตามความเหมาะสม หากตลาดหุ้นตก เราก็สามารถใช้เงินจากกันชนนี้แทนการรีบขายหุ้น

อย่างไรก็ตาม จำนวนเดือนหรือจำนวนปีที่เหมาะสมไม่มีสูตรเดียวสำหรับทุกคน คนที่มีบำนาญครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดอาจต้องการกันชนน้อยกว่าคนที่ต้องพึ่งพาพอร์ตลงทุนเป็นรายได้หลัก

7. แนวคิด 3 Bucket สำหรับวัยเกษียณ

เพื่อให้น้องเชนเข้าใจง่าย พี่เรนแบ่งเงินออกเป็น 3 ถัง

Bucket 1 — เงินใช้ระยะสั้น

สำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงใกล้ ๆ และเงินฉุกเฉิน เน้นสภาพคล่องและความมั่นคงมากกว่าผลตอบแทน

เช่น เงินสด เงินฝาก หรือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่เข้าถึงเงินได้ง่าย

Bucket 2 — เงินใช้ระยะกลาง

เป็นเงินที่ยังไม่ต้องใช้ทันที สามารถรับความผันผวนได้มากกว่า Bucket 1 แต่ยังควรเน้นการรักษาเสถียรภาพของพอร์ต

อาจประกอบด้วยตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ที่เหมาะกับเป้าหมายระยะกลางตามระดับความเสี่ยงของแต่ละคน

Bucket 3 — เงินระยะยาว

เป็นเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในอีกหลายปี จึงสามารถลงทุนเพื่อการเติบโตและต่อสู้กับเงินเฟ้อได้มากขึ้น เช่น หุ้นหรือสินทรัพย์เติบโตในสัดส่วนที่เหมาะสม

ทองคำอาจเข้ามามีบทบาทในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต แต่ไม่ได้มีหน้าที่สร้าง Cash Flow โดยตรง

หลักคิดคือ

เงินที่จะใช้เร็ว ไม่ควรต้องเสี่ยงรอให้ตลาดกลับขึ้น

8. อย่าสับสนระหว่าง “รายได้” กับ “ผลตอบแทน”

สมมติกองทุนหนึ่งจ่ายเงินออกมา 5% ต่อปี หลายคนอาจคิดทันทีว่าเป็นรายได้ 5%

แต่ต้องดูให้ลึกกว่านั้นว่าเงินที่จ่ายออกมามาจากไหน

อาจมาจากดอกเบี้ย เงินปันผล กำไรจากการขายสินทรัพย์ หรือในบางโครงสร้างอาจมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเงินต้น

ดังนั้นคนวัยเกษียณไม่ควรเลือกสินทรัพย์เพียงเพราะเห็นคำว่า

“จ่ายปันผลสูง”

สิ่งที่ควรดูคือ Total Return + Risk + Sustainability + Liquidity

เพราะเป้าหมายไม่ใช่รับเงินเยอะที่สุดในปีนี้ แต่คือทำให้พอร์ตสามารถสนับสนุนชีวิตได้อย่างยั่งยืน

9. เงินปันผลไม่ใช่คำตอบเดียวของ Cash Flow

มีความเชื่อว่าเมื่อเกษียณควรซื้อเฉพาะหุ้นปันผลแล้วใช้เงินปันผลโดยไม่แตะเงินต้น

แนวคิดนี้ฟังดูดี แต่ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคน

บริษัทที่จ่ายปันผลสูงไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงต่ำ ราคาหุ้นยังสามารถลดลงได้ และเงินปันผลสามารถถูกลดหรือยกเลิกได้

ในทางกลับกัน สินทรัพย์บางประเภทอาจไม่ได้จ่ายเงินสดสูง แต่มีการเติบโตของมูลค่าที่ดี

การสร้าง Cash Flow หลังเกษียณจึงควรมองทั้งระบบ ไม่ควรยึดติดว่าต้องมาจากดอกเบี้ยหรือเงินปันผลเท่านั้น

เราอาจมี

บำนาญ + ดอกเบี้ย + เงินปันผล + รายได้เสริม + การถอนจากพอร์ตตามแผน

รวมกันเป็น Retirement Income

10. ตัวอย่างแผน Cash Flow หลังเกษียณ

ลองสมมติว่าพี่เรนมีรายได้และค่าใช้จ่ายดังนี้

รายการ

ต่อเดือน

ต่อปี

บำนาญ

44,000

528,000

ดอกเบี้ย/เงินปันผล

3,000

36,000

รายได้เสริม

2,000

24,000

รวมรายได้

49,000

588,000

ค่าใช้จ่ายรวม

47,000

564,000

Cash Flow สุทธิ

+2,000

+24,000

สถานการณ์นี้ถือว่า Cash Flow พื้นฐานเป็นบวก

แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินส่วนเกิน 24,000 บาทต่อปีควรถูกนำไปใช้ทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เงินเฟ้อ สุขภาพ และเหตุการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งสำคัญคือ เราเริ่มเห็นแล้วว่า

เงินเข้าจากไหน → เงินออกไปไหน → เหลือเท่าไร → เงินก้อนต้องเข้ามาช่วยหรือไม่

นี่คือภาพที่มีประโยชน์กว่าการรู้เพียงว่า “มีเงินเก็บกี่ล้าน”

11. ทำ Cash Flow Forecast ล่วงหน้า 12 เดือน

วิธีที่ใช้งานได้จริงมากคือทำตาราง 12 เดือน

ไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมซับซ้อน เพียงใส่รายได้และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดในแต่ละเดือน

ตัวอย่างเช่น เดือนมกราคมมีค่าประกันรถ เดือนเมษายนวางแผนท่องเที่ยว เดือนกรกฎาคมมีค่าใช้จ่ายดูแลบ้าน และเดือนธันวาคมมีค่าเดินทางและของขวัญ เมื่อมองล่วงหน้า เราจะรู้ว่าเดือนไหนต้องเตรียมเงินมากเป็นพิเศษ จากเดิมที่เหตุการณ์เหล่านี้ดูเหมือน “ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน”

หลายเรื่องจะกลายเป็น “ค่าใช้จ่ายที่รู้ล่วงหน้า” และเมื่อรู้ล่วงหน้า ก็สามารถเตรียมเงินได้

12. พี่เรนต้องบริหาร Cash Flow แต่น้องเชนต้องเริ่มสร้าง Cash Flow

บทเรียนของคนสองวัยแตกต่างกันอีกครั้ง สำหรับพี่เรน เป้าหมาย คือ จัดทรัพย์สินที่สะสมมาตลอดชีวิตให้สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องไล่หาผลตอบแทนสูงเกินความเสี่ยงที่รับได้

ส่วนน้องเชนซึ่งยังอยู่ช่วงสะสมเงิน ควรเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ว่า รายได้จากเงินเดือนเพียงแหล่งเดียวคือความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง เมื่อมีเงินออมมากขึ้น จึงค่อย ๆ เรียนรู้การสร้างสินทรัพย์ที่สามารถเติบโตหรือสร้างกระแสเงินสดในอนาคต แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนสร้าง Passive Income จนไปลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ 

หลักสำคัญยังเหมือนเดิม “ลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ และรู้ว่าเงินก้อนนั้นมีหน้าที่อะไร”

สรุป: คนเกษียณไม่ได้กิน “Net Worth” แต่ใช้ “Cash Flow” การมีบ้านหลายล้าน ที่ดินหลายไร่ หุ้นหลายตัว หรือทองคำจำนวนมาก สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ แต่ชีวิตประจำวันยังต้องใช้เงินสด ค่าอาหารต้องจ่าย ค่าน้ำค่าไฟต้องจ่าย ค่าเดินทางต้องจ่าย ค่าท่องเที่ยวต้องจ่าย ค่ารักษาพยาบาลก็ต้องจ่าย ดังนั้นการวางแผนเกษียณที่ดีต้องเชื่อม ทรัพย์สิน → รายได้ → Cash Flow → ค่าใช้จ่าย → คุณภาพชีวิต

พี่เรน จึงสรุปให้น้องเชนฟังว่า “เงินก้อนทำให้เรารู้สึกมั่นคง แต่ Cash Flow ทำให้เราใช้ชีวิตได้ทุกเดือน” และอีกประโยคที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “เงินสดสำรองไม่ได้มีไว้สร้างผลตอบแทนสูงที่สุด แต่มันมีไว้ซื้อเวลา เพื่อไม่ให้เราต้องขายทรัพย์สินในวันที่ไม่ควรขาย”

น้องเชน จึงเกิดคำถามต่อไปทันที “ถ้าเงินสดสำรองสำคัญขนาดนี้ แล้วคนวัยเกษียณควรมีเงินสำรองฉุกเฉินจริง ๆ เท่าไรครับ?” นี่คือเรื่องที่เราจะคุยกันในตอนต่อไป

#RetirementFinance101 #บริหารเงินวัยเกษียณ #วางแผนเกษียณ #การเงินวัยเกษียณ #CashFlow #กระแสเงินสด #เงินเกษียณ #รายได้หลังเกษียณ #เงินสำรองฉุกเฉิน #วางแผนการเงิน #จัดพอร์ตเกษียณ #PassiveIncome #อิสรภาพทางการเงิน #ชีวิตหลังเกษียณ #เกษียณอย่างมีความสุข

 

บริหารเงินในวัยเกษียณ เพื่อชีวิตที่มั่นคง มีอิสระ และมีความสุข

.

-------------------------

ที่มาข้อมูล

-

ภาพและรวบรวมข้อมูล

www.iok2u.com

-------------------------

สนใจเรื่องราวเพิ่มเติมคลิกที่นี่

บริหารเงินในวัยเกษียณ (Retirement Finance)

-------------------------

 

 

 

 

 

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward