iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ

Gartner101-05 Gartner Magic Quadrant คืออะไร?

Gartner Magic Quadrant คืออะไร? ทำความเข้าใจ Leaders, Challengers, Visionaries และ Niche Players

หาก Gartner Hype Cycle ช่วยตอบคำถามว่า “เทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ช่วงไหนของการพัฒนาและความคาดหวัง?” เครื่องมืออีกชนิดหนึ่งของ Gartner ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากคือ Gartner Magic Quadrant หรือ MQ ซึ่งเข้ามาช่วยตอบคำถามที่แตกต่างออกไปว่า “เมื่อเราสนใจตลาดเทคโนโลยีหนึ่งแล้ว ผู้ให้บริการในตลาดนั้นมีตำแหน่งอย่างไร?” ภาพกราฟสี่ช่องที่มีจุดของ Vendor กระจายอยู่ภายในอาจดูเหมือนเข้าใจง่าย แต่ Magic Quadrant เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีโอกาสถูกตีความผิดได้มาก โดยเฉพาะความเชื่อว่า “อยู่ช่อง Leaders = ดีที่สุด” หรือ “อยู่ขวาบนมากที่สุด = อันดับหนึ่ง” ทั้งที่ Gartner ไม่ได้ออกแบบ Magic Quadrant ให้เป็นตารางจัดอันดับผลิตภัณฑ์แบบนั้น

Gartner Magic Quadrant คืออะไร?

Gartner Magic Quadrant เป็น Research Methodology สำหรับนำเสนอภาพรวมเชิงกราฟของตลาดเทคโนโลยีหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง โดย Gartner ประเมิน Technology Providers ตามเกณฑ์ที่กำหนดและแสดงตำแหน่งบนกราฟจากสองมิติหลัก ได้แก่ Ability to Execute และ Completeness of Vision ก่อนแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 Quadrants คือ Leaders, Challengers, Visionaries และ Niche Players สิ่งสำคัญคือ Magic Quadrant ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “ใครคือ Vendor ที่ดีที่สุดในโลก?” แต่ช่วยให้เรามองว่า “ภายใต้ Definition และ Evaluation Criteria ของตลาดนี้ Gartner ประเมินตำแหน่งของ Providers แต่ละรายอย่างไร?”

คำว่า ตลาดนี้ มีความสำคัญมาก เพราะ Vendor รายหนึ่งอาจมีตำแหน่งแตกต่างกันเมื่ออยู่ใน Magic Quadrant คนละตลาด เนื่องจาก Scope, Market Definition, Use Case และ Evaluation Criteria แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนมองจุดของ Vendor สิ่งแรกที่ควรอ่านคือ Market Definition และ Evaluation Criteria ไม่ใช่ดูว่าใครอยู่ขวาบนสุด

Magic Quadrant มีแกนอะไรบ้าง?

กราฟ Magic Quadrant มีแกนสำคัญสองแกน แกนตั้งคือ Ability to Execute ส่วนแกนนอนคือ Completeness of Vision เมื่อใช้สองแกนนี้ร่วมกัน พื้นที่จึงถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ได้แก่ Challengers ด้านซ้ายบน, Leaders ด้านขวาบน, Niche Players ด้านซ้ายล่าง และ Visionaries ด้านขวาล่าง การทำความเข้าใจสองแกนนี้เป็นหัวใจของการอ่าน Magic Quadrant 

Ability to Execute คืออะไร?

Ability to Execute สามารถอธิบายอย่างง่ายว่าเป็นการประเมินความสามารถของ Provider ในการดำเนินงานและส่งมอบสิ่งที่ตลาดต้องการภายใต้เกณฑ์ของงานวิจัยนั้น Gartner ระบุเกณฑ์มาตรฐานที่อาจนำมาใช้ในการประเมิน เช่น Product or Service, Overall Viability, Sales Execution/Pricing, Market Responsiveness/Record, Marketing Execution, Customer Experience และ Operations โดยน้ำหนักของแต่ละเกณฑ์อาจแตกต่างกันตามตลาด ในภาษาที่เข้าใจง่าย เราอาจมองว่าแกนนี้กำลังถามว่า “Vendor สามารถทำสิ่งที่พูดไว้ให้เกิดขึ้นจริงได้ดีเพียงใด?” มี Product ที่ใช้งานได้จริงหรือไม่? สามารถส่งมอบและสนับสนุนลูกค้าได้หรือไม่? มีความมั่นคงเพียงพอหรือไม่? ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดีเพียงใด? มี Customer Experience อย่างไร? มีความสามารถด้าน Operations หรือไม่? อย่างไรก็ตาม Ability to Execute ไม่ได้หมายถึง “ยอดขายสูง = คะแนนสูง” เพียงอย่างเดียว เพราะ Gartner พิจารณาหลายองค์ประกอบตาม Methodology ของตลาดนั้น Completeness of Vision คืออะไร?

แกนนอน Completeness of Vision มองอีกด้านหนึ่งของ Provider คือความเข้าใจตลาด ทิศทาง และความสามารถในการวางกลยุทธ์สำหรับอนาคต เกณฑ์มาตรฐานของ Gartner อาจครอบคลุม Market Understanding, Marketing Strategy, Sales Strategy, Offering (Product) Strategy, Business Model, Vertical/Industry Strategy, Innovation และ Geographic Strategy โดยการใช้และน้ำหนักของเกณฑ์ขึ้นอยู่กับบริบทของ Magic Quadrant แต่ละฉบับ อธิบายง่าย ๆ คือ แกนนี้กำลังถามว่า “Vendor เข้าใจว่าตลาดกำลังไปทางไหน และมีแผนที่จะพัฒนาไปกับตลาดนั้นได้ดีเพียงใด?” จึงไม่ได้ดูเพียงว่า Product วันนี้ทำอะไรได้ แต่ยังพิจารณา Vision, Innovation, Strategy และความเข้าใจต่ออนาคตของตลาดด้วย เมื่อนำสองแกนมารวมกัน เราจึงได้ภาพที่น่าสนใจ Ability to Execute = วันนี้ทำได้ดีเพียงใด

Completeness of Vision = มองและเตรียมตัวสำหรับอนาคตอย่างไร

แม้จะเป็นการอธิบายแบบย่อ แต่ช่วยให้เข้าใจหลักของกราฟได้ง่ายขึ้น

Quadrant ที่ 1: Leaders 

พื้นที่ด้านขวาบนคือ Leaders โดยภาพรวม Providers ในกลุ่มนี้ได้รับการประเมินว่ามีทั้ง Ability to Execute และ Completeness of Vision ในระดับที่ทำให้ตำแหน่งอยู่ใน Quadrant นี้ตามเกณฑ์ของตลาดที่ Gartner วิเคราะห์ Leaders มักได้รับความสนใจมากที่สุด เพราะมีทั้งความสามารถในการดำเนินงานและทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่แข็งแรง แต่สิ่งที่ต้องเน้นมากที่สุดคือ Leader ไม่ได้แปลว่า “ดีที่สุดสำหรับทุกคน”

Gartner เองระบุว่าการมุ่งเลือกเฉพาะ Providers ใน Leaders Quadrant ไม่ใช่วิธีใช้ Magic Quadrant ที่เหมาะสม เพราะ Provider ใน Challengers, Visionaries หรือ Niche Players อาจตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้ดีกว่า

ตัวอย่างเช่น Leader รายหนึ่งอาจมี Platform ขนาดใหญ่ มี Feature จำนวนมาก และรองรับองค์กรระดับโลก แต่มี Cost และ Complexity สูง ขณะที่องค์กรของเราอาจต้องการ Solution ขนาดเล็ก ติดตั้งง่าย Support ในประเทศดี และมี Feature เฉพาะด้านเพียงไม่กี่อย่าง ในกรณีนี้ Niche Player อาจเหมาะสมกว่า Leader ก็ได้

Quadrant ที่ 2: Challengers

พื้นที่ซ้ายบนคือ Challengers Providers ในกลุ่มนี้โดยทั่วไปมีความสามารถในการ Execute ที่แข็งแรง แต่มีตำแหน่งด้าน Completeness of Vision ต่ำกว่า Providers ทางด้านขวาของกราฟภายใต้เกณฑ์ของตลาดนั้น นี่ไม่ได้หมายความว่า Challengers เป็น Vendor ที่ “ไม่ดี” บางรายอาจมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ มี Product ที่แข็งแรง มี Operations ดี และสามารถส่งมอบระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ Strategy หรือ Vision ในบางด้านอาจยังไม่โดดเด่นเท่าผู้เล่นที่อยู่ทางขวา สำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Stability, Proven Technology, Operational Strength และ Execution

Challenger บางรายอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ดังนั้นอย่าตัด Challenger ออกจาก Shortlist เพียงเพราะไม่ได้อยู่ใน Leaders Quadrant 

Quadrant ที่ 3: Visionaries

พื้นที่ด้านขวาล่างคือ Visionaries Providers กลุ่มนี้มีจุดเด่นด้าน Vision, Innovation หรือความเข้าใจทิศทางของตลาด แต่ Ability to Execute ตามเกณฑ์ของ Gartner อาจยังไม่แข็งแรงเท่ากลุ่มด้านบน Visionary จึงมักเป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการ Innovation หรือกำลังมอง Solution ที่แตกต่างจากตลาดเดิม Vendor กลุ่มนี้อาจมองเห็น Trend ก่อนตลาด มี Architecture ที่น่าสนใจ หรือมีแนวคิดใหม่ที่สามารถเปลี่ยนวิธีทำงานได้ แต่การเลือก Visionary อาจต้องพิจารณาความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น บริษัทมีขนาดเพียงพอหรือไม่? รองรับลูกค้าจำนวนมากได้หรือไม่? มี Partner Ecosystem หรือไม่? Support ในประเทศเป็นอย่างไร? Product มีความ Mature เพียงใด? สามารถ Scale ได้หรือไม่? ดังนั้น Visionary อาจให้ Innovation Opportunity สูง แต่ต้องบริหาร Execution Risk ให้เหมาะสม

Quadrant ที่ 4: Niche Players

พื้นที่ซ้ายล่างคือ Niche Players ชื่อ Niche Player อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่มที่ “ด้อยที่สุด” แต่ความจริง Niche หมายถึงการมีจุดเน้นเฉพาะบางตลาด บาง Use Case บางภูมิภาค หรือบางกลุ่มลูกค้า และตำแหน่งเกิดจากการประเมินภายใต้เกณฑ์ของ Magic Quadrant นั้น Niche Player บางรายอาจมี Product ที่เหมาะกับความต้องการเฉพาะขององค์กรมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เช่น มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเฉพาะ มี Support ในประเทศดี มีราคาที่เหมาะสม ปรับแต่งระบบได้มาก หรือมี Feature เฉพาะที่ Vendor รายใหญ่ไม่มี

คำถามจึงไม่ควรเป็น “ทำไม Vendor นี้ถึงอยู่ Niche?” เพียงอย่างเดียว แต่ควรถามว่า “Niche ของเขาตรงกับ Need ของเราหรือไม่?” ถ้าตรงกัน Niche Player อาจกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด อย่าอ่าน Magic Quadrant เป็น Ranking 1–2–3–4 นี่เป็นข้อผิดพลาดสำคัญมาก

Magic Quadrant เป็น Positioning Graphic ไม่ใช่ Ranking Table จุดที่อยู่ขวาบนกว่าอีกจุดไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า Product ดีกว่าในทุกด้าน และไม่ควรนำตำแหน่งบนกราฟไปแปลงเป็นคะแนน เช่น

Vendor A = 95 คะแนน
Vendor B = 90 คะแนน
Vendor C = 80 คะแนน

เพราะกราฟไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการตีความเช่นนั้น

Gartner ยังระบุในเอกสาร Magic Quadrant ว่า Gartner ไม่ได้รับรอง Vendor, Product หรือ Service ใดที่ปรากฏในงานวิจัย และไม่ได้แนะนำให้ผู้ใช้เลือกเฉพาะ Vendor ที่ได้รับ Rating สูงสุดหรือตำแหน่งอื่นใด ดังนั้นประโยคที่ว่า “Gartner บอกว่า Vendor A ดีที่สุด” ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก คำที่เหมาะสมกว่าคือ “ภายใต้ Methodology ของ Magic Quadrant สำหรับตลาดนี้ Gartner ประเมิน Vendor A ให้อยู่ในตำแหน่ง...” ความหมายต่างกันมาก จุดบน Magic Quadrant ไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับ Product อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจคือ Magic Quadrant ประเมิน Provider ในบริบทของตลาดที่กำหนด ไม่ใช่การเปรียบเทียบ Feature ของ Product แบบละเอียดทุกข้อ

สมมติ Vendor A อยู่ใน Leaders Quadrant และ Vendor B อยู่ใน Visionaries หากองค์กรต้องการ Feature เฉพาะ 10 ข้อ Vendor B อาจรองรับ 9 ข้อ ขณะที่ Vendor A รองรับเพียง 7 ข้อก็เป็นไปได้ Magic Quadrant จึงไม่สามารถแทน Requirement Analysis, Technical Evaluation, Security Assessment, Architecture Review, Proof of Concept หรือ Total Cost of Ownership Analysis ได้ 

หากต้องการเจาะลึก Product ตาม Use Case งานวิจัยประเภท Critical Capabilities จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ซึ่งเราจะกล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไป วิธีอ่าน Magic Quadrant ที่ถูกต้อง: เริ่มจากข้อความ ไม่ใช่เริ่มจากกราฟ เมื่อได้รับ Magic Quadrant มา หลายคนเปิดไปดูกราฟก่อนทันที แล้วมองหาว่า Vendor ที่ตนสนใจอยู่ตรงไหน

วิธีที่ดีกว่าคืออ่านตามลำดับดังนี้

1. Market Definition ตลาดนี้ Gartner นิยามว่าอะไร?

2. Inclusion Criteria Vendor ต้องมีคุณสมบัติอะไรจึงถูกนำมาประเมิน?

3. Evaluation Criteria Gartner ใช้อะไรในการประเมิน Ability to Execute และ Completeness of Vision?

4. Vendor Analysis แต่ละ Vendor มี Strengths และ Cautions อะไร?

5. Magic Quadrant Graphic หลังจากเข้าใจบริบทแล้วจึงดูตำแหน่งบนกราฟ

วิธีนี้จะทำให้จุดแต่ละจุดบน Magic Quadrant มี “ความหมาย” มากกว่าการดูรูปเพียงอย่างเดียว Vendor ที่ไม่อยู่ใน Magic Quadrant ไม่ได้แปลว่าไม่ดี นี่เป็นอีกความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย

Magic Quadrant มี Inclusion Criteria สำหรับกำหนดว่า Provider รายใดจะเข้ามาอยู่ในงานวิจัย ดังนั้นการที่ Vendor รายหนึ่งไม่ปรากฏใน Magic Quadrant ไม่ได้หมายความว่า Product ไม่มีคุณภาพ

Vendor อาจมีขนาดไม่ถึงเกณฑ์ มี Geographic Coverage ไม่ตรงกับ Scope อยู่ใน Segment เฉพาะ หรือไม่ตรงกับ Market Definition ของรายงานนั้น

โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทย เราอาจพบ Local Vendor ที่มีความสามารถสูงและเหมาะกับองค์กรไทย แต่ไม่ปรากฏใน Magic Quadrant ระดับโลก ดังนั้น Not Included ≠ Not Qualified for Your Organization

เป็นหลักที่ควรจำไว้

ตัวอย่างง่าย ๆ: เลือกระบบสำหรับองค์กรไทย

สมมติองค์กรต้องเลือกระบบประเภทหนึ่ง และพบ Vendor 4 ราย

Vendor A เป็น Leader ระดับโลก มี Feature ครบมาก แต่ราคาแพงและ Support หลักอยู่ต่างประเทศ

Vendor B เป็น Challenger มี Product แข็งแรงและมี Partner ในประเทศไทยจำนวนมาก

Vendor C เป็น Visionary มี Technology ใหม่มาก แต่ฐานลูกค้าในไทยยังน้อย

Vendor D เป็น Niche Player เชี่ยวชาญเฉพาะอุตสาหกรรมขององค์กร มี Feature ตรงความต้องการและ Support ภาษาไทยดีมาก

หากใช้วิธี Leader = ดีที่สุด

เราจะเลือก A ทันที แต่ถ้าประเมิน Requirement จริง องค์กรอาจพบว่า D เหมาะที่สุด หรือ B อาจมี Total Cost of Ownership ดีกว่า Magic Quadrant จึงควรใช้เพื่อ เปิดทางเลือก ไม่ใช่ ปิดทางเลือก

Magic Quadrant ควรอยู่ตรงไหนของกระบวนการจัดซื้อ?

Magic Quadrant มีประโยชน์มากในช่วง Market Research และ Vendor Discovery

กระบวนการอาจเป็น Business Need → Requirements → Market Research → Magic Quadrant → Vendor Longlist → Shortlist → RFI/RFP → Technical Evaluation → PoC → Commercial Evaluation → Decision

Magic Quadrant จึงเหมาะสำหรับช่วยตอบคำถามในช่วงต้นว่า “ตลาดนี้มี Providers ที่ควรศึกษาใครบ้าง?” แต่ไม่ควรกระโดดจาก Magic Quadrant → Procurement โดยไม่มีขั้นตอนประเมินความต้องการขององค์กร ใช้ Magic Quadrant ใน TOR ต้องระวัง ในงานจัดซื้อ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ การนำ Magic Quadrant ไปใช้เป็นเงื่อนไข เช่น “ผู้เสนอราคาต้องเป็น Leader ใน Gartner Magic Quadrant” ควรพิจารณาอย่างรอบคอบมาก เพราะเงื่อนไขดังกล่าวอาจตัด Vendor ที่สามารถตอบ Requirement ได้ออกจากการแข่งขัน ทั้งที่ Gartner เองไม่ได้ระบุว่าองค์กรควรเลือกเฉพาะ Leaders วิธีที่เหมาะสมกว่าคือใช้ Gartner เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำหรับ Market Research, Technology Benchmark, Vendor Landscape และ Requirement Development

จากนั้นกำหนดเกณฑ์การจัดซื้อจาก Functional Requirements, Technical Requirements, Security, Performance, Integration, Support, SLA, Cost และ Business Needs ที่องค์กรต้องการจริง หลักคิดคือ TOR ควรกำหนด “สิ่งที่องค์กรต้องการ” มากกว่ากำหนด “ตำแหน่งที่ Vendor ต้องอยู่บนกราฟของบริษัทวิจัย”

Magic Quadrant เปลี่ยนแปลงได้ทุกปี อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ Vendor สามารถเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างปีได้ บางรายอาจเคลื่อนจาก Visionary ไป Leader บางรายอาจจาก Leader ไป Challenger บางรายอาจออกจาก Magic Quadrant หรือบางรายอาจเข้ามาใหม่

การเปลี่ยนตำแหน่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้ง Strategy, Product Development, Market Execution, Acquisition, Business Model หรือการเปลี่ยน Evaluation Criteria และ Market Definition ดังนั้นการดู Magic Quadrant หลายปีต่อเนื่องอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Vendor กำลังเดินไปทางไหน? ไม่ใช่เพียง Vendor อยู่ตรงไหนวันนี้? แนวคิดนี้มีประโยชน์มากสำหรับการเลือก Strategic Technology Partner ระยะยาว Magic Quadrant + Hype Cycle ใช้ร่วมกันอย่างไร? เมื่อเราเรียนมาถึงตอนนี้ เราสามารถเริ่มเชื่อมเครื่องมือ Gartner เข้าด้วยกัน

Hype Cycle ช่วยตอบว่า “Technology อยู่ช่วงไหน?” เมื่อเทคโนโลยีเริ่ม Mature และองค์กรตัดสินใจว่าจะลงทุน คำถามต่อไปคือ “ตลาดนี้มี Providers ใครบ้าง?” จึงเข้าสู่ Magic Quadrant จากนั้นคำถามจะละเอียดขึ้นอีกว่า “Product ของใครเหมาะกับ Use Case ของเรามากที่สุด?” ซึ่งจะนำเราไปสู่ Critical Capabilities ดังนั้นสามารถจำเป็นเส้นทางง่าย ๆ ว่า Technology → Market → Provider → Product → Use Case หรือ Hype Cycle → Magic Quadrant → Critical Capabilities นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรใช้เครื่องมือ Gartner แยกออกจากกันโดยไม่เข้าใจว่ากำลังตอบคำถามอะไร

จาก Magic Quadrant สู่ Vendor Evaluation เมื่อใช้ Magic Quadrant เพื่อสร้าง Vendor Shortlist แล้ว ขั้นตอนต่อไปควรเป็นการสร้าง Vendor Evaluation Matrix ขององค์กรเอง ตัวอย่างหัวข้อประเมิน ได้แก่

Functional Fit – ระบบตอบ Requirement หรือไม่?

Technical Fit – Architecture เข้ากับระบบเดิมหรือไม่?

Security – ผ่าน Security Requirements หรือไม่?

Integration – เชื่อมต่อระบบอื่นได้ดีเพียงใด?

Scalability – รองรับการเติบโตหรือไม่?

Vendor Stability – Vendor มีความมั่นคงเพียงใด?

Local Support – มี Support ในประเทศหรือไม่?

Implementation Capability – Partner สามารถดำเนินโครงการได้หรือไม่?

TCO – ค่าใช้จ่ายตลอดอายุระบบเป็นเท่าไร?

Exit Strategy – หากเปลี่ยน Vendor จะย้ายข้อมูลและระบบได้อย่างไร?

จากนั้นจึงให้น้ำหนักแต่ละเกณฑ์ตามความสำคัญขององค์กร ตรงนี้เองที่การตัดสินใจเปลี่ยนจาก Gartner's Evaluation ไปสู่ Our Evaluation ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำด้วยตัวเอง

สรุป 

Gartner Magic Quadrant เป็นเครื่องมือสำหรับช่วยทำความเข้าใจตำแหน่งของ Technology Providers ภายในตลาดที่ Gartner กำหนด โดยประเมินผ่านสองแกนหลักคือ Ability to Execute และ Completeness of Vision และแบ่ง Providers ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Leaders, Challengers, Visionaries และ Niche Players แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการจำชื่อทั้งสี่ Quadrants คือการเข้าใจว่า Leader ≠ Best for Everyone, Niche Player ≠ Bad Vendor, Not Included ≠ Bad Product และ Magic Quadrant ≠ Ranking

Magic Quadrant ควรเป็น จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ตลาดและผู้ให้บริการ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการตัดสินใจ เมื่อเห็น Magic Quadrant ครั้งต่อไป อย่าเพิ่งถามว่า “ใครอยู่ขวาบนสุด?” แต่ควรถามว่า “ตลาดนี้ Gartner นิยามไว้อย่างไร ใช้เกณฑ์อะไรประเมิน และ Vendor รายใดเหมาะกับ Requirement ของเรามากที่สุด?”

เมื่อคิดแบบนี้ Magic Quadrant จะเปลี่ยนจาก “กราฟจัดอันดับ Vendor” ในความเข้าใจแบบผิด ๆ ไปเป็น เครื่องมือช่วยสำรวจตลาดและสร้าง Vendor Shortlist อย่างมีเหตุผล และในตอนต่อไปเราจะลงลึกอีกขั้นว่า เมื่อมี Vendor หลายรายอยู่ในตลาดแล้ว เราควรอ่าน Magic Quadrant อย่างไรไม่ให้เลือก Vendor ผิด และจะเปลี่ยนข้อมูล Gartner ให้เป็น Vendor Evaluation ขององค์กรได้อย่างไร

#Gartner #Gartner101 #MagicQuadrant #Technology #VendorManagement #VendorSelection #ITProcurement #ITStrategy #TechnologyStrategy #DigitalTransformation

.

------------------------

ที่มาข้อมูล

www.gartner.com

รวบรวมข้อมูลและรูปภาพ

www.iok2u.com

------------------------

รวมเรื่องราวน่ารู้จาก Gartner

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward