iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

Gartner101-04 การอ่าน Gartner Hype Cycle อย่างไร

 

การอ่าน Gartner Hype Cycle อย่างไร และใช้ตัดสินใจลงทุนเทคโนโลยีอย่างไร

ในตอนที่ผ่านมาเราได้ทำความรู้จัก Gartner Hype Cycle และเข้าใจเส้นทาง 5 ช่วงของเทคโนโลยี ตั้งแต่ Innovation Trigger ไปจนถึง Plateau of Productivity แต่การรู้ว่าเทคโนโลยีอยู่ตรงไหนบนกราฟยังไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของ Hype Cycle เพราะคำถามที่สำคัญกว่าสำหรับผู้บริหารและองค์กรคือ “เมื่อรู้ว่าเทคโนโลยีอยู่ตรงนี้แล้ว เราควรทำอะไรต่อ?” ควรติดตาม ศึกษา ทดลอง ทำโครงการนำร่อง ลงทุน หรือรอให้เทคโนโลยีมีความพร้อมมากกว่านี้

Gartner อธิบายว่า Hype Cycle ช่วยให้องค์กรประเมินความเสี่ยงและโอกาสของเทคโนโลยี รวมถึงช่วยแยกกระแสความคาดหวังออกจากศักยภาพเชิงพาณิชย์ที่แท้จริงของนวัตกรรม ดังนั้นการอ่าน Hype Cycle อย่างถูกต้องจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การถามว่า “เทคโนโลยีอะไรมาแรง?” แต่ต้องนำข้อมูลกลับมาเชื่อมกับ Strategy, Risk Appetite, Use Case และ Business Value ขององค์กร

ก่อนอ่าน Hype Cycle ต้องเข้าใจก่อนว่า “สูง” ไม่ได้แปลว่า “ดี”

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือการมอง Hype Cycle เหมือนกราฟคะแนนหรือ Ranking แล้วเข้าใจว่าเทคโนโลยีที่อยู่สูงบนกราฟคือเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ส่วนเทคโนโลยีที่อยู่ต่ำคือเทคโนโลยีที่ไม่น่าสนใจ ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

แกนตั้งของ Hype Cycle คือ Expectations หรือระดับความคาดหวัง ขณะที่แกนนอนคือ Time ดังนั้นตำแหน่งสูงบริเวณ Peak of Inflated Expectations หมายความว่าความคาดหวังต่อเทคโนโลยีกำลังอยู่ในระดับสูงมาก ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนั้นมี Maturity สูงที่สุดหรือสร้าง Business Value ได้ดีที่สุด

ในทางกลับกัน เทคโนโลยีที่ตกลงมาอยู่ใน Trough of Disillusionment อาจดูไม่น่าสนใจ แต่บางครั้งกลับเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะกระแสเริ่มลดลง ข้อจำกัดเริ่มชัดเจน Vendor ที่ไม่มีความสามารถจริงเริ่มออกจากตลาด และ Use Case ที่สร้างคุณค่าได้จริงเริ่มปรากฏ

ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องจำคือ Position ≠ Quality

ตำแหน่งบน Hype Cycle ไม่ใช่คะแนนคุณภาพของเทคโนโลยี อ่าน Hype Cycle ต้องดูมากกว่า “จุด” เมื่อเปิด Hype Cycle สิ่งแรกที่สายตามักมองคือชื่อเทคโนโลยีและตำแหน่งของมันบนเส้นกราฟ แต่การวิเคราะห์ที่ดีควรดูอย่างน้อย 3 เรื่องพร้อมกัน คือ Position, Direction และ Time to Plateau

Position บอกว่าเทคโนโลยีกำลังอยู่ในช่วงใดของวงจรความคาดหวังและการพัฒนา

Direction ช่วยให้เราคิดว่าเทคโนโลยีกำลังเคลื่อนจากช่วงใดไปสู่ช่วงใด เช่น กำลังไต่ขึ้นสู่ Peak กำลังลดลงสู่ Trough หรือกำลังพัฒนาเข้าสู่ Slope of Enlightenment

ส่วน Time to Plateau เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประมาณว่าเทคโนโลยีอาจต้องใช้เวลาอีกเท่าใดกว่าจะเข้าสู่ระดับการใช้งานที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังนั้นอย่าถามเพียงว่า “AI Agents อยู่ตรงไหน?” แต่ควรถามต่อว่า “กำลังเคลื่อนไปทางไหน และอีกนานเท่าใดกว่าจะเข้าสู่การใช้งานที่มีมากขึ้น?”

คำถามแบบหลังมีประโยชน์ต่อการวาง Technology Roadmap มากกว่า Time to Plateau สำคัญอย่างไร? 

ใน Hype Cycle ของ Gartner เรามักพบการระบุช่วงเวลาประมาณการว่าเทคโนโลยีจะใช้เวลานานเท่าใดในการเข้าสู่ Plateau of Productivity เช่น ต่ำกว่า 2 ปี, 2–5 ปี, 5–10 ปี หรือมากกว่า 10 ปี ตลอดจนบางกรณีที่เทคโนโลยีอาจล้าสมัยก่อนถึง Plateau ข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อ ผู้บริหาร

สมมติ องค์กรกำลังวางแผน Technology Roadmap ระยะ 3 ปี หากเทคโนโลยีหนึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ Mainstream ในช่วง 2–5 ปี องค์กรอาจเริ่มศึกษาและทำ PoC วันนี้เพื่อเตรียมความพร้อม แต่หากเทคโนโลยีอาจต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี องค์กรทั่วไปอาจยังไม่จำเป็นต้องลงทุน Infrastructure ขนาดใหญ่ทันที แต่อาจใช้วิธี Watch และ Study เพื่อรักษาความรู้และติดตามพัฒนาการ ดังนั้น Hype Cycle สามารถช่วยเปลี่ยนคำถามจาก “เราควรใช้เทคโนโลยีนี้หรือไม่?” ไปเป็น “เราควรเริ่มเตรียมตัวเมื่อไร?” ซึ่งเป็นคำถามที่มีประโยชน์ต่อ Strategic Planning มากกว่า

จาก Hype Cycle สู่ 6 ระดับการตอบสนองขององค์กร

เพื่อให้ Hype Cycle นำไปใช้ได้ง่าย เราสามารถแปลงการวิเคราะห์ออกเป็น 6 ระดับการดำเนินการ ได้แก่ Watch → Study → Experiment → Pilot → Invest → Scale กรอบนี้ไม่ใช่การจัดระดับอย่างเป็นทางการของ Gartner แต่เป็นวิธีประยุกต์ใช้ Hype Cycle เพื่อช่วยกำหนด Action ขององค์กรให้ชัดเจนขึ้น

1. Watch – ติดตาม

ระดับแรกคือ Watch เหมาะสำหรับเทคโนโลยีที่ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อองค์กร หรือยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากและมีความไม่แน่นอนสูง องค์กรยังไม่จำเป็นต้องลงทุน แต่ควรติดตามข่าว งานวิจัย มาตรฐาน Vendor และ Use Case ที่เริ่มเกิดขึ้น

ตัวอย่าง Action ได้แก่ ตั้ง Technology Watch List, ติดตามรายงาน Gartner, งาน Conference, Research Paper หรือข่าวจาก Vendor เป้าหมายของ Watch คือ “อย่าให้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกแล้วเรารู้ตัวเป็นคนสุดท้าย”

2. Study – ศึกษา

เมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีความเกี่ยวข้องกับ Business หรือ IT Strategy ควรขยับจาก Watch ไปสู่ Study ช่วงนี้องค์กรควรเริ่มตอบคำถามว่า เทคโนโลยีคืออะไร? Architecture ทำงานอย่างไร? มี Use Case อะไร? มีข้อจำกัดอะไร? ต้องใช้ Data หรือ Infrastructure แบบใด? มี Security และ Regulatory Risk หรือไม่? มี Vendor ใครบ้าง?

Study ยังไม่จำเป็นต้องหมายถึงการซื้อระบบ แต่เป็นการลงทุนด้าน Knowledge และในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว Knowledge อาจเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดในช่วงแรก

3. Experiment – ทดลอง

เมื่อองค์กรเริ่มเห็น Use Case ที่เกี่ยวข้อง ควรเข้าสู่ Experiment การทดลองควรมีขนาดเล็ก ต้นทุนจำกัด และสามารถหยุดได้โดยไม่สร้างผลกระทบต่อระบบหลัก เช่น การสร้าง Prototype, Sandbox, Lab หรือการให้ทีมขนาดเล็กทดลองเทคโนโลยี เป้าหมายของ Experiment ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี “ดี” แต่คือการเรียนรู้ว่า “มันเหมาะกับเราหรือไม่?” 

ความล้มเหลวในขั้นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากช่วยให้องค์กรเรียนรู้ด้วยต้นทุนต่ำก่อนลงทุนจริง

4. Pilot – โครงการนำร่อง

หาก Experiment ให้ผลน่าสนใจ ขั้นต่อไปคือ Pilot Pilot แตกต่างจาก Experiment ตรงที่เริ่มนำเทคโนโลยีไปใช้กับ Real Use Case และผู้ใช้งานจริงในขอบเขตจำกัด ตัวอย่างเช่น ทดลอง AI Assistant ในหนึ่งหน่วยงาน ทดลอง Predictive Maintenance กับเครื่องจักรบางส่วน หรือทดลองระบบใหม่ในหนึ่งสาขา Pilot ควรมี KPI ที่ชัดเจน เช่น ลดเวลาได้กี่เปอร์เซ็นต์? ลดต้นทุนได้เท่าไร? เพิ่ม Productivity หรือไม่? Accuracy เท่าไร? ผู้ใช้งานยอมรับหรือไม่? เกิด Security Incident หรือไม่? 

หากไม่มี KPI เราอาจจบ Pilot ด้วยประโยคว่า “ดูเหมือนจะดี” แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าควรลงทุนต่อหรือไม่

5. Invest – ลงทุน

เมื่อ Pilot แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถสร้าง Business Value ได้ และความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ องค์กรจึงเข้าสู่ Invest ขั้นนี้เริ่มมีการจัดสรร Budget, Infrastructure, Software, Data, Integration และบุคลากรอย่างจริงจัง การตัดสินใจลงทุนควรมี Business Case ที่ชัดเจน และไม่ควรใช้ตำแหน่งบน Hype Cycle เป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียว สูตรการคิดควรเป็น

Business Value + Strategic Fit + Technology Readiness + Organizational Readiness + Risk + Cost = Investment Decision

Hype Cycle เป็นเพียง Input หนึ่งของสมการนี้

6. Scale – ขยายผล

สุดท้ายคือ Scale เมื่อเทคโนโลยีผ่าน Pilot และ Deployment แล้ว องค์กรอาจขยายจากหนึ่งหน่วยงานไปทั่วองค์กร จากหนึ่งโรงงานไปหลายโรงงาน หรือจาก Use Case เดียวไปสู่หลาย Use Cases ความท้าทายในขั้น Scale มักไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง Architecture, Governance, Data, Cybersecurity, Integration, Change Management และบุคลากร หลายโครงการจึงประสบความสำเร็จใน Pilot แต่ล้มเหลวเมื่อ Scale เพราะองค์กรพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีทำงานได้ แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่า องค์กรสามารถบริหารเทคโนโลยีนั้นในระดับใหญ่ได้ เทคโนโลยีอยู่ตรงไหน ไม่ได้กำหนดว่าองค์กรต้องทำอะไรเหมือนกัน นี่เป็นหลักคิดสำคัญมาก สมมติเทคโนโลยีหนึ่งกำลังอยู่บริเวณ Peak of Inflated Expectations 

บริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการเป็น Market Leader อาจเลือก Experiment หรือ Pilot 

ธนาคารอาจเลือก Study + Controlled Pilot

โรงงานขนาดกลางอาจเลือก Study

ขณะที่องค์กรขนาดเล็กที่ยังไม่มี Use Case อาจเลือกเพียง Watch

ทั้งหมดสามารถเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องได้ เพราะ Action ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Position เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ Position + Business Impact + Risk Appetite + Capability + Timing

นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรอ่าน Hype Cycle แบบสูตรสำเร็จ

สร้าง Technology Priority Matrix ขององค์กร

องค์กรสามารถนำแนวคิด Hype Cycle มาประยุกต์สร้าง Technology Priority Matrix ของตนเองได้ โดยประเมินเทคโนโลยีอย่างน้อย 4 มิติ

Business Impact – ถ้าใช้สำเร็จจะสร้างผลกระทบต่อองค์กรสูงแค่ไหน?

Technology Maturity – เทคโนโลยีพร้อมเพียงใด?

Organizational Readiness – องค์กรมี Data, Infrastructure, People และ Process พร้อมหรือไม่?

Risk – มีความเสี่ยงด้าน Security, Privacy, Regulation, Cost หรือ Vendor Lock-in แค่ไหน?

จากนั้นสามารถแบ่งเทคโนโลยีออกเป็นกลุ่ม เช่น

High Impact + High Readiness → Invest / Scale

High Impact + Low Readiness → Study / Experiment / Pilot

Low Impact + High Readiness → Selective Investment

Low Impact + Low Readiness → Watch

วิธีนี้ช่วยให้ Gartner Hype Cycle เปลี่ยนจาก “กราฟที่เอาไว้ดู” เป็น “เครื่องมือช่วยจัด Portfolio เทคโนโลยี”

ตัวอย่าง: AI Agents สมมติผู้บริหารได้ยินว่า AI Agents กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก และถามฝ่าย IT ว่า “เราควรซื้อระบบ AI Agent หรือยัง?” คำตอบที่ดีไม่ควรเริ่มด้วย Yes หรือ No แต่ควรเริ่มด้วยคำถามว่า เราต้องการใช้ AI Agent ทำอะไร? กระบวนการนั้นมี Business Value เท่าไร? AI ต้องเข้าถึงข้อมูลอะไร? ถ้า AI ตัดสินใจผิดจะเกิดผลกระทบอะไร? ต้องเชื่อมต่อระบบใด? ใครเป็นผู้อนุมัติ Action ของ AI? มี Human-in-the-loop หรือไม่? สามารถ Audit การทำงานย้อนหลังได้หรือไม่? ต้นทุนต่อ Transaction เท่าไร?

หากยังตอบไม่ได้ การลงทุนเต็มรูปแบบอาจเร็วเกินไป

Action ที่เหมาะสมอาจเป็น Study → Experiment → Controlled Pilot แทน Trend → Procurement

นี่คือการใช้ Hype Cycle เพื่อควบคุมความตื่นเต้นด้วยกระบวนการคิด อย่าลงทุนเพราะกลัวตกขบวน เทคโนโลยีใหม่มักสร้างแรงกดดันต่อผู้บริหาร โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งประกาศลงทุนหรือสื่อพูดถึงเทคโนโลยีนั้นอย่างต่อเนื่อง

เกิดสิ่งที่เรียกว่า FOMO – Fear of Missing Out แต่ในด้าน Technology Investment การกลัวตกขบวนอาจทำให้องค์กรเข้าสู่โครงการโดยไม่มี Use Case ไม่มี KPI และไม่มี Business Case

คำถามที่ดีกว่า “ถ้าเราไม่ลงทุนตอนนี้จะเสียอะไร?” คือถามต่ออีกข้อว่า “ถ้าเราลงทุนตอนนี้โดยยังไม่พร้อมจะเสียอะไร?” 

การตัดสินใจที่ดีต้องมองทั้ง Cost of Action และ Cost of Inaction Technology Roadmap ควรมีหลายความเร็ว องค์กรไม่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีทุกชนิดมาใช้งานพร้อมกัน เราสามารถสร้าง Technology Roadmap ที่แบ่งออกเป็นหลาย Horizon เช่น

Now – 0–1 ปี เทคโนโลยีที่พร้อมและมี Business Case ชัดเจน → Invest / Scale

Next – 1–3 ปี เทคโนโลยีที่มีศักยภาพแต่ยังต้องเรียนรู้ → Study / Experiment / Pilot

Future – 3–5+ ปี เทคโนโลยีที่อาจสร้างผลกระทบในอนาคต → Watch / Research 

เมื่อนำข้อมูล Hype Cycle มาประกอบ Roadmap เราจะไม่เพียงรู้ว่า “อะไรใหม่” แต่สามารถวางแผนได้ว่า

อะไรต้องทำวันนี้ อะไรต้องเตรียม และอะไรควรรอดู

Hype Cycle + Business Case ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ควรนำข้อมูลจาก Hype Cycle มาประกอบ Business Case อย่างน้อย 7 เรื่อง ได้แก่ Business Problem, Expected Benefit, Technology Maturity, Cost, Risk, Organizational Readiness และ Time to Value หากเทคโนโลยีอยู่ในช่วงเริ่มต้นและความไม่แน่นอนสูง Business Case ควรออกแบบให้การลงทุนเป็นขั้น เช่น เริ่มด้วย PoC งบประมาณต่ำ ก่อนเพิ่มการลงทุนตาม Evidence ที่ได้

นี่คือแนวคิด Stage-Gate Investment

Study → Gate → Experiment → Gate → Pilot → Gate → Invest → Gate → Scale

ทุก Gate คือจุดที่ผู้บริหารสามารถถามว่า “ข้อมูลที่เรามีตอนนี้เพียงพอที่จะลงทุนขั้นต่อไปหรือยัง?” วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ให้กับเทคโนโลยีที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง Hype Cycle ไม่ควรใช้เพียงลำพัง แม้ Hype Cycle จะมีประโยชน์ แต่ไม่ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือเดียวในการตัดสินใจ

เมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีความน่าสนใจ เราอาจต้องศึกษาตลาดผ่าน Market Guide หากตลาดมีโครงสร้างชัดเจน อาจดู Magic Quadrant เพื่อเข้าใจตำแหน่งของ Providers และใช้ Critical Capabilities เพื่อประเมินความเหมาะสมของ Product กับ Use Case หากต้องการประเมินขนาดและการเติบโตของตลาด อาจใช้ Market Forecast และ Market Share จึงสามารถมองเส้นทางการตัดสินใจได้ว่า Trend → Hype Cycle → Market Analysis → Vendor Analysis → Product Evaluation → PoC → Business Case → Investment

นี่คือเหตุผลที่ Gartner มีเครื่องมือหลายประเภท เพราะไม่มีเครื่องมือชิ้นเดียวตอบทุกคำถามได้ Checklist ก่อนลงทุนเทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแส ก่อนอนุมัติโครงการเทคโนโลยีใหม่ ลองถามคำถามต่อไปนี้ เรากำลังแก้ Business Problem อะไร? มี Use Case ชัดเจนหรือไม่? เทคโนโลยีมี Maturity ระดับใด? ความคาดหวังของตลาดสูงเกินความสามารถจริงหรือไม่? เรามี Data และ Infrastructure พร้อมหรือไม่? ทีมงานมี Skills หรือไม่? Security และ Privacy Risk คืออะไร? มีกฎหมายหรือ Regulation เกี่ยวข้องหรือไม่? Vendor มีความมั่นคงเพียงใด? มี Exit Strategy หรือไม่? PoC สามารถพิสูจน์อะไรได้? KPI คืออะไร? ต้นทุนรวมตลอดอายุระบบ หรือ Total Cost of Ownership เป็นเท่าไร? ถ้าโครงการล้มเหลว ความเสียหายสูงสุดคือเท่าไร? และสุดท้าย ถ้าไม่ทำวันนี้ เราเสียโอกาสอะไร?

หากองค์กรตอบคำถามเหล่านี้ได้ การตัดสินใจจะมีคุณภาพมากกว่าการดูตำแหน่งบน Hype Cycle เพียงอย่างเดียว

สรุป

การอ่าน Gartner Hype Cycle อย่างถูกต้องต้องมองมากกว่าตำแหน่งของเทคโนโลยีบนเส้นกราฟ เราควรพิจารณา Position, Direction, Time to Plateau, Business Impact, Technology Maturity, Organizational Readiness และ Risk ร่วมกัน

จากนั้นจึงกำหนด Action ที่เหมาะสมกับองค์กร Watch → Study → Experiment → Pilot → Invest → Scale

หัวใจสำคัญคือ Hype Cycle ไม่ได้บอกว่า “ต้องลงทุนอะไร” แต่ช่วยให้เราคิดว่า “ควรทำอะไรกับเทคโนโลยีนั้นในเวลานี้” ดังนั้นเมื่อเห็นเทคโนโลยีใหม่กำลังได้รับความสนใจ อย่ารีบถามเพียงว่า “เราควรซื้อไหม?” แต่ควรถามว่า “เทคโนโลยีนี้มีความพร้อมแค่ไหน มีคุณค่าต่อเรามากเพียงใด ความเสี่ยงคืออะไร และ Action ที่เหมาะสมที่สุดของเราในวันนี้คือ Watch, Study, Experiment, Pilot, Invest หรือ Scale?” เมื่อสามารถตอบคำถามนี้ได้ Hype Cycle จะไม่ใช่เพียงกราฟเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยสร้าง Technology Strategy และ Technology Roadmap ที่มีเหตุผลมากขึ้น

#Gartner #Gartner101 #HypeCycle #TechnologyInvestment #TechnologyStrategy #ITStrategy #TechnologyRoadmap #DigitalTransformation #Innovation #EmergingTechnology #TechnologyTrends #Innovation #ArtificialIntelligence #MagicQuadrant #CriticalCapabilities #MarketGuide #MarketForecast #MarketShare #ITStrategy

.

------------------------

ที่มาข้อมูล

www.gartner.com

รวบรวมข้อมูลและรูปภาพ

www.iok2u.com

------------------------

รวมเรื่องราวน่ารู้จาก Gartner

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward