iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

Gartner101-07 Gartner Critical Capabilities และ Market Guide คืออะไร?

Gartner Critical Capabilities และ Market Guide คืออะไร? จากการดู Vendor สู่การเลือก Product และทำความเข้าใจตลาดเกิดใหม่

ในสองตอนที่ผ่านมา เราได้ทำความรู้จัก Gartner Magic Quadrant และเรียนรู้ว่าการที่ Vendor อยู่ใน Leaders Quadrant ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกองค์กร เพราะ Magic Quadrant ช่วยให้เราเห็นภาพของ ตลาดและตำแหน่งของ Technology Providers แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกสองข้อที่ Magic Quadrant เพียงอย่างเดียวอาจตอบได้ไม่ครบ นั่นคือ “Product หรือ Service ของ Vendor รายใดเหมาะกับ Use Case ของเรามากที่สุด?” และ “ถ้าตลาดที่เราสนใจยังใหม่จนไม่มี Magic Quadrant เราจะศึกษาตลาดนั้นอย่างไร?”

สองคำถามนี้นำเราไปสู่เครื่องมือสำคัญอีกสองประเภทของ Gartner คือ Critical Capabilities และ Market Guide ซึ่งแม้จะมีชื่อเสียงน้อยกว่า Magic Quadrant แต่ในกระบวนการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีจริง เครื่องมือทั้งสองกลับมีประโยชน์อย่างมาก

จาก Vendor ที่ดี สู่ Product ที่เหมาะกับเรา

ลองนึกถึงสถานการณ์ง่าย ๆ องค์กรกำลังเลือก Technology Platform และพบว่า Vendor A เป็น Leader ใน Magic Quadrant ขณะที่ Vendor B เป็น Challenger และ Vendor C เป็น Visionary หากหยุดการวิเคราะห์ตรงนี้ เราอาจเลือก Vendor A เพราะดูเหมือนมีตำแหน่งดีที่สุด

แต่ในความเป็นจริง Vendor A อาจมีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่มาก มี Feature จำนวนมาก มีความซับซ้อนสูงและราคาสูง ขณะที่ Vendor B อาจมี Product ที่เหมาะกับองค์กรขนาดกลาง ใช้งานง่ายกว่า และมีความสามารถตรงกับ Use Case ของเรามากกว่า

คำถามจึงเปลี่ยนจาก

“Vendor ไหนแข็งแกร่งที่สุด?”

เป็น

“Product หรือ Service ไหนเหมาะกับสิ่งที่เราต้องการทำ?”

นี่คือพื้นที่ของ Gartner Critical Capabilities

Gartner Critical Capabilities คืออะไร?

Gartner อธิบาย Critical Capabilities ว่าเป็นงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบที่ประเมินผลิตภัณฑ์หรือบริการของ Providers ตามความสามารถสำคัญและ Use Cases ที่ Gartner กำหนด โดยมักใช้เป็น Companion Research ประกอบ Magic Quadrant เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเจาะลึกจากภาพระดับตลาดและ Provider ลงไปสู่ระดับ Product หรือ Service มากขึ้น

ถ้าอธิบายให้จำง่าย

Magic Quadrant = มอง Vendor ในตลาด

ส่วน

Critical Capabilities = มอง Product/Service ผ่าน Use Case

ดังนั้นสองเครื่องมือนี้ไม่ได้แข่งขันกัน แต่ทำหน้าที่คนละระดับของการวิเคราะห์

Critical Capability หมายถึงอะไร?

คำว่า Critical Capability หมายถึงความสามารถสำคัญของ Product หรือ Service ที่มีผลต่อความเหมาะสมในการนำไปใช้กับ Use Case ต่าง ๆ

สมมติเรากำลังประเมินระบบ Cloud Platform ความสามารถสำคัญอาจเกี่ยวข้องกับ Compute, Storage, Networking, Security, Management, Integration, Availability หรือความสามารถเฉพาะด้านอื่น ๆ ตามนิยามของตลาดนั้น

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความสามารถเหล่านี้ไม่ได้สำคัญเท่ากันสำหรับทุกองค์กร

องค์กรหนึ่งอาจให้ความสำคัญกับ Security มากที่สุด ขณะที่อีกองค์กรให้ความสำคัญกับ Scalability และอีกแห่งอาจต้องการ Integration กับ Legacy Systems

ดังนั้นคำถามไม่ได้อยู่เพียงว่า

“Product มี Feature อะไรบ้าง?”

แต่คือ

“Feature และ Capability เหล่านั้นสำคัญกับ Use Case ของเรามากแค่ไหน?”

นี่เป็นความแตกต่างระหว่างการทำ Feature Comparison แบบธรรมดากับการวิเคราะห์แบบ Use Case–driven Evaluation

Use Case คือหัวใจของ Critical Capabilities

แนวคิดของ Critical Capabilities มีประโยชน์มาก เพราะบังคับให้เรากลับไปถามคำถามพื้นฐานที่สุดก่อนเลือกเทคโนโลยีว่า

“เราจะเอาระบบนี้ไปทำอะไร?”

ตัวอย่างเช่น บริษัทสองแห่งกำลังเลือก Data Platform เหมือนกัน บริษัทแรกต้องการ Real-time Analytics จากข้อมูลจำนวนมหาศาล ส่วนบริษัทที่สองต้องการ Business Intelligence และ Reporting สำหรับผู้บริหาร

แม้ทั้งสองบริษัทกำลังซื้อสิ่งที่เรียกว่า Data Platform เหมือนกัน แต่ Use Case ต่างกัน ดังนั้นน้ำหนักของ Capabilities ก็ต้องต่างกัน

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่มี Product ที่เรียกว่า “ดีที่สุด” โดยปราศจากบริบท

ต้องถามต่อเสมอว่า

ดีที่สุดสำหรับอะไร?

และ

ดีที่สุดสำหรับใคร?

Magic Quadrant กับ Critical Capabilities ต่างกันอย่างไร?

เราสามารถจำความแตกต่างด้วยคำถามสองข้อ

Magic Quadrant:
“Provider รายนี้มีตำแหน่งอย่างไรในตลาด?”

Critical Capabilities:
“Offering นี้เหมาะกับ Use Case นี้เพียงใด?”

Magic Quadrant มองภาพกว้าง เช่น Vision, Execution, Strategy, Operations และความสามารถของ Provider ในตลาด ส่วน Critical Capabilities เจาะลงไปที่ความสามารถของ Product หรือ Service ที่เกี่ยวข้องกับ Use Cases ที่กำหนด

ดังนั้น Vendor ที่เป็น Leader ใน Magic Quadrant ไม่จำเป็นต้องได้ผลการประเมินดีที่สุดในทุก Use Case ของ Critical Capabilities

และนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ควรสรุปว่า

Leader = Product ดีที่สุดทุกด้าน

ตัวอย่าง: เลือกระบบ Cybersecurity

สมมติองค์กรกำลังเลือก Security Platform และมี Vendor A, B และ C

จาก Magic Quadrant เราอาจพบว่า A เป็น Leader, B เป็น Challenger และ C เป็น Visionary

แต่ Requirement ขององค์กรคือระบบต้องมีความสามารถสูงมากในการ Integrate กับ Security Infrastructure เดิม รองรับ Hybrid Environment และมี Automation สำหรับ Incident Response

เมื่อวิเคราะห์ระดับ Product อาจพบว่า Vendor C ซึ่งเป็น Visionary มี Capability ตรงกับ Use Case เหล่านี้มากที่สุด

ในกรณีนี้ การเลือก C ไม่ได้ขัดแย้งกับ Magic Quadrant เพราะ Magic Quadrant และ Critical Capabilities กำลังตอบ คนละคำถาม

สิ่งที่องค์กรควรทำคือใช้ข้อมูลทั้งสองส่วนประกอบกัน

จาก Gartner Critical Capabilities สู่ Evaluation Matrix ของเรา

แม้ Critical Capabilities จะช่วยให้เราเปรียบเทียบ Product ได้ละเอียดขึ้น แต่หลักเดิมจากตอนที่แล้วก็ยังใช้ได้ นั่นคือ

Gartner Evaluation ≠ Our Evaluation

องค์กรควรนำแนวคิด Capability และ Use Case มาสร้าง Evaluation Matrix ของตนเอง เช่น

Business Capability – 25%

ระบบช่วยตอบ Business Requirement ได้เพียงใด

Technical Capability – 20%

Architecture และ Technology ตรงกับความต้องการหรือไม่

Security – 15%

รองรับ Security Requirements หรือไม่

Integration – 15%

เชื่อมกับ Existing Systems ได้เพียงใด

Performance & Scalability – 10%

รองรับ Workload และ Growth หรือไม่

Operations – 10%

บริหาร ดูแล Monitor และ Support ได้ง่ายหรือไม่

Innovation – 5%

มี Roadmap และความสามารถใหม่ที่สำคัญต่ออนาคตหรือไม่

จากนั้นจึงให้คะแนน Product ตาม Use Case ขององค์กรจริง

แล้วถ้าตลาดไม่มี Magic Quadrant ล่ะ?

นี่เป็นคำถามสำคัญ เพราะไม่ใช่ทุกตลาดเทคโนโลยีจะมี Gartner Magic Quadrant

บางตลาดอาจเพิ่งเกิดขึ้น ผู้เล่นยังมีจำนวนไม่มาก รูปแบบผลิตภัณฑ์ยังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว Market Definition ยังไม่นิ่ง หรือการแข่งขันยังไม่เหมาะกับการนำ Providers มาเปรียบเทียบในรูปแบบ Magic Quadrant

ในสถานการณ์เช่นนี้ Gartner มี Research อีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Market Guide

Gartner Market Guide คืออะไร?

Gartner Market Guide ถูกใช้เพื่อช่วยทำความเข้าใจตลาดและ Providers โดยเฉพาะในตลาดที่ยังไม่เหมาะกับการจัดทำ Magic Quadrant Gartner อธิบายว่า Market Guide ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่าตลาดกำลังพัฒนาไปอย่างไร และ Providers ในตลาดมีลักษณะอย่างไร เพื่อประกอบการประเมินแนวทางการลงทุนหรือการจัดหาเทคโนโลยี

ถ้าจะจำแบบง่ายที่สุด

Market Guide = คู่มือทำความเข้าใจตลาด

จึงเหมาะกับคำถามว่า

“ตลาดนี้คืออะไร?”

“กำลังพัฒนาไปทางไหน?”

“มี Solution ประเภทใด?”

“มีผู้ให้บริการลักษณะใดบ้าง?”

และ

“องค์กรควรพิจารณาอะไรหากต้องเข้าสู่ตลาดนี้?”

Market Guide ไม่ใช่ Magic Quadrant แบบไม่มีกราฟ

ความเข้าใจผิดอีกอย่างคือการคิดว่า Market Guide เป็นเพียง Magic Quadrant ที่ไม่มีกราฟ

ความจริงวัตถุประสงค์ต่างกัน

Magic Quadrant มีโครงสร้างสำหรับวิเคราะห์ตำแหน่ง Providers ในตลาดตาม Ability to Execute และ Completeness of Vision ขณะที่ Market Guide มุ่งช่วยให้เรา ทำความเข้าใจตลาด

ดังนั้นเมื่ออ่าน Market Guide ไม่ควรถามว่า

“Vendor ไหนเป็น Leader?”

เพราะ Market Guide ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัด Providers เข้า Quadrants

คำถามที่ควรถามคือ

“ตลาดนี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และเราควรเข้าใจอะไรเกี่ยวกับมันก่อนลงทุน?”

Representative Vendors หมายความว่าอะไร?

ใน Market Guide เราอาจพบรายชื่อ Representative Vendors

คำนี้ต้องตีความอย่างระมัดระวัง

การที่ Vendor ถูกยกเป็น Representative Vendor ไม่ควรถูกตีความว่า Gartner จัดอันดับหรือรับรองว่าเป็น Vendor ที่ดีที่สุด และรายชื่อดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องเป็นรายชื่อผู้ให้บริการทั้งหมดในตลาด

ดังนั้นอย่าแปลง

Representative Vendor

ให้กลายเป็น

Recommended Vendor

เพราะเป็นคนละความหมายกัน

รายชื่อเหล่านี้ควรใช้เพื่อช่วยให้เราเห็นตัวอย่างของผู้เล่นและโครงสร้างตลาด แล้วนำไปศึกษาต่อด้วย Market Research ขององค์กรเอง

Market Guide เหมาะกับเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างไร?

ลองสมมติว่ามี Technology Category ใหม่เกิดขึ้น เช่น ระบบที่เกี่ยวข้องกับ AI Governance, AI Security หรือเทคโนโลยีใหม่ที่ตลาดยังอยู่ระหว่างการกำหนดรูปแบบ

ในช่วงแรกเราอาจพบ Vendor หลายประเภท บางรายเป็น Startup บางรายเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่เพิ่ม Feature เข้าไปใน Platform เดิม ขณะที่บางรายสร้าง Solution เฉพาะทาง

ตลาดแบบนี้ยังตอบยากว่า

ใครเป็นคู่แข่งโดยตรงกับใคร?

Capability มาตรฐานควรมีอะไร?

Business Model ที่เหมาะสมคืออะไร?

ตลาดจะรวมตัวหรือแตกเป็น Segment ใหม่?

จึงอาจเร็วเกินไปที่จะถามว่า

“ใครเป็น Leader?”

คำถามที่เหมาะสมกว่าคือ

“ตลาดนี้กำลังก่อตัวอย่างไร?”

นี่คือสิ่งที่ Market Guide ช่วยเราได้

Market Guide กับ Hype Cycle เชื่อมกันอย่างไร?

เมื่อเริ่มมองเครื่องมือ Gartner หลายชนิดร่วมกัน เราจะเห็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ

สมมติเทคโนโลยีหนึ่งเริ่มปรากฏบน Hype Cycle

องค์กรเห็นว่าเทคโนโลยีมีศักยภาพและตัดสินใจ Study หรือ Experiment

คำถามต่อมาคือ

“ตลาดของเทคโนโลยีนี้มีลักษณะอย่างไร?”

หากตลาดยังใหม่ อาจใช้ Market Guide

เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดมีความ Mature มากขึ้น มี Providers ชัดเจน และการแข่งขันมีโครงสร้างมากขึ้น อาจมี Magic Quadrant

เมื่อองค์กรต้องเลือก Offering สำหรับ Use Case เฉพาะ ก็สามารถลงรายละเอียดผ่าน Critical Capabilities

จึงสามารถจำเป็นเส้นทางได้ว่า

Hype Cycle → Market Guide → Magic Quadrant → Critical Capabilities

แต่ต้องย้ำว่านี่ไม่ใช่ Lifecycle อย่างเป็นทางการที่ทุกตลาดต้องเดินตามลำดับนี้ เป็นเพียงกรอบคิดเพื่อช่วยให้เราเข้าใจว่าเครื่องมือแต่ละชนิดตอบคำถามคนละระดับ

4 คำถาม 4 เครื่องมือ

เราสามารถสรุปเครื่องมือที่เรียนมาถึงตอนนี้ด้วยคำถามง่าย ๆ สี่ข้อ

1. Technology พร้อมแค่ไหน?
→ Hype Cycle

2. Market นี้คืออะไรและกำลังไปทางไหน?
→ Market Guide

3. Providers ในตลาดมีตำแหน่งอย่างไร?
→ Magic Quadrant

4. Product/Service ไหนเหมาะกับ Use Case?
→ Critical Capabilities

เพียงจำสี่คำถามนี้ได้ เราก็ลดโอกาสใช้ Gartner ผิดประเภทลงได้มาก

ตัวอย่าง: องค์กรสนใจ Generative AI Platform

สมมติองค์กรต้องการสร้าง Generative AI Platform สำหรับใช้งานภายใน

ขั้นแรกอาจศึกษาว่า Generative AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมี Maturity และแนวโน้มอย่างไรจากงานวิจัยประเภท Hype Cycle

จากนั้นศึกษาตลาดว่า Solution ประเภทใดกำลังเกิดขึ้น ตลาดแบ่งเป็นกลุ่มใด และมี Providers แบบใดผ่าน Research ที่เหมาะสม เช่น Market Guide หากมีสำหรับตลาดนั้น

เมื่อ Market มี Definition และการแข่งขันที่เหมาะกับ Magic Quadrant ก็อาจใช้ MQ เพื่อทำความเข้าใจ Provider Landscape

หลังจากได้ Candidate Vendors แล้ว Critical Capabilities หรือการประเมิน Product ตาม Use Cases จะช่วยตอบว่า Offering ใดเหมาะกับงาน เช่น Enterprise Knowledge Assistant, Coding Assistant, Customer Service หรือ Workflow Automation

สุดท้ายจึงนำข้อมูลทั้งหมดกลับมาเทียบกับ

Business Requirements + Architecture + Data + Security + Cost + Skills + Governance

ก่อนตัดสินใจ

นี่คือการใช้ Gartner เป็น Decision Support System ทางความคิด แทนการใช้รายงานเพียงฉบับเดียวตัดสินใจ

อย่าลืมว่า Use Case มาก่อน Product

บทเรียนสำคัญจาก Critical Capabilities คือ

อย่าเริ่มจาก Product แล้วค่อยหา Use Case

แต่ควรเริ่มจาก

Problem → Use Case → Requirements → Capabilities → Product

ตัวอย่างเช่น อย่าเริ่มว่า

“บริษัทเราต้องซื้อ Generative AI Platform”

แต่ควรเริ่มว่า

“เราต้องการลดเวลาค้นหาองค์ความรู้ภายในองค์กรจาก 30 นาทีเหลือไม่เกิน 5 นาที”

จากนั้นจึงถามว่า Technology และ Capabilities แบบใดช่วยแก้ปัญหานี้ได้

แนวคิดนี้ช่วยป้องกันสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยใน Digital Transformation คือ

Technology Looking for a Problem

หรือการซื้อเทคโนโลยีมาแล้วค่อยพยายามหางานให้มันทำ

จาก Market Guide สู่ Market Intelligence

Market Guide ยังสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Market Intelligence ขององค์กรได้ โดยไม่ควรหยุดเพียงรายชื่อ Vendors แต่ควรศึกษาเพิ่มเติมว่า ตลาดมี Segment อะไรบ้าง รูปแบบ Pricing เป็นอย่างไร Technology Stack กำลังเปลี่ยนไปทางไหน มี Standards อะไรกำลังเกิดขึ้น มี Regulatory Issues หรือไม่ และตลาดมีแนวโน้ม Consolidation หรือ Fragmentation

จากนั้นองค์กรสามารถสร้าง Technology Market Map ของตัวเอง

เช่น

Technology Category → Market Segment → Provider → Product → Capability → Use Case → Cost → Risk

ข้อมูลแบบนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการสร้าง Technology Roadmap และ Procurement Strategy

Gartner ไม่ควรเป็นแหล่งข้อมูลเดียว

แม้ Gartner จะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ แต่การตัดสินใจที่ดีควรใช้ข้อมูลหลายแหล่ง

อาจประกอบด้วย Gartner, Forrester, IDC, งานวิจัยทางวิชาการ, Industry Standards, Vendor Documentation, Customer References, Proof of Concept และข้อมูลจากทีมงานภายใน

โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

ดังนั้นแนวคิดที่เหมาะสมคือ

Multiple Sources → Analysis → Organizational Context → Decision

ไม่ใช่

One Report → Decision

จาก Research สู่การจัดซื้อจริง

เมื่อนำเครื่องมือที่เรียนมาใช้กับ Procurement เราสามารถสร้างกระบวนการได้ประมาณนี้

Business Problem

Define Use Case

Define Requirements

Technology Research

Hype Cycle / Trend Analysis

Market Guide / Market Research

Magic Quadrant / Provider Landscape

Critical Capabilities / Product Evaluation

Vendor Longlist

Shortlist

RFI / RFP

PoC

Technical + Security + Commercial Evaluation

Decision

กระบวนการนี้อาจดูยาว แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นด้วยคำถามผิด เช่น

“จะซื้อยี่ห้อไหนดี?”

ทั้งที่ยังไม่ตอบเลยว่า

“เราต้องการแก้ปัญหาอะไร?”

Checklist: เมื่อไรควรใช้ Critical Capabilities?

ควรพิจารณา Critical Capabilities เมื่อเรารู้แล้วว่าตลาดใดเกี่ยวข้องกับเรา มี Candidate Providers หลายราย ต้องการเปรียบเทียบ Product หรือ Service ในรายละเอียด และมี Use Case ค่อนข้างชัดเจน

คำถามหลักคือ

“Offering ไหนเหมาะกับงานของเรา?”

Checklist: เมื่อไรควรใช้ Market Guide?

ควรพิจารณา Market Guide เมื่อกำลังศึกษาตลาดที่ยังใหม่ ตลาดที่ไม่พบ Magic Quadrant หรือเมื่อต้องการเข้าใจ Market Dynamics, Provider Landscape และทิศทางของ Solution ก่อนสร้าง Vendor Longlist

คำถามหลักคือ

“ก่อนจะเลือก Vendor เราเข้าใจตลาดนี้ดีพอหรือยัง?”

สรุป

Gartner Critical Capabilities และ Gartner Market Guide เป็นเครื่องมือที่ช่วยเติมช่องว่างที่ Magic Quadrant ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตอบทั้งหมด Critical Capabilities ช่วยเปลี่ยนมุมมองจาก Vendor → Product → Capability → Use Case ขณะที่ Market Guide ช่วยเปลี่ยนตลาดที่ยังดูสับสนให้กลายเป็นภาพที่มีโครงสร้างมากขึ้น Market → Direction → Providers → Considerations ดังนั้นเมื่อรวมเครื่องมือที่เราเรียนมาถึงตอนนี้ จะได้ภาพที่ชัดขึ้นว่า Hype Cycle = Technology Maturity

Market Guide = Market Understanding

Magic Quadrant = Provider Positioning

Critical Capabilities = Product/Service + Use Case Fit

และหลักคิดที่สำคัญที่สุดยังคงเหมือนเดิมคือ อย่าถามว่า “อะไรดีที่สุด?” โดยไม่ถามต่อว่า “ดีที่สุดสำหรับอะไร และดีที่สุดสำหรับใคร?” เพราะเทคโนโลยีที่ดี ตลาดที่น่าสนใจ Vendor ที่แข็งแกร่ง และ Product ที่มีความสามารถสูง ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับองค์กรของเราเสมอไป สิ่งที่ต้องเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันคือ Business Problem, Use Case และ Organizational Context 

#Gartner #Gartner101 #CriticalCapabilities #MarketGuide #MagicQuadrant #HypeCycle #VendorSelection #TechnologyStrategy #ITStrategy #DigitalTransformation

.

------------------------

ที่มาข้อมูล

www.gartner.com

รวบรวมข้อมูลและรูปภาพ

www.iok2u.com

------------------------

รวมเรื่องราวน่ารู้จาก Gartner

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward