Gartner101-08 Gartner Market Forecast และ Market Share คืออะไร

Gartner Market Forecast และ Market Share คืออะไร? มองอนาคตตลาดและการแข่งขันผ่านข้อมูล
ในตอนที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ว่า Gartner มีเครื่องมือหลายประเภทที่ตอบคำถามแตกต่างกัน ตั้งแต่ Hype Cycle ที่ช่วยมองระดับความพร้อมและความคาดหวังต่อเทคโนโลยี Market Guide ที่ช่วยทำความเข้าใจตลาด Magic Quadrant ที่ช่วยมองตำแหน่งของ Technology Providers และ Critical Capabilities ที่ช่วยเจาะลึกความเหมาะสมของ Product หรือ Service กับ Use Case แต่เมื่อผู้บริหารต้องวางแผนงบประมาณ ลงทุน หรือกำหนดกลยุทธ์ระยะหลายปี ยังมีคำถามสำคัญอีกชุดหนึ่งว่า “ตลาดนี้มีขนาดเท่าไร? กำลังเติบโตหรือหดตัว? อีก 3–5 ปีจะเป็นอย่างไร? และผู้ให้บริการรายใดกำลังได้หรือเสียส่วนแบ่งตลาด?”
คำถามเหล่านี้ต้องอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณมากขึ้น และเป็นพื้นที่ของงานวิจัยสองประเภทที่สำคัญของ Gartner ได้แก่ Market Forecast และ Market Share
ถ้าอธิบายอย่างง่ายที่สุด Market Forecast = มองไปข้างหน้า
ส่วน Market Share = มองว่าในตลาดที่เกิดขึ้นแล้ว รายได้ถูกแบ่งระหว่างผู้เล่นอย่างไร
เมื่อใช้สองมุมมองร่วมกัน เราจะไม่ได้รู้เพียงว่าเทคโนโลยีใดกำลังเป็นกระแส แต่เริ่มมองเห็น ทิศทางเชิงเศรษฐกิจของตลาดเทคโนโลยี
Gartner Market Forecast คืออะไร?
Gartner อธิบายงาน Market Forecast ว่าเป็นการใช้ข้อมูลและแบบจำลองเพื่อคาดการณ์การใช้จ่ายและทิศทางของตลาดเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผน การจัดสรรทรัพยากร และการประเมินโอกาสทางธุรกิจ Gartner Market Forecast methodology
หัวใจสำคัญของ Forecast คือคำว่า อนาคต
สมมติวันนี้ตลาดหนึ่งมีมูลค่า 100,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ เพราะตลาดดังกล่าวอาจกำลังเติบโตปีละ 20% หรืออาจกำลังหดตัวปีละ 10% ก็ได้
ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริหารสนใจจึงไม่ใช่เพียง “ตลาดใหญ่แค่ไหน?”
แต่ต้องถามต่อว่า “ตลาดกำลังไปทางไหน?”
Forecast ไม่ใช่การทำนายอนาคตแบบฟันธง คำว่า Forecast บางครั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการ “ทำนายว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นแน่นอน” ในความเป็นจริง Forecast ควรถูกมองเป็น การประมาณการบนพื้นฐานของข้อมูล สมมติฐาน แบบจำลอง และความรู้เกี่ยวกับตลาดที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ดังนั้น Forecast สามารถเปลี่ยนแปลงได้
หากเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอย กฎระเบียบใหม่ สงคราม การขาดแคลน Semiconductor เทคโนโลยีใหม่ การควบรวมกิจการ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ตัวเลข Forecast ก็อาจต้องถูกปรับตามข้อมูลใหม่
หลักคิดจึงเป็น Forecast ≠ Fact แต่ Forecast = Informed Estimate หรือการประมาณการอย่างมีหลักฐานและแบบจำลองรองรับ
ตัวเลขอะไรที่เรามักพบใน Market Forecast?
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Forecast มักทำให้เราพบคำศัพท์ทางธุรกิจหลายคำ เช่น Market Size, Spending, Growth Rate, CAGR และ Forecast Period
Market Size – ขนาดตลาด
Market Size คือมูลค่าของตลาดตามนิยามและช่วงเวลาที่กำหนด
ตัวอย่างเช่น สมมติตลาด AI Infrastructure มีมูลค่า 100,000 ล้านบาทในปีหนึ่ง
ตัวเลข 100,000 ล้านบาทคือ Market Size ภายใต้ Definition ของตลาดนั้น
แต่ต้องระวังว่า Market Definition สำคัญมาก
เพราะคำว่า “AI Market” อาจรวม Hardware, Software และ Services ในรายงานหนึ่ง แต่รายงานอีกฉบับอาจนับเฉพาะ Software
ดังนั้นตัวเลข Market Size จากคนละแหล่งอาจแตกต่างกันมากโดยที่ไม่มีฝ่ายใดผิด เพราะกำลังวัด คนละตลาด
ก่อนเปรียบเทียบตัวเลขจึงต้องถามเสมอว่า
“เขานับอะไรอยู่ในตลาดนี้?”
Growth Rate – ตลาดกำลังโตเร็วแค่ไหน?
หาก Market Size บอกว่า “วันนี้ตลาดใหญ่แค่ไหน” Growth Rate จะช่วยบอกว่า
“ตลาดกำลังเปลี่ยนเร็วแค่ไหน?”
สมมติตลาด A มีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท แต่โตปีละ 3%
ตลาด B มีมูลค่าเพียง 100,000 ล้านบาท แต่โตปีละ 30%
หากดูเฉพาะ Market Size เราอาจสนใจตลาด A
แต่หากมอง Growth Rate ตลาด B อาจเป็น Emerging Opportunity ที่น่าสนใจกว่า
อย่างไรก็ตาม ตลาดที่โตเร็วไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องลงทุนเสมอ เพราะอัตราการเติบโตต้องถูกพิจารณาร่วมกับ Competition, Regulation, Risk, Profitability และ Strategic Fit
CAGR คืออะไร?
หนึ่งในตัวเลขที่พบเป็นประจำในรายงานตลาดคือ CAGR – Compound Annual Growth Rate หรืออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น
CAGR ช่วยตอบคำถามว่า หากตลาดเติบโตจากมูลค่าเริ่มต้นไปสู่มูลค่าปลายทางในช่วงหลายปี อัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นต่อปีเท่ากับเท่าไร
สูตรคือ
CAGR = (มูลค่าปลายทาง ÷ มูลค่าเริ่มต้น)^(1/จำนวนปี) – 1
ตัวอย่างเช่น ตลาดมีมูลค่า 100 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 200 ล้านบาทใน 5 ปี CAGR จะอยู่ที่ประมาณ 14.9% ต่อปี
แต่ต้องเข้าใจว่า CAGR เป็นการทำให้เส้นทางการเติบโตดูเป็นอัตราเฉลี่ย
ในโลกจริงตลาดอาจโต
ปีแรก +5%
ปีสอง +30%
ปีสาม -5%
ปีสี่ +20%
ปีห้า +25%
ดังนั้น
CAGR ไม่ได้หมายความว่าตลาดโตเท่ากันทุกปี
เป็นเพียงค่าที่ช่วยสรุปการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงเวลาให้เข้าใจง่ายขึ้น
Market Forecast มีประโยชน์กับผู้บริหารอย่างไร?
ประโยชน์สำคัญของ Forecast คือช่วยนำข้อมูลตลาดเข้ามาประกอบ Strategic Planning
สมมติองค์กรกำลังวาง Technology Roadmap 5 ปี และพบว่าการใช้จ่ายในเทคโนโลยีบางประเภทมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่อง
ข้อมูลนี้สามารถนำมาตั้งคำถามว่า
เราควรสร้าง Skills ด้านนี้หรือไม่?
Infrastructure ต้องเปลี่ยนหรือไม่?
Budget ในอีก 3 ปีควรเพิ่มหรือลด?
Vendor Ecosystem จะเติบโตหรือไม่?
Talent จะหายากขึ้นหรือไม่?
ต้นทุนจะเปลี่ยนอย่างไร?
คู่แข่งจะลงทุนด้านนี้หรือไม่?
Forecast จึงไม่ได้มีประโยชน์เพียงกับบริษัทที่ขายเทคโนโลยี แต่ยังมีประโยชน์กับ Technology Buyer ด้วย
ตัวอย่าง: Forecast กับการวางแผน Cloud
สมมติองค์กรพบว่าแนวโน้มการใช้จ่าย Public Cloud ยังคงเติบโต
ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่า
“ทุกระบบต้องย้ายขึ้น Cloud”
แต่ควรนำมาใช้ตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ เช่น
Application ใหม่ควรเป็น Cloud-first หรือไม่?
Data Center Investment ควรเปลี่ยนอย่างไร?
ทีม Infrastructure ต้องพัฒนา Cloud Skills แค่ไหน?
FinOps จำเป็นหรือไม่?
Cybersecurity Architecture ต้องเปลี่ยนอย่างไร?
Contract กับ Cloud Providers ควรวางระยะยาวแบบใด?
นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยน
Market Forecast → Strategic Question
แทนการเปลี่ยน
Market Forecast → Buy
Gartner Market Share คืออะไร?
หาก Market Forecast ช่วยให้เรามองอนาคต Market Share จะช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างการแข่งขันของตลาดในช่วงเวลาที่วิเคราะห์
Gartner อธิบาย Market Share Analysis ว่าเป็นการติดตามและวิเคราะห์รายได้ของ Providers ในตลาดเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้เห็นผลการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาด Gartner Market Share methodology
สูตรพื้นฐานของ Market Share สามารถเข้าใจได้ง่ายว่า Market Share = รายได้ของบริษัทในตลาด ÷ รายได้รวมของตลาด × 100
ตัวอย่างเช่น หากตลาดมีมูลค่า 100,000 ล้านบาท และ Vendor A มีรายได้จากตลาดนั้น 30,000 ล้านบาท
Vendor A มี Market Share ประมาณ 30% แต่เช่นเดียวกับ Market Size สิ่งสำคัญคือ ต้องใช้ Market Definition เดียวกัน ไม่เช่นนั้นตัวเลข Market Share จะเปรียบเทียบกันไม่ได้
Market Share บอกอะไรเราได้บ้าง?
ข้อมูล Market Share ช่วยให้เราเห็นว่า
ใครเป็นผู้เล่นรายใหญ่?
ตลาดกระจุกตัวหรือกระจายตัว?
Vendor รายใดกำลังเติบโต?
Vendor รายใดกำลังเสียส่วนแบ่ง?
มีผู้เล่นใหม่เข้ามาหรือไม่?
การแข่งขันกำลังเปลี่ยนอย่างไร?
ตัวอย่างเช่น Vendor A ยังเป็นอันดับหนึ่งด้วย Market Share 40% แต่ปีที่แล้วมี 50%
ขณะที่ Vendor B เพิ่มจาก 15% เป็น 25%
ถ้าดูเฉพาะปีปัจจุบัน เราจะสรุปว่า A คือ Market Leader
แต่ถ้าดู Trend เราจะเห็นอีกเรื่องว่า A กำลังเสีย Share และ B กำลังโตเร็ว
ดังนั้นในการวิเคราะห์ตลาด Direction อาจสำคัญพอ ๆ กับ Position
Market Share สูงไม่ได้หมายความว่า Product ดีที่สุด
นี่เป็นหลักคิดเดียวกับ Magic Quadrant Vendor ที่มี Market Share สูงอาจมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ Brand แข็งแรง Distribution ดี หรือเข้าสู่ตลาดมาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่า Product จะเหมาะกับ Use Case ของเราที่สุด ในทางกลับกัน Vendor ใหม่ที่มี Market Share เพียง 2% อาจมี Technology ที่เหมาะกับงานของเรามากกว่า ดังนั้น Market Leader ≠ Best Product for Us
เช่นเดียวกับ Magic Quadrant Leader ≠ Best Vendor for Everyone
ข้อมูลตลาดช่วยให้เราเข้าใจ Context แต่ไม่ควรแทน Product Evaluation
Market Share กับ Magic Quadrant ต่างกันอย่างไร?
สองเครื่องมือนี้ถูกนำไปสับสนกันได้ง่าย
Market Share ถามว่า
“ใครมีรายได้หรือส่วนแบ่งตลาดเท่าไร?”
ขณะที่ Magic Quadrant ถามในภาพรวมว่า
“Provider มีตำแหน่งอย่างไรเมื่อประเมิน Ability to Execute และ Completeness of Vision ตาม Methodology ของตลาดนั้น?”
ดังนั้น Vendor ที่มี Market Share สูงที่สุดไม่จำเป็นต้องอยู่ขวาบนที่สุดใน Magic Quadrant และ Vendor ที่เป็น Leader ใน Magic Quadrant ก็ไม่จำเป็นต้องมี Market Share สูงที่สุด
เพราะกำลังวัด คนละสิ่ง
Market Forecast กับ Market Share ต้องอ่านร่วมกัน
หากดู Market Share อย่างเดียว เราจะรู้ว่าใครแข็งแรงวันนี้
หากดู Market Forecast อย่างเดียว เราจะรู้ว่าตลาดอาจไปทางไหน
แต่เมื่อใช้ร่วมกัน เราสามารถตั้งคำถามที่น่าสนใจมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น
ตลาดกำลังโต 20% ต่อปี
Vendor A มี Share 40% แต่ลดลงต่อเนื่อง
Vendor B มี Share 20% แต่เติบโตเร็วกว่าตลาด
Vendor C เป็น Startup มี Share เพียง 3% แต่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภาพแบบนี้ทำให้เราเริ่มเห็น Market Dynamics
ไม่ใช่เพียง Market Snapshot
Market Growth กับ Market Share Growth ไม่เหมือนกัน
สมมติตลาดโต 20%
Vendor A มีรายได้โต 10%
แม้รายได้ของ A จะเพิ่มขึ้น แต่ A อาจกำลัง เสีย Market Share เพราะโตช้ากว่าตลาด
ในทางกลับกัน Vendor B โต 40%
B มีโอกาสเพิ่ม Market Share เพราะโตเร็วกว่าตลาด
นี่เป็นแนวคิดสำคัญมากในการวิเคราะห์การแข่งขัน
จึงควรแยกคำว่า
Revenue Growth
ออกจาก
Market Share Growth
เพราะบริษัทสามารถมีรายได้เพิ่มแต่ส่วนแบ่งตลาดลดลงได้
จากข้อมูลตลาดสู่ Market Intelligence
เมื่อรวม Market Forecast และ Market Share เราสามารถเริ่มสร้าง Market Intelligence ได้
ตัวอย่างกรอบวิเคราะห์คือ
Market Size → Growth → Forecast → Segments → Providers → Market Share → Share Trend → Technology → Risk → Opportunity
วิธีนี้ทำให้เราไม่ได้มองตลาดเพียงตัวเลขเดียว แต่เห็นโครงสร้างของตลาดในหลายมิติ
สำหรับองค์กรที่ขายเทคโนโลยี ข้อมูลนี้ช่วยในการกำหนด
Product Strategy
Sales Strategy
Geographic Expansion
Pricing
Partnership
Investment
และ Competitive Strategy
สำหรับองค์กรที่ซื้อเทคโนโลยี ข้อมูลเดียวกันช่วยประเมิน
Vendor Stability
Technology Direction
Supplier Risk
Negotiation Power
Ecosystem
และ Long-term Viability
อย่าหลงกับตัวเลข CAGR สูง ๆ
ตลาดเทคโนโลยีใหม่มักมี CAGR สูงมาก แต่ต้องดู ฐานของตลาด
ตัวอย่างเช่น ตลาด A เพิ่มจาก 1 ล้านบาทเป็น 2 ล้านบาท เท่ากับโต 100%
ตลาด B เพิ่มจาก 1,000 ล้านบาทเป็น 1,100 ล้านบาท เท่ากับโตเพียง 10%
ในเชิงเปอร์เซ็นต์ A ดูน่าตื่นเต้นมาก แต่ในเชิงมูลค่าจริง B เพิ่มขึ้นถึง 100 ล้านบาท ขณะที่ A เพิ่มเพียง 1 ล้านบาท
ดังนั้นต้องดูทั้ง
Growth Rate + Absolute Growth
และควรดู
Market Size + CAGR + Forecast Period
พร้อมกัน
Forecast ระยะไกลยิ่งต้องระวัง
หลักทั่วไปของ Forecast คือยิ่งมองอนาคตไกล ความไม่แน่นอนยิ่งสูง
Forecast 1 ปีอาจมีข้อมูลรองรับค่อนข้างมาก
Forecast 3 ปีมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
Forecast 10 ปีต้องเผชิญกับตัวแปรจำนวนมหาศาล
โดยเฉพาะเทคโนโลยี เช่น AI, Quantum Computing หรือ Emerging Technologies ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นตัวเลข Forecast ไม่ควรถูกนำไปใช้แบบ
“ปี 2035 ตลาดจะมีมูลค่าเท่านี้แน่นอน”
ควรพูดว่า
“ภายใต้สมมติฐานและข้อมูลในช่วงที่จัดทำ Forecast ตลาดถูกประมาณว่าจะ...”
การใช้ภาษาที่ถูกต้องช่วยป้องกันการตีความข้อมูลเกินความแม่นยำที่มันมี
Forecast ควรนำไปสร้าง Scenario
วิธีใช้ Forecast ที่มีประโยชน์มากกว่าการเชื่อตัวเลขเดียวคือสร้าง Scenario Planning
ตัวอย่างเช่น
Conservative Scenario
ตลาดโต 5%
Base Scenario
ตลาดโต 10%
Optimistic Scenario
ตลาดโต 20%
จากนั้นถามว่า
ถ้าเกิดแต่ละ Scenario องค์กรจะทำอย่างไร?
ต้องลงทุนเท่าไร?
ต้องมีคนกี่คน?
ต้องเพิ่ม Capacity เมื่อไร?
Budget จะเปลี่ยนอย่างไร?
วิธีนี้ทำให้ Forecast กลายเป็นเครื่องมือสำหรับ Preparedness มากกว่าการพยายามทำนายอนาคตให้แม่นยำ 100%
เชื่อมเครื่องมือ Gartner ที่เรียนมาทั้งหมด
ตอนนี้เราสามารถนำเครื่องมือที่เรียนมาต่อกันเป็นภาพใหญ่ได้แล้ว
Strategic Technology Trends
→ อนาคตมีอะไรน่าจับตา?
Hype Cycle
→ เทคโนโลยีอยู่ในระดับ Maturity และ Expectation ใด?
Market Guide
→ ตลาดนี้คืออะไรและกำลังพัฒนาอย่างไร?
Magic Quadrant
→ Providers ในตลาดมีตำแหน่งอย่างไร?
Critical Capabilities
→ Product หรือ Service เหมาะกับ Use Case ใด?
Market Forecast
→ ตลาดกำลังจะเติบโตหรือเปลี่ยนไปอย่างไร?
Market Share
→ วันนี้รายได้ในตลาดแบ่งระหว่าง Providers อย่างไร?
เมื่อใช้ร่วมกัน เราจะเริ่มเห็น
Trend + Technology + Market + Provider + Product + Growth + Competition
ซึ่งเป็นภาพที่มีประโยชน์มากกว่าการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงลำพัง
ตัวอย่าง: วิเคราะห์ตลาด AI
สมมติองค์กรกำลังสนใจลงทุนด้าน AI
แทนที่จะถามว่า
“AI มาแรง เราควรซื้ออะไร?”
เราสามารถเปลี่ยนเป็นกระบวนการคิดว่า
Strategic Trends บอกอะไรเกี่ยวกับ AI?
AI Technology แต่ละประเภทอยู่ช่วงใดของ Hype Cycle?
ตลาด AI ที่เราสนใจถูกนิยามอย่างไร?
มี Providers ใครบ้าง?
Offering ใดตรงกับ Use Case?
ตลาดนี้มีขนาดเท่าไร?
Forecast เติบโตอย่างไร?
Vendor ใดกำลังเพิ่ม Market Share?
Technology มีความเสี่ยงอะไร?
องค์กรพร้อมแค่ไหน?
สุดท้ายจึงถามว่า
“เราควร Watch, Study, Experiment, Pilot, Invest หรือ Scale?”
นี่คือการเปลี่ยนจาก Trend Following ไปสู่ Evidence-based Technology Strategy
ข้อควรระวังในการใช้ข้อมูล Market Forecast และ Market Share
ก่อนนำตัวเลขไปใช้ ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า
Market Definition คืออะไร — กำลังนับ Product และ Service ประเภทใด
Geography คือที่ไหน — Global, Asia-Pacific, ASEAN หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง
Currency คืออะไร — และมีผลจาก Exchange Rate หรือไม่
Period คือช่วงไหน — Calendar Year หรือ Fiscal Year
Historical หรือ Forecast — ตัวเลขใดเกิดขึ้นแล้ว ตัวเลขใดเป็นการประมาณ
Growth เป็น YoY หรือ CAGR
Data Source และ Methodology คืออะไร
วันที่จัดทำข้อมูลเมื่อไร
เพราะตัวเลขที่ดูเหมือนเหมือนกันอาจกำลังพูดถึงคนละตลาด
อย่าใช้ Forecast เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว
อีกความเสี่ยงหนึ่งคือ Confirmation Bias
เช่น ผู้บริหารตัดสินใจแล้วว่าจะลงทุน AI จากนั้นจึงไปค้นหา Forecast ที่บอกว่าตลาด AI โตสูงเพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจ
วิธีที่ดีกว่าคือใช้ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน
ถามทั้งด้านสนับสนุนและด้านคัดค้าน เช่น
ตลาดโตจริงหรือไม่?
Segment ที่เราสนใจโตหรือไม่?
Competition สูงแค่ไหน?
Margin เป็นอย่างไร?
Technology Risk คืออะไร?
มี Substitute หรือไม่?
Regulation จะเปลี่ยนหรือไม่?
ข้อมูลควรถูกใช้เพื่อ Challenge Decision ไม่ใช่เพียง Justify Decision
สรุป
Gartner Market Forecast และ Market Share เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มมิติด้าน ตัวเลขและการแข่งขัน ให้กับการวิเคราะห์เทคโนโลยี Market Forecast ช่วยตอบว่า “ตลาดกำลังจะไปทางไหน?”
ส่วน Market Share ช่วยตอบว่า “ตลาดวันนี้แบ่งอยู่ในมือของใครบ้าง และการแข่งขันกำลังเปลี่ยนอย่างไร?” แต่ตัวเลขเหล่านี้ต้องอ่านอย่างมีบริบท
Market Size ใหญ่ ≠ ต้องลงทุน
CAGR สูง ≠ ตลาดดีเสมอ
Market Share สูง ≠ Product ดีที่สุด
Forecast ≠ Future Fact
และ Market Leader ≠ Best Vendor for Us
สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่ตัวเลข Forecast เพียงตัวเดียว แต่คือการนำ Market Size + Growth + Forecast + Market Share + Competitive Trend มาประกอบกับ Strategy ขององค์กร เมื่อทำเช่นนี้ Gartner จะไม่ได้ช่วยเพียงตอบว่า “ตลาดกำลังโตเท่าไร?” แต่จะช่วยให้เราตั้งคำถามที่สำคัญกว่าได้ว่า “ถ้าตลาดกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ องค์กรของเราควรเตรียมตัวอย่างไร?” และจากจุดนี้เราจะเข้าสู่หัวข้อที่ใหญ่ขึ้น เพราะหลังจากรู้วิธีวิเคราะห์ Technology, Market, Vendor, Product และตัวเลขตลาดแล้ว เราต้องมองไปข้างหน้าว่า เทคโนโลยีใดมีโอกาสสร้างผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรในอนาคต
#Gartner #Gartner101 #MarketForecast #MarketShare #MarketResearch #MarketIntelligence #TechnologyTrends #ITStrategy #TechnologyStrategy #DigitalTransformation
.
------------------------
ที่มาข้อมูล
รวบรวมข้อมูลและรูปภาพ


