ปัญหาขั้นตอนที่ซับซ้อน ล่าช้า และเต็มไปด้วยเอกสาร "Red Tape"

เจาะลึก "Red Tape" ภาระแฝงแสนล้านในระบบราชการไทย เมื่อขั้นตอนสำคัญกว่าผลลัพธ์
ในบรรดาปัญหาโครงสร้างของระบบราชการไทย ปัญหาที่ประชาชนและภาคธุรกิจสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดและบ่นถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง "ขั้นตอนที่ซับซ้อน ล่าช้า และเต็มไปด้วยเอกสาร" หรือที่สากลเรียกว่า "Red Tape" (เทปแดง)
คำว่า Red Tape มีที่มาจากในอดีตที่เจ้าหน้าที่รัฐมักใช้เชือกหรือริบบิ้นสีแดงผูกมัดเอกสารราชการที่มีความสำคัญ ทำให้การจะเข้าถึงหรือดำเนินการเรื่องนั้นๆ ต้องผ่านการ "แก้ปมเชือกสีแดง" มากมาย จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล่าช้า ระเบียบหยุมหยิม และการยึดติดกับพิธีการจนเกินความจำเป็น
บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ถึงแก่นของปัญหา มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ และทางออกที่เป็นไปได้ในการ "ตัดปม" นี้ออกจากระบบราชการไทย
การวิเคราะห์ปัญหา: ทำไมราชการไทยจึงเต็มไปด้วย Red Tape?
ปัญหาขั้นตอนที่ซับซ้อนในระบบราชการไทย ไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้านของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรที่ฝังรากลึก
วัฒนธรรมการทำงานที่เน้น "การป้องกันความผิดพลาด" (Risk Aversion): ระบบราชการไทยถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมและป้องกันการทุจริต (ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี) แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการสร้างระเบียบ กฎเกณฑ์ และขั้นตอนการตรวจสอบที่มากเกินพอดี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครต้องรับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาด เจ้าหน้าที่จึงมักทำงานแบบ "Play Safe" ยึดตามตัวหนังสือในระเบียบอย่างเคร่งครัด มากกว่าการใช้ดุลยพินิจเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน
กับดักของ "หนังสือสั่งการ" และ "ลายเซ็น": การอนุมัติเรื่องหนึ่งเรื่อง อาจต้องผ่านการ "แทงเรื่อง" ตามลำดับขั้นการบังคับบัญชา 5-10 ระดับ แต่ละระดับต้องลงนามรับทราบ ซึ่งกระบวนการเดินเอกสาร (Paperwork Workflow) นี้กินเวลาส่วนใหญ่ไปโดยเปล่าประโยชน์
กฎหมายที่ล้าสมัยและทับซ้อน: ประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และประกาศต่างๆ จำนวนมหาศาล หลายฉบับออกมาตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้ขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ ไม่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล และบ่อยครั้งที่กฎหมายของต่างหน่วยงานมีความขัดแย้งกันเอง ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสับสนและเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ "ขอเอกสารให้เยอะไว้ก่อน"
มูลค่าความเสียหาย ราคาที่ต้องจ่ายจากความล่าช้า
Red Tape ไม่ใช่แค่ความน่ารำคาญ แต่มันคือ "ต้นทุนแฝง" มหาศาลที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ:
1. ต้นทุนทางเศรษฐกิจ (Economic Cost): สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยเปิดเผยผลการศึกษาที่น่าตกใจว่า กฎระเบียบภาครัฐที่ล้าสมัยและไม่จำเป็น สร้างภาระต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนคิดเป็นมูลค่าสูงถึง ประมาณ 1.3 แสนล้านบาทต่อปี มูลค่านี้มาจากการที่ภาคเอกชนต้องเสียเวลาและทรัพยากรคนในการจัดเตรียมเอกสาร การเดินทางไปติดต่อราชการหลายแห่ง การรอคอยใบอนุญาตที่ยาวนานจนพลาดโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะไม่มาลงทุนในไทยเพราะขั้นตอนที่ยุ่งยาก
2. ต้นทุนทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ: ประชาชนทั่วไปต้องเสียเวลาลางานทั้งวันเพื่อไปติดต่อทำธุระราชการเพียงเรื่องเดียว สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ "เวลาคือเงิน" การเสียเวลา 1 วันหมายถึงการขาดรายได้ การที่รัฐยังเรียกขอสำเนาบัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้าน ทั้งที่ข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูลของรัฐแล้ว เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผลักภาระให้ประชาชน
3. ประตูสู่การคอร์รัปชัน: เมื่อขั้นตอนปกติมันช้าและยุ่งยาก จึงเกิดช่องว่างให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือ "เงินน้ำร้อนน้ำชา" เพื่อแลกกับการลัดคิว หรือการอำนวยความสะดวกให้รวดเร็วขึ้น Red Tape จึงเป็นปุ๋ยชั้นดีที่หล่อเลี้ยงระบบทุจริตในระดับปฏิบัติการ
แนวทางการแก้ไขปัญหา: ตัดปมแดง สร้างรัฐทันสมัย
การแก้ปัญหา Red Tape ต้องทำทั้งในเชิงโครงสร้างกฎหมายและการนำเทคโนโลยีมาใช้ ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส:
1. การปฏิรูปกฎหมายด้วย "Regulatory Guillotine" (กิโยตินกฎหมาย): นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด คือการทบทวนกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อ:
-
ยกเลิก (Abolish): กฎหมายที่หมดความจำเป็น ล้าสมัย หรือเป็นอุปสรรค
-
ปรับปรุง (Amend): ทำให้ทันสมัย ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลยพินิจ
-
รวม (Merge): รวมกฎหมายที่ซ้ำซ้อนให้เหลือฉบับเดียว
2. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างแท้จริง (End-to-End Digitalization): ไม่ใช่แค่การให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม PDF ทางหน้าเว็บ แต่ต้องเป็นการยื่นเรื่องออนไลน์ 100% (e-Service)
-
ยกเลิกการขอสำเนาเอกสารราชการ: หน่วยงานรัฐต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันเอง (ตาม พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลฯ) ประชาชนควรใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวในการยืนยันตัวตน
-
ระบบติดตามสถานะออนไลน์: ประชาชนต้องตรวจสอบได้ว่าเรื่องที่ยื่นไปถึงขั้นตอนไหน และติดอยู่ที่ใคร เพื่อความโปร่งใส
3. การกระจายอำนาจการตัดสินใจ (Decentralization of Authority): ลดระดับการอนุมัติลงมาให้ใกล้ชิดประชาชนที่สุด เรื่องที่ไม่ซับซ้อนควรจบได้ที่ระดับเจ้าหน้าที่หน้างานหรือระดับท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องเข้ามาอนุมัติที่ส่วนกลางทั้งหมด
กรณีศึกษา (Case Study): โครงการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Regulatory Guillotine ในประเทศไทย)
ปัญหา: ก่อนหน้านี้ การเริ่มต้นธุรกิจหรือการขอใบอนุญาตเฉพาะทางในไทยมีความยุ่งยากมาก ตัวอย่างเช่น การขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรม อาจต้องติดต่อหน่วยงานถึง 8-10 แห่ง และใช้ใบอนุญาตย่อยกว่า 50 ใบ ซึ่งใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี
การดำเนินการ: รัฐบาลไทยได้นำแนวคิด Regulatory Guillotine มาใช้ โดยความร่วมมือกับ TDRI และภาคเอกชน เพื่อทบทวนใบอนุญาตกว่า 1,000 ประเภท เป้าหมายคือการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและเอกสารที่ไม่จำเป็น
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม (ตัวอย่าง):
-
การขออนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน: จากเดิมที่ต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อนและใช้เวลานานหลายเดือนจาก 3 หน่วยงานหลัก (กกพ., กฟน./กฟภ., อปท.) ปัจจุบันมีการปรับลดขั้นตอนและเอกสารลงอย่างมาก ทำให้ระยะเวลาสั้นลงและประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
-
การลดการเรียกขอสำเนา: หลายหน่วยงาน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการขนส่งทางบก เริ่มยกเลิกการเรียกขอสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านในการทำธุรกรรมหลายประเภท โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์โดยตรง
บทสรุป
แม้ประเทศไทยจะมีความคืบหน้าในการลด Red Tape ในบางจุด แต่ภาพรวมยังถือว่ามีความท้าทายอีกมาก การจะปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้นั้น ภาครัฐต้องกล้าที่จะ "ตัด" ระเบียบที่ตนเองสร้างขึ้น ลดการหวงอำนาจ และเปลี่ยน Mindset จาก "ผู้ควบคุมกฎ" มาเป็น "ผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก" อย่างแท้จริง เพราะในโลกยุคใหม่ ความเร็วและความคล่องตัวคือปัจจัยชี้วัดความอยู่รอดของทั้งภาคธุรกิจและตัวระบบราชการเอง
.
---------------------------
ที่มาข้อมูล
-
รวบรวมรูปภาพ
---------------------------
การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย
---------------------------

