iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

การขาดทัศนคติที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Lack of Citizen-Centricity)

 

"เจ้านาย" หรือ "ผู้รับใช้"? ทลายกำแพงที่มองไม่เห็น เมื่อรัฐมองตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ประชาชน

เคยรู้สึกไหมว่า การก้าวเท้าเข้าไปในสถานที่ราชการบางแห่ง เหมือนการเดินเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง? โลกที่เวลาเดินช้าลง โลกที่เต็มไปด้วยภาษาเขียนที่เข้าใจยาก โลกที่คุณต้องเป็นฝ่าย "ขอความกรุณา" และโลกที่กฎระเบียบของเจ้าหน้าที่สำคัญกว่าความเดือดร้อนของคุณ

ความรู้สึกอึดอัดเหล่านี้คืออาการของรากเหง้าปัญหาที่ลึกที่สุดในระบบราชการไทย นั่นคือ "การขาดทัศนคติที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง" (Lack of Citizen-Centricity) นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการที่เจ้าหน้าที่หน้าบึ้งหรือไม่ยิ้มแย้ม แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อ "ความสะดวกของรัฐ" ไม่ใช่ "ความสะดวกของประชาชน" บทความนี้จะพาไปสำรวจกำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งกั้นขวางระหว่างรัฐกับประชาชน และทำไมการทลายกำแพงนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการปฏิรูป

การวิเคราะห์ปัญหา เมื่อระบบถูกออกแบบจาก "ข้างใน" ออกสู่ "ข้างนอก" ทำไมบริการภาครัฐถึงมักจะใช้งานยากและไม่ตอบโจทย์? คำตอบอยู่ที่วิธีการคิดและออกแบบบริการที่เริ่มต้นผิดจุด

รากเหง้าวัฒนธรรม "ข้าราชการ" (The 'Official' Mindset) คำว่า "ข้า-ราช-การ" ในบริบทประวัติศาสตร์ไทยมีความหมายถึงผู้ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ ซึ่งมักมาพร้อมกับสถานะทางสังคมและอำนาจเหนือราษฎร แม้ในยุคประชาธิปไตยจะพยายามเปลี่ยนนิยามเป็น "ผู้ให้บริการประชาชน" แต่ทัศนคติที่ฝังลึกว่าตนเป็น "ผู้คุมกฎ" หรือ "ผู้อนุมัติ" ยังคงมีอิทธิพลสูงกว่าการมองตนเองเป็น "ผู้สนับสนุน" หรือ "ผู้อำนวยความสะดวก"

การออกแบบที่ยึด "โครงสร้างองค์กร" เป็นหลัก (Organization-Centric Design) บริการส่วนใหญ่ถูกออกแบบตามโครงสร้างของกรมกอง (Silos) และตามกฎระเบียบที่มีอยู่ (Red Tape) เช่น "กรม A มีหน้าที่แค่นี้ ก็จะทำแค่นี้ ถ้าประชาชนต้องการมากกว่านี้ ก็ต้องไปติดต่อกรม B เอาเอง" ไม่มีการมองในมุมของ "เส้นทางเดินของประชาชน" (Citizen Journey) ว่าเขาต้องเจอความยุ่งยากอะไรบ้างในการทำธุระเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ

ขาดความเข้าใจและไม่ใส่ใจกลุ่มเปราะบาง (Lack of Empathy) ผู้ออกนโยบายหรือผู้ออกแบบระบบมักเป็นคนเมือง มีการศึกษา และเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย จึงมักออกแบบบริการที่ "คนเหมือนตัวเอง" ใช้งานได้สะดวก แต่ลืมนึกถึงคนเฒ่าคนแก่ในชนบท คนพิการ หรือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้บริการหลายอย่าง (โดยเฉพาะบริการดิจิทัลยุคใหม่) กลายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำซ้ำเติมเข้าไปอีก

มูลค่าความเสียหาย ราคาของความห่างเหิน เมื่อรัฐไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความลึกซึ้งมากกว่าตัวเงิน

1. ต้นทุนชีวิตและเวลาของประชาชน (The Human Cost) ลองนับรวมเวลาหลายร้อยล้านชั่วโมงต่อปีที่คนไทยทั้งประเทศต้องเสียไปกับการเดินทาง การเข้าคิวรอ การกรอกเอกสารซ้ำซ้อน หรือการลางานเพื่อมาติดต่อราชการในเวลาราชการเท่านั้น นี่คือการสูญเสียผลิตภาพ (Productivity) มหาศาลของประเทศ เพียงเพราะรัฐไม่ยอมปรับปรุงกระบวนการให้ง่ายขึ้น

2. การกีดกันทางสังคมและการเข้าไม่ถึงสิทธิ์ (Social Exclusion) เมื่อบริการออกแบบมายากเกินไป คนกลุ่มที่เปราะบางที่สุดมักจะเป็นกลุ่มแรกที่ "ถอดใจ" และเข้าไม่ถึงสิทธิ์ที่พึงมี เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถลงทะเบียนรับสวัสดิการผ่านแอปฯ ที่ซับซ้อนได้ หรือคนจนที่ไม่มีเงินค่าเดินทางไปติดต่ออำเภอ ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้าง

3. วิกฤตศรัทธา (Erosion of Trust) นี่คือความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อประชาชนรู้สึกว่ารัฐ "ไม่แคร์" ไม่เข้าใจความเดือดร้อน และมองพวกเขาเป็นภาระ ความเชื่อมั่นในระบบรัฐก็จะพังทลาย นำไปสู่การไม่ให้ความร่วมมือกับนโยบายรัฐ การพยายามหลบเลี่ยงกฎหมาย และความขัดแย้งในสังคมที่รุนแรงขึ้น

แนวทางการแก้ไขปัญหา พลิกพีระมิดให้ประชาชนอยู่บนสุด

การแก้ปัญหานี้คือการเปลี่ยน "หัวใจ" ของระบบราชการใหม่:

1. นำแนวคิด "Design Thinking" และ "UX" มาใช้ในการออกแบบบริการ: เลิกคิดแทนประชาชน แต่ต้องเริ่มจากการ "เข้าใจ" (Empathize) ประชาชนอย่างลึกซึ้ง

Citizen Journey Mapping ต้องเขียนแผนภาพการเดินทางของประชาชนในการมาใช้บริการว่าเขาต้องเจอกับจุดเจ็บปวด (Pain Points) ตรงไหนบ้าง แล้วแก้ที่จุดนั้น

User Experience (UX) ไม่ว่าจะบริการที่เคาน์เตอร์หรือแอปพลิเคชัน ต้องออกแบบให้ "ง่ายที่สุด" ภาษาต้องเข้าใจง่าย ขั้นตอนต้องน้อยที่สุด และต้องมีการทดสอบกับผู้ใช้งานจริงก่อนปล่อยออกมา

2. ปรับเปลี่ยนทัศนคติและฝึกอบรม (Mindset Shift & Empathy Training) การฝึกอบรมข้าราชการต้องไม่เน้นแค่เรื่องระเบียบวินัย แต่ต้องเน้นเรื่อง "จิตวิทยาการบริการ" และ "ความเห็นอกเห็นใจ" (Empathy) ผู้บริหารต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า การบริการที่ดีคือการแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่การไล่บี้ด้วยกฎระเบียบ

3. ให้เสียงของประชาชนกำหนดทิศทาง (Citizen Feedback Loop) สร้างระบบรับฟังความคิดเห็นที่ง่ายและ Real-time (เช่น การกดให้คะแนน ณ จุดบริการ หรือผ่านแอปฯ)

ที่สำคัญที่สุด: ต้องนำผลตอบรับนั้นไปผูกกับ "การประเมินผลงาน" (KPIs) ของหน่วยงานและตัวบุคคลจริงๆ หากหน่วยงานไหนประชาชนร้องเรียนเยอะ หรือให้คะแนนต่ำ ผู้บริหารต้องรับผิดชอบและมีแผนปรับปรุงที่ชัดเจน

กรณีศึกษา (Case Study): บทเรียนจากโครงการ "เราไม่ทิ้งกัน" (เงินเยียวยาโควิด-19)

ปัญหา: ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลต้องการจ่ายเงินเยียวยาให้แรงงานนอกระบบอย่างเร่งด่วน จึงเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์

การดำเนินการ (ความตั้งใจดี แต่ขาดความเข้าใจ): ระบบถูกออกแบบมาโดยเน้นการใช้เทคโนโลยี AI ในการคัดกรองเพื่อความรวดเร็วและป้องกันการสวมสิทธิ์ แต่ขาดการมองในมุมของผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า

Pain Points: เว็บไซต์ล่มบ่อย, ขั้นตอนการกรอกข้อมูลซับซ้อน, ภาษาที่ใช้เป็นทางการเกินไป, และที่สำคัญคือ การใช้ AI ตัดสินใจทำให้เกิดกรณี "AI มั่ว" เช่น คนขับแท็กซี่ถูกระบุว่าเป็นเกษตรกร ทำให้คนเดือดร้อนจริงจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์โดยไม่มีช่องทางอุทธรณ์ที่ง่ายดายในตอนแรก

ผลลัพธ์และการปรับตัว: เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรง ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปประท้วงที่กระทรวงการคลัง เพราะพวกเขาไม่สามารถสื่อสารกับ "ระบบ" ได้ จนในที่สุด รัฐบาลต้องยอมปรับกระบวนการ เปิดให้มีการทบทวนสิทธิ์ และส่งเจ้าหน้าที่ "ผู้พิทักษ์สิทธิ์" ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลจริงแบบ Face-to-Face ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและใช้ต้นทุนสูง

บทสรุป

กรณี "เราไม่ทิ้งกัน" คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ก็ไม่สามารถทดแทน "ความเข้าใจในมนุษย์" ได้ หากรัฐยังคงออกแบบนโยบายโดยมองจากหอคอยงาช้าง โดยไม่ลงไปสัมผัสความจริงของประชาชน การแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะเป็นเพียงการสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม การปฏิรูประบบราชการไทยจะสำเร็จได้ ไม่ใช่แค่การแก้กฎหมาย หรือการซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่คือ การที่ข้าราชการทุกคนถามตัวเองในทุกเช้าที่ตื่นมาทำงานว่า "วันนี้ฉันจะทำให้ชีวิตประชาชนง่ายขึ้นได้อย่างไร?"

 .

---------------------------

ที่มาข้อมูล

-  

รวบรวมรูปภาพ

www.iok2u.com

---------------------------

การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย

---------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward