Mountain101-08 วงแหวนแห่งไฟ (Pacific Ring of Fire)
วงแหวนแห่งไฟ (Pacific Ring of Fire) ทำไมภูเขาไฟและแผ่นดินไหวจึงเกิดบ่อยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก?
หากมองแผนที่โลก จะพบว่าประเทศอย่างญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก เม็กซิโก ชิลี และเปรู ต่างมีข่าวแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุอยู่เป็นประจำ แม้จะอยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร แต่ประเทศเหล่านี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือทั้งหมดตั้งอยู่บนแนวที่นักธรณีวิทยาเรียกว่า "วงแหวนแห่งไฟ" (Pacific Ring of Fire)
วงแหวนแห่งไฟไม่ได้เป็นวงแหวนที่มองเห็นได้จากอวกาศ แต่เป็นแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่โอบล้อมมหาสมุทรแปซิฟิกไว้เกือบทั้งหมด พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพลังงานภายในโลก มีทั้งภูเขาไฟที่ยังมีพลัง แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ และการก่อตัวของเทือกเขาที่สูงตระหง่าน จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยามากที่สุดของโลก
สำหรับนักท่องเที่ยว วงแหวนแห่งไฟไม่เพียงเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามข้อมูลด้านความปลอดภัย แต่ยังเป็นแหล่งรวมภูมิประเทศที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งภูเขาไฟ น้ำพุร้อน ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ เกาะภูเขาไฟ และอุทยานแห่งชาติที่เกิดจากพลังของโลก
วงแหวนแห่งไฟ คืออะไร?
Pacific Ring of Fire คือแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ล้อมรอบมหาสมุทรแปซิฟิก มีความยาวประมาณ 40,000 กิโลเมตร ผ่านกว่า 20 ประเทศ
บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นเคลื่อนตัวเข้าหา แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน ทำให้เกิดการสะสมและปลดปล่อยพลังงานอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ วงแหวนแห่งไฟจึงเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟมากที่สุดในโลก
ทำไมจึงเรียกว่า "วงแหวนแห่งไฟ"?
คำว่า "ไฟ" หมายถึง ภูเขาไฟ ที่กระจายตัวอยู่รอบมหาสมุทรแปซิฟิก
ส่วนคำว่า "วงแหวน" หมายถึงแนวโค้งขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบมหาสมุทร ตั้งแต่ชายฝั่งอเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ อะแลสกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี ไปจนถึงนิวซีแลนด์
เมื่อเชื่อมต่อกันบนแผนที่ จะมีลักษณะคล้ายวงแหวนขนาดยักษ์
วงแหวนแห่งไฟเกิดขึ้นได้อย่างไร?
สาเหตุสำคัญมาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก
บริเวณนี้ประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น เช่น
-
Pacific Plate
-
Philippine Sea Plate
-
Nazca Plate
-
Cocos Plate
-
Juan de Fuca Plate
-
North American Plate
-
Eurasian Plate
-
Indo-Australian Plate
หลายจุดเป็นแนวที่ แผ่นมหาสมุทรมุดลงใต้แผ่นทวีป (Subduction Zone)
เมื่อแผ่นมหาสมุทรมุดลึกลงไป หินจะหลอมละลาย กลายเป็นแมกมา และเคลื่อนตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลก เกิดเป็นแนวภูเขาไฟจำนวนมาก
พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวมากที่สุดของโลก
นักธรณีวิทยาประเมินว่า
-
ประมาณ 90% ของแผ่นดินไหวทั่วโลก
-
และประมาณ 80% ของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่
เกิดขึ้นในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ
ตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่
-
ญี่ปุ่น ปี 2011
-
ชิลี ปี 1960
-
อินโดนีเซีย ปี 2004
-
อะแลสกา ปี 1964
เหตุการณ์เหล่านี้หลายครั้งก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ภูเขาไฟในวงแหวนแห่งไฟ
โลกมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังบนแผ่นดินประมาณ 1,350–1,500 แห่ง
ในจำนวนนี้
ประมาณ 75%
อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ
ภูเขาไฟที่มีชื่อเสียง เช่น
-
Mount Fuji (ญี่ปุ่น)
-
Sakurajima (ญี่ปุ่น)
-
Mount Aso (ญี่ปุ่น)
-
Mayon (ฟิลิปปินส์)
-
Pinatubo (ฟิลิปปินส์)
-
Merapi (อินโดนีเซีย)
-
Bromo (อินโดนีเซีย)
-
Krakatau (อินโดนีเซีย)
-
Mount St. Helens (สหรัฐอเมริกา)
-
Mount Rainier (สหรัฐอเมริกา)
-
Villarrica (ชิลี)
ประเทศที่อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ
ประเทศสำคัญ ได้แก่
-
ญี่ปุ่น
-
อินโดนีเซีย
-
ฟิลิปปินส์
-
ปาปัวนิวกินี
-
นิวซีแลนด์
-
รัสเซีย (คาบสมุทรคัมชัตกา)
-
สหรัฐอเมริกา
-
แคนาดา
-
เม็กซิโก
-
กัวเตมาลา
-
เปรู
-
เอกวาดอร์
-
ชิลี
ประเทศเหล่านี้ล้วนมีภูเขาไฟและแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก
วงแหวนแห่งไฟกับการท่องเที่ยว
แม้จะเป็นพื้นที่เสี่ยง แต่ก็เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยที่สุด
ตัวอย่างเช่น
ญี่ปุ่น
-
Mount Fuji
-
Hakone
-
Beppu
-
Kusatsu Onsen
อินโดนีเซีย
-
Mount Bromo
-
Ijen Crater
-
Mount Rinjani
-
Krakatau
นิวซีแลนด์
-
Tongariro National Park
-
Rotorua
-
White Island (ปัจจุบันมีข้อจำกัดการเข้าพื้นที่)
สหรัฐอเมริกา
-
Yellowstone National Park
-
Crater Lake National Park
-
Mount St. Helens National Volcanic Monument
ชิลี
-
Villarrica
-
Torres del Paine (อยู่ใกล้แนวธรณีวิทยาสำคัญ)
-
เขตทะเลสาบและภูเขาไฟทางตอนใต้
ประโยชน์ของวงแหวนแห่งไฟ
แม้จะเกิดภัยธรรมชาติบ่อย
แต่พื้นที่แห่งนี้ก็สร้างประโยชน์มหาศาล
-
ดินอุดมสมบูรณ์
-
พลังงานความร้อนใต้พิภพ
-
แหล่งแร่โลหะ
-
น้ำพุร้อน
-
แหล่งท่องเที่ยว
-
ระบบนิเวศเฉพาะถิ่น
หลายเมืองสำคัญของโลกจึงยังคงตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ แม้จะต้องอยู่ร่วมกับความเสี่ยง
นักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวอย่างไร?
หากเดินทางในประเทศที่อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ
ควร
-
ตรวจสอบสถานะภูเขาไฟก่อนเดินทาง
-
ติดตามข่าวแผ่นดินไหว
-
ศึกษาเส้นทางอพยพ
-
ซื้อประกันการเดินทาง
-
ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
ในพื้นที่ส่วนใหญ่ การท่องเที่ยวยังคงปลอดภัย เพราะมีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ
เกร็ดความรู้ Mountain101
รู้หรือไม่?
-
วงแหวนแห่งไฟมีความยาวประมาณ 40,000 กิโลเมตร
-
ภูเขาไฟที่ยังมีพลังประมาณ 75% ของโลก อยู่ในบริเวณนี้
-
แผ่นดินไหวประมาณ 90% ของโลก เกิดขึ้นในวงแหวนแห่งไฟ
-
ประเทศญี่ปุ่นมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากกว่า 100 แห่ง
-
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากกว่า 120 แห่ง
ความรู้สำหรับนักเดินทาง
วงแหวนแห่งไฟแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางธรรมชาติสูง ก็สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าระดับโลกได้เช่นกัน การเดินทางอย่างมีข้อมูล การติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น และการเคารพกฎระเบียบของอุทยาน จะช่วยให้เราได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของภูเขาไฟ น้ำพุร้อน และภูมิประเทศที่เกิดจากพลังของโลกอย่างปลอดภัย
สรุป
วงแหวนแห่งไฟคือหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าโลกยังคงมีชีวิตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกสร้างทั้งภูเขาไฟ แผ่นดินไหว เทือกเขา และเกาะใหม่ ๆ แม้จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ แต่ก็เป็นต้นกำเนิดของภูมิประเทศที่สวยงามและระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์
สำหรับนักเดินทาง การเข้าใจวงแหวนแห่งไฟไม่เพียงช่วยให้ตระหนักถึงความเสี่ยงของพื้นที่ แต่ยังทำให้เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะทุกยอดภูเขาไฟ ทุกน้ำพุร้อน และทุกเกาะกลางมหาสมุทร ล้วนเป็นผลงานของพลังจากภายในโลกที่ทำงานต่อเนื่องมาหลายล้านปี
ตอนต่อไป (Mountain101-09)
"ภูเขาหินปูน (Karst Mountains) ความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติแกะสลักจากน้ำและกาลเวลา"
เราจะพาไปรู้จักภูเขาหินปูนและภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst) ซึ่งเกิดจากการละลายของหินปูนเป็นเวลาหลายล้านปี พร้อมตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เช่น กุ้ยหลิน จางเจียเจี้ย (ภูมิประเทศหินทรายที่มักถูกเปรียบเทียบกับคาสต์) อ่าวฮาลอง พังงา และถ้ำหินปูนที่สวยที่สุดจากหลายประเทศ
#Mountain101 #PacificRingOfFire #RingOfFire #Volcano #Earthquake #PlateTectonics #Geology #EarthScience #MountFuji #MountBromo #Yellowstone #Tongariro #Nature #AdventureTravel #MountainTravel #TravelKnowledge #UNESCO #NationalPark #iok2uTravel #MountainEncyclopedia
.
-------------------------
-------------------------


