อุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอน: มรดกโลกทางธรรมชาติอันทรงคุณค่าและแหล่งพำนักสุดท้ายของแรดชวา
อุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอน (Ujung Kulon National Park) ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะชวา (Java) ในจังหวัดบันเติน (Banten Province) ประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่มีความสำคัญระดับโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ในปีคริสตศักราช 1991 (พุทธศักราช 2534) อุทยานแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากผืนป่าดิบชื้น (lowland rainforests) ที่กว้างใหญ่ไพศาลและความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์นานาชนิด ครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรอูจุงกูลอน หมู่เกาะนอกชายฝั่งหลายแห่ง รวมถึงเขตอนุรักษ์ธรรมชาติกรากะตัว (Krakatoa) ซึ่งมีบทบาทสำคัญทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาการสืบทอดทางนิเวศวิทยาของพืชพรรณบนเกาะภูเขาไฟอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอนมีพื้นที่รวม 1,056.95 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นพื้นที่ทางทะเล 443.37 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยเนินเขาและที่ราบสูงขนาดเล็ก ลากูน (lagoons) ชายฝั่ง และเนินทรายชายฝั่ง จุดสูงสุดบนคาบสมุทรคือยอดเขาพายุง (Mount Payung) ที่ความสูง 480 เมตร ขณะที่เทือกเขาฮอนเย (Honje mountain range) ทางตะวันออกของอุทยานมีจุดสูงสุดที่ยอดเขาฮอนเยที่ความสูง 620 เมตร พื้นที่นี้ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติครั้งแรกในปีคริสตศักราช 1921 (พุทธศักราช 2464) และได้รับการขยายสถานะเป็นอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 1992 (พุทธศักราช 2535) การบริหารจัดการอุทยานอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลกลางผ่านกรมป้องกันป่าไม้และอนุรักษ์ธรรมชาติ (Directorate General of Forest Protection and Nature Conservation) กระทรวงป่าไม้ (Ministry of Forestry)
คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value)
อุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอนได้รับการประกาศให้มีคุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value) ภายใต้เกณฑ์ธรรมชาติ 2 ข้อ ดังนี้:
- เกณฑ์ (vii): การเป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มีความงามตามธรรมชาติอันหาที่เปรียบไม่ได้และมีความสำคัญทางสุนทรียภาพ อุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอนเป็นภูมิทัศน์ธรรมชาติที่มีความงดงามทางทัศนียภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่เกาะกรากะตัว (Krakatau archipelago) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่รู้จักกันดีที่สุดในโลกของการเกิดภูเขาไฟบนเกาะเมื่อไม่นานมานี้ การผสมผสานกันระหว่างเกาะกรากะตัวกับทะเลโดยรอบ พืชพรรณธรรมชาติ และกิจกรรมของภูเขาไฟ ได้สร้างสรรค์ภูมิทัศน์ที่มีความงามอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ พื้นที่ยังแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่โดดเด่นผ่านพืชพรรณธรรมชาติที่หลากหลาย รวมถึงป่าดิบชื้นเขตร้อน (lowland tropical rainforests) ทุ่งหญ้า ป่าชายหาด ป่าชายเลน และแนวปะการัง (coral reefs) ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสมดุลทางธรรมชาติ
- เกณฑ์ (x): การเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ประกอบด้วยพื้นที่ป่าดิบชื้นที่กว้างขวางที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่บนเกาะชวา (Java) ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ส่วนใหญ่ได้หายไปจากส่วนอื่น ๆ ของเกาะ และยังคงเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากในส่วนอื่น ๆ ของอินโดนีเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุทยานแห่งนี้จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีคุณค่าและสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของพืชและสัตว์หลายชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรดชวา (Javan Rhinoceros, Rhinoceros sondaicus) ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤติและเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นประชากรแรดชวาตามธรรมชาติที่ยังคงอยู่รอดเพียงแห่งเดียวในโลก อุทยานยังเป็นบ้านของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ ที่ใกล้สูญพันธุ์ สัตว์จำพวกไพรเมต (primates) ที่เป็นถิ่นเดียว เช่น ชะนีชวา (Javan gibbon) และค่างชวา (Javan leaf monkey) ตลอดจนความหลากหลายของนก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
บริบททางประวัติศาสตร์และนิเวศวิทยา (Historical and Ecological Context)
ประวัติศาสตร์ของอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอนมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาและวิวัฒนาการทางนิเวศวิทยาที่สำคัญ การรับรู้ถึงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของพื้นที่เริ่มต้นขึ้นในราวปีคริสตศักราช 1846 (พุทธศักราช 2389) เมื่อนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ฟรีดริช ฟรานซ์ วิลเฮล์ม จุงฮุน (Friedrich Franz Wilhelm Junghuhn) ได้บันทึกพืชพรรณที่หลากหลายในระหว่างการสำรวจของเขา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รัฐบาลดัตช์ในยุคอาณานิคมได้กำหนดให้อูจุงกูลอนเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อปกป้องพืชและสัตว์อันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรดชวาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤติ เกาะปูเลาปานาอิตัน (Pulau Panaitan) ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในปีคริสตศักราช 1921 (พุทธศักราช 2464) ตามมาด้วยการจัดตั้งเขตอนุรักษ์ธรรมชาติปูเลาปานาอิตัน/ปูเลาเปอูจัง (Pulau Panaitan/Pulau Peucang Nature Reserve) ในปีคริสตศักราช 1937 (พุทธศักราช 2480) เขตอนุรักษ์ธรรมชาติอูจุงกูลอนได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปีคริสตศักราช 1958 (พุทธศักราช 2501) และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติกูนุงฮอนเย (Gunung Honje Nature Reserve) ในปีคริสตศักราช 1967 (พุทธศักราช 2510) เหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ของอุทยานคือการระเบิดครั้งรุนแรงของภูเขากรากะตัวในปีคริสตศักราช 1883 (พุทธศักราช 2426) ซึ่งแม้ว่าจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งคลื่นสึนามิ (tsunamis) ที่สูงถึง 15 เมตร และการทำลายล้างถิ่นฐานและพืชพรรณ ตลอดจนสัตว์ป่าส่วนใหญ่ แต่เหตุการณ์นี้ก็ยังนำไปสู่การฟื้นตัวตามธรรมชาติที่น่าทึ่ง พื้นที่กลับกลายเป็นป่าทึบอีกครั้ง ทำให้ป่าบริสุทธิ์แห่งใหม่เจริญงอกงามขึ้น กลายเป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติสำหรับการสืบทอดทางนิเวศวิทยา (ecological succession) ที่โดดเด่นหลังจากการประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย ความพยายามในการอนุรักษ์ยังคงดำเนินต่อไป ในปีคริสตศักราช 1980 (พุทธศักราช 2523) คาบสมุทรอูจุงกูลอน เกาะปานาอิตัน กูนุงฮอนเย และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหมู่เกาะกรากะตัว ได้รับการเสนอให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และในที่สุดก็ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในปีคริสตศักราช 1992 (พุทธศักราช 2535) พร้อมกับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติโดยยูเนสโกในปีคริสตศักราช 1991 (พุทธศักราช 2534) โดยได้รับการยอมรับจากคุณค่าสากลอันโดดเด่น ในปีคริสตศักราช 2005 (พุทธศักราช 2548) อุทยานแห่งนี้ยังได้รับการกำหนดให้เป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park)ปัจจุบัน อุทยานยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การคุกคามจากการระเบิดของภูเขาไฟอนัคกรากะตัว (Anak Krakatau) ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากการระเบิดในปีคริสตศักราช 1883 การรุกล้ำพื้นที่ การลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ผิดกฎหมาย และความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์เลี้ยงในประเทศ รวมถึงปัญหาการแพร่กระจายของพืชต่างถิ่น เช่น ปาล์มอาเรนกา (Arenga obtusifolia palm) ที่แข่งขันกับพืชอาหารพื้นเมืองของแรด การอนุรักษ์จึงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างการปกป้อง การจัดการแหล่งที่อยู่อาศัย และการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างประชากรแรดชวาแห่งที่สอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤตินี้
จุดเด่นที่สำคัญ (Key Highlights)
อุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอนนำเสนอจุดเด่นที่สำคัญหลายประการที่ดึงดูดนักวิชาการและนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ได้แก่:
- แหล่งพำนักสุดท้ายของแรดชวา (Javan Rhinoceros): อุทยานแห่งนี้เป็นที่เดียวในโลกที่ยังคงเหลือประชากรแรดชวา ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก มีจำนวนประชากรประมาณ 60–75 ตัว การเฝ้าระวังและการอนุรักษ์อย่างเข้มงวดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของพวกมัน
- ระบบนิเวศป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ที่สุดบนเกาะชวา: อุทยานมีผืนป่าดิบชื้น (lowland rainforests) ที่กว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่บนเกาะชวา ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ
- หมู่เกาะกรากะตัว (Krakatoa Archipelago): เขตอนุรักษ์ธรรมชาติกรากะตัวเป็นตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของการสืบทอดทางพืชพรรณบนเกาะภูเขาไฟ และเป็นจุดสนใจทางธรณีวิทยาที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องภายหลังการระเบิดครั้งใหญ่ในปีคริสตศักราช 1883 (พุทธศักราช 2426)
- ความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่น: นอกเหนือจากแรดชวา อุทยานยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น เสือดาวชวา (Javan Leopard) หมูป่า (Wild Boar) ชะมด (Civets) กวาง (Deer) ลิงแสมหางยาว (Long-tailed Macaques) และนกหลายร้อยสายพันธุ์ รวมถึงสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่หลากหลาย เช่น เต่าทะเล (sea turtles) พะยูน (dugongs) และปลาหลากหลายชนิดในแนวปะการังที่สมบูรณ์
- ภูมิทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม: ด้วยเนินเขาและที่ราบสูงขนาดเล็ก ลากูน ชายฝั่ง และเนินทรายชายฝั่ง รวมถึงภูเขาไฟกรากะตัวที่ยังคงมีพลัง อุทยานนำเสนอทัศนียภาพที่สวยงามและกระบวนการทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ
ข้อแนะนำสำหรับผู้เยี่ยมชมและข้อบังคับ (Visitor Guide and Regulations)
การเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอนซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกและเขตรักษาพันธุ์แรดชวาที่สำคัญ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์
- การขออนุญาตและตั๋วเข้าชม (Entry Permits and Tickets - SIMAKSI): ผู้เยี่ยมชมทุกคนต้องซื้อตั๋วเข้าชมซึ่งรวมประกันภัย และต้องได้รับใบอนุญาตที่เรียกว่า SIMAKSI (Surat Izin Masuk Kawasan Konservasi – ใบอนุญาตเข้าพื้นที่อนุรักษ์) ค่าตั๋วสำหรับพลเมืองอินโดนีเซียอยู่ที่ 5,000–7,500 รูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR) และสำหรับชาวต่างชาติ 150,000–225,000 IDR สามารถซื้อตั๋วได้ในเวลาทำการ (07:30–16:00 น.) สำหรับกิจกรรมวิจัย การขอ SIMAKSI จะดำเนินการได้ที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอน (Ujung Kulon National Park Center Office) ในลาบวน (Labuan) เท่านั้น และหากเป็นนักวิจัยชาวต่างชาติหรือนักวิจัยในประเทศที่ต้องการเก็บตัวอย่างพืช/สัตว์ที่ได้รับการคุ้มครอง จะต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากอธิบดีกรมป้องกันป่าไม้และอนุรักษ์ธรรมชาติในจาการ์ตา
- ผู้นำเที่ยวภาคบังคับ: ผู้เยี่ยมชมทุกคนต้องมีผู้นำเที่ยวอย่างเป็นทางการของอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอน หรือผู้นำเที่ยวธรรมชาติที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อความปลอดภัยและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุทยาน
- ข้อจำกัดด้านเสียงและการรบกวนสิ่งแวดล้อม: ห้ามมิให้ผู้เยี่ยมชมส่งเสียงดังที่อาจรบกวนสัตว์ป่าและความเงียบสงบของป่า การสัมผัสแรดชวาโดยตรงเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติในทุกรูปแบบ
- ห้ามทิ้งขยะและทำลายทรัพย์สิน: เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ของอุทยาน การทิ้งขยะทำได้เฉพาะในพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น และห้ามการกระทำอันเป็นการทำลายทรัพย์สิน เช่น การแกะสลักบนต้นไม้หรือสิ่งก่อสร้าง
- กิจกรรมที่ต้องห้าม:
- ห้ามสร้างเส้นทางใหม่ในป่า เว้นแต่เป็นนักวิจัยที่ลงทะเบียน
- ห้ามว่ายน้ำหรือเข้าใกล้ชายหาดในเวลากลางคืนที่เกาะฮันเดอลูม (Handeleum Island) อย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีจระเข้น้ำเค็ม
- โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้เดินป่าในเวลากลางคืน ยกเว้นผู้ที่คุ้นเคยกับเส้นทางและชำนาญการเดินป่าเวลากลางคืน
- การสนับสนุนการอนุรักษ์: ผู้เยี่ยมชมควรส่งเสริมความพยายามในการอนุรักษ์ โดยการเลือกใช้บริการผู้นำเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ได้รับอนุญาต เคารพกฎของอุทยาน และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับอุทยานอูจุงกูลอนและชะตากรรมของแรดชวาก็มีส่วนช่วยในการรักษาสภาพที่ยั่งยืนของอุทยาน
- การเตรียมตัว: ผู้เยี่ยมชมควรเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น ยากันยุง ยาส่วนตัว อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น เสื้อแจ็คเก็ต เสื้อกันฝน และรองเท้าปีนเขาที่แข็งแรง แนะนำให้สวมเสื้อแขนยาว ถุงเท้าสูง และกางเกงขายาว เพื่อป้องกันหนามและทาก
อุทยานเน้นย้ำถึงการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเพื่อรักษาระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์สำหรับคนรุ่นต่อไป
บทสรุป (Conclusion)
อุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอน เป็นมากกว่าเพียงแค่แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังสำหรับการอยู่รอดของแรดชวา ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก คุณค่าสากลอันโดดเด่นของอุทยานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความงามทางธรรมชาติของภูมิทัศน์และกระบวนการทางธรณีวิทยาอย่างหมู่เกาะกรากะตัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชากรแรดชวาตามธรรมชาติ ทุกต้นไม้ ทุกสายน้ำ และทุกสิ่งมีชีวิตในอุทยานแห่งนี้ล้วนมีบทบาทในความสมดุลทางนิเวศวิทยาที่ค้ำจุนชีวิตบนโลก การปกป้องอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลอนจึงมิใช่เพียงการช่วยชีวิตแรดชวา แต่เป็นการธำรงรักษาระบบนิเวศทั้งหมดไว้เพื่อคนรุ่นหลัง ความท้าทายที่อุทยานเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยจากกิจกรรมของมนุษย์ ล้วนตอกย้ำถึงความจำเป็นของการดำเนินงานอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้มรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่านี้ยังคงอยู่รอดและเฟื่องฟูต่อไป
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

