1993 ปราสาทฮิเมจิ (Himeji-jo)

ตำแหน่ง 34.839454920379495, 134.693870615733
ปราสาทฮิเมะจิ (Himeji-jo): มรดกโลกแห่งสถาปัตยกรรมปราสาทญี่ปุ่นอันล้ำค่า
ปราสาทฮิเมะจิ (Himeji-jo) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองฮิเมะจิ (Himeji City) จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo Prefecture) ประเทศญี่ปุ่น ได้รับการยกย่องเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536) นับเป็นหนึ่งในปราสาทแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ได้รับเกียรตินี้ ปราสาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม "ปราสาทนกกระยางขาว" (Shirasagi-jo, 白鷺城) เนื่องจากมีสีขาวบริสุทธิ์และรูปลักษณ์อันสง่างามราวกับนกกระยางกำลังร่อนบิน
ปัจจุบัน ปราสาทฮิเมะจิยังคงรักษาลักษณะสำคัญและความสมบูรณ์แบบไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของสถาปัตยกรรมปราสาทญี่ปุ่นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ. 2144-2243) ซับซ้อนด้วยอาคาร 82 หลัง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 107 เฮกตาร์ (hectares) บนยอดเขา แสดงให้เห็นถึงระบบการป้องกันที่พัฒนาสูงและกลไกป้องกันอันชาญฉลาดตั้งแต่ยุคโชกุน (Shogun period) นอกจากสถานะมรดกโลกแล้ว ปราสาทฮิเมะจิยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติ (National Treasures) สำหรับอาคารหลัก 5 หลัง และเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ (Important Cultural Assets) อีก 74 หลังภายในบริเวณปราสาท
คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value)
ปราสาทฮิเมะจิได้รับการพิจารณาว่ามีคุณค่าสากลอันโดดเด่นจากหลายปัจจัยหลัก ได้แก่:
-
ความเป็นเลิศทางสถาปัตยกรรม: ปราสาทแห่งนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของการก่อสร้างด้วยไม้ ผสมผสานการใช้งานจริงเข้ากับความงามทางสุนทรียะได้อย่างลงตัว กำแพงดินฉาบปูนสีขาว และชั้นหลังคาที่ซ้อนทับกันหลายระดับสร้างความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างมวลอาคาร ทำให้เกิดความสมบูรณ์แบบทางสุนทรียศาสตร์
-
นวัตกรรมทางกลาโหม: การออกแบบของปราสาทแสดงให้เห็นถึงระบบการป้องกันที่ซับซ้อนและอุปกรณ์ป้องกันที่แยบยล ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาทางทหารในช่วงต้นยุคศักดินาของญี่ปุ่น
-
ความสมบูรณ์และแท้จริง: ปราสาทฮิเมะจิรักษารูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกของปราสาทญี่ปุ่นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้อย่างสมบูรณ์แบบและแท้จริงมาเกือบ 700 ปี โดยสามารถทนทานต่อเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เช่น การทิ้งระเบิดเมืองฮิเมะจิในสงครามโลกครั้งที่ 2 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิน (Great Hanshin earthquake) ในปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) โครงการอนุรักษ์หลายโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477) ได้ยึดมั่นในหลักการความแท้จริง (authenticity) อย่างเคร่งครัด
-
สัญลักษณ์แห่งความยืดหยุ่น: ปราสาทฮิเมะจิเป็นสัญลักษณ์ของความยืดหยุ่นของญี่ปุ่น และมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมและศิลปะของญี่ปุ่น
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ประวัติศาสตร์: ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ปราสาทฮิเมะจิมีต้นกำเนิดมาจากการสร้างป้อมปราการในปี ค.ศ. 1346 (พ.ศ. 1889) ต่อมาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ. 2144-2243) ปราสาทได้ผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้มีรูปลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่และสง่างามดังที่เห็นในปัจจุบัน ปราสาทแห่งนี้เป็นพยานของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมายาวนานกว่าหกศตวรรษ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของเทคโนโลยีการก่อสร้างและยุทธศาสตร์ทางทหารของญี่ปุ่น
สถาปัตยกรรม: ปราสาทฮิเมะจิเป็นปราสาทแบบฮิรายามะ (Hirayama-jo) ซึ่งหมายถึงปราสาทที่สร้างบนเนินเขาหรือที่ราบสูง โครงสร้างหลักทำจากไม้และปูนปลาสเตอร์ โดยมีลักษณะเด่นคือการเคลือบผิวด้วยปูนปลาสเตอร์สีขาวหนา ซึ่งนอกจากจะให้ความงดงามแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในการต้านทานไฟและกระสุน ระบบการป้องกันของปราสาทประกอบด้วยกำแพงหินสูง คูน้ำที่ซับซ้อน และเส้นทางเดินคดเคี้ยวที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นผู้บุกรุก อาคารต่างๆ ภายในปราสาทถูกจัดวางอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างมุมมองที่หลอกลวงและพื้นที่อับสายตาสำหรับศัตรู
ปราสาทประกอบด้วยหอคอยหลัก (main keep) และหอคอยเล็ก (small keeps) สี่แห่งที่เชื่อมต่อกันด้วยทางเดิน (corridors) โครงสร้างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทักษะงานฝีมือที่โดดเด่นของช่างก่อสร้างในยุคนั้น โดยมีการใช้เทคนิคการต่อไม้แบบดั้งเดิมที่พิถีพิถันและองค์ประกอบตกแต่งที่ประณีต ความสัมพันธ์ระหว่างมวลอาคารและชั้นหลังคาที่ลดหลั่นกันเป็นเอกลักษณ์ สร้างภาพลักษณ์ที่เบาและสง่างาม ผสมผสานความแข็งแกร่งของป้อมปราการเข้ากับความงดงามทางศิลปะได้อย่างลงตัว
จุดเด่นที่สำคัญ
-
หอคอยปราสาทหลัก (Main Keep): เป็นอาคารที่สูงสง่าที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ของปราสาทฮิเมะจิ ประกอบด้วย 6 ชั้นที่มองเห็นได้จากภายนอกและ 1 ชั้นใต้ดินภายใน มีความสูงประมาณ 46.4 เมตรจากฐานหิน
-
ระบบป้องกันอันซับซ้อน: ปราสาทฮิเมะจิมีเขาวงกตของทางเดิน คูน้ำ และประตูที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาดเพื่อสกัดกั้นผู้บุกรุก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมป้องกันภัยในยุคศักดินา
-
กำแพงปูนสีขาว: ผนังด้านนอกของปราสาทที่ฉาบด้วยปูนปลาสเตอร์สีขาวบริสุทธิ์ ทำให้ปราสาทดูสว่างไสวและได้รับฉายาว่า "ปราสาทนกกระยางขาว" สีขาวนี้ยังช่วยสะท้อนความร้อนและป้องกันไฟได้ดี
-
สวนโคโคเอ็น (Kokoen Garden): ตั้งอยู่ติดกับปราสาท เป็นกลุ่มของสวนญี่ปุ่น 9 แห่งที่แตกต่างกัน สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงที่ตั้งของบ้านพักซามูไรในสมัยก่อน แม้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกโดยตรง แต่ก็เป็นสถานที่ที่เข้าชมคู่กันเพื่อเสริมประสบการณ์
คู่มือและข้อกำหนดสำหรับผู้เยี่ยมชม
-
เวลาทำการ: ปราสาทฮิเมะจิเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09:00 น. ถึง 17:00 น. โดยอนุญาตให้เข้าปราสาทได้ถึงเวลา 16:00 น.
-
วันหยุด: ปราสาทปิดทำการในวันที่ 29 และ 30 ธันวาคมของทุกปี
-
ค่าเข้าชม:
-
ผู้ใหญ่ (18 ปีขึ้นไป): 1,000 เยน
-
เด็ก (นักเรียนประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย): 300 เยน
-
ตั๋วรวมสำหรับปราสาทฮิเมะจิและสวนโคโคเอ็น (Kokoen Garden): ผู้ใหญ่ 1,050 เยน, นักเรียน 360 เยน
-
เด็กก่อนวัยเรียนไม่เสียค่าเข้าชม
-
ผู้พิการและผู้ดูแล 1 ท่าน (สำหรับผู้ใช้รถเข็น 3 ท่าน) เข้าชมฟรี
-
-
ข้อควรปฏิบัติ:
-
รองเท้า: ภายในอาคารหลักและอาคารอื่นๆ ไม่อนุญาตให้ใส่รองเท้า ผู้เข้าชมจะต้องถอดรองเท้าและเก็บใส่ถุงพลาสติกที่จัดเตรียมไว้ให้ หรือนำถุงรองเท้าส่วนตัวมาเอง แนะนำให้สวมถุงเท้าหนาหรือรองเท้าใส่ในบ้านที่มีส้นเพื่อความสบายและปลอดภัย เนื่องจากพื้นไม้บางส่วนอาจลื่นและหนาวเย็น
-
เส้นทาง: ภายในปราสาทมีทางลาดชัน บันได และขั้นบันไดจำนวนมาก การเดินชมปราสาทเปรียบเสมือนการปีนเขาเล็กๆ จึงควรสวมเสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวสะดวกและรองเท้าที่กระชับ
-
ผู้ใช้รถเข็น: ปราสาทไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยรถเข็นภายในอาคารหลักและหอคอยต่างๆ เนื่องจากมีบันไดที่ชันและแคบ ผู้ใช้รถเข็นควรมีผู้ดูแลที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 3 ท่านเพื่อความปลอดภัยในบริเวณที่สามารถเข้าถึงได้
-
โดรน: ไม่อนุญาตให้บินโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับใดๆ เหนือปราสาทฮิเมะจิและบริเวณโดยรอบอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ 1 มกราคม ค.ศ. 2019 (พ.ศ. 2562) ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุด 100,000 เยน
-
ปราสาทฮิเมะจิเป็นอัญมณีทางสถาปัตยกรรมและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความรุ่งเรืองของเทคนิคการก่อสร้างและการออกแบบทางกลาโหมในยุคศักดินา คุณค่าสากลอันโดดเด่นของปราสาทไม่ได้จำกัดเพียงความงามและนวัตกรรมทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการยืนหยัดผ่านกาลเวลา สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ปราสาทแห่งนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับนักวิชาการ นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นจากทั่วโลก
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

