อังกอร์: อารยธรรมเขมรอันยิ่งใหญ่ มรดกโลกแห่งมนุษยชาติ
อังกอร์ (Angkor) คือหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ในจังหวัดเสียมราฐ (Siem Reap) ทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งรวมถึงพื้นที่ป่าไม้ โดยเป็นที่ตั้งของซากโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงต่าง ๆ แห่งอาณาจักรขอม (Khmer Empire) ที่เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 15 (พุทธศตวรรษที่ 14 ถึง 20)
แหล่งมรดกแห่งนี้ประกอบด้วยปราสาทหินอันโดดเด่น อาทิ ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) ที่มีชื่อเสียง และภายในนครธม (Angkor Thom) ยังมีปราสาทบายน (Bayon Temple) ซึ่งประดับประดาด้วยประติมากรรมนับไม่ถ้วน นอกจากปราสาทที่มีชื่อเสียงเหล่านี้แล้ว ภายในอุทยานยังคงมีปราสาทอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงระบบชลประทานโบราณ เช่น สระน้ำ คันดิน อ่างเก็บน้ำ และคลอง ตลอดจนเส้นทางคมนาคมโบราณ
อังกอร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage List) เมื่อปีคริสต์ศักราช 1992 (พ.ศ. 2535) ในระยะแรก อังกอร์ยังถูกจัดอยู่ในบัญชีแหล่งมรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตราย (List of World Heritage in Danger) เนื่องจากภัยคุกคามจากการขุดค้นที่ผิดกฎหมาย การปล้นสะดม และกับระเบิด อย่างไรก็ตาม ด้วยความพยายามในการคุ้มครองและฟื้นฟูอย่างกว้างขวาง ซึ่งประสานงานโดยองค์การยูเนสโกและหน่วยงานของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่ออังกอร์ (International Coordination Committee for Angkor – ICC-Angkor) และหน่วยงานแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองและจัดการอังกอร์และภูมิภาคเสียมราฐ (National Authority for the Protection and Management of Angkor and the Region of Siem Reap – APSARA) อังกอร์จึงถูกถอดถอนออกจากบัญชีแหล่งมรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตรายเมื่อปีคริสต์ศักราช 2004 (พ.ศ. 2547) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของโครงการอนุรักษ์และความร่วมมือในการรักษาแหล่งมรดกแห่งนี้
แหล่งมรดกแห่งนี้ไม่เพียงเป็นพยานหลักฐานถึงอารยธรรมอันยอดเยี่ยมของอาณาจักรขอม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับสูงของระเบียบสังคมและความสามารถทางสถาปัตยกรรม แต่ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่บ้านที่บรรพบุรุษสืบทอดมาจากสมัยอังกอร์ ชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าว องค์การยูเนสโกยังคงสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่นและอาสาสมัครในการอนุรักษ์โบราณสถานและชีวหลากหลายของแหล่งมรดกแห่งนี้ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
คำอธิบายคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)
แหล่งมรดกโลกอังกอร์ในกัมพูชาได้รับการยอมรับในฐานะที่มี "คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล" โดยอิงตามเกณฑ์สี่ประการ คุณค่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอังกอร์เป็นสมบัติล้ำค่าที่มิได้เป็นเพียงผลงานสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของชาวขอมเท่านั้น แต่ยังเป็นของมวลมนุษยชาติโดยรวมอีกด้วย
เกณฑ์เฉพาะที่รองรับคุณค่าสากลของอังกอร์ ได้แก่:
-
เกณฑ์ (i): ผลงานชิ้นเอกของอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ (Masterpieces of Human Creative Genius) อังกอร์แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของศิลปะขอมอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 14 (พุทธศตวรรษที่ 14 ถึง 19) โดยมีผลงานศิลปะชิ้นเอกที่ไม่อาจปฏิเสธได้มากมาย เช่น ปราสาทนครวัด ปราสาทบายน และปราสาทบันทายศรี (Banteay Srei)
-
เกณฑ์ (ii): การแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ที่สำคัญ (Important Interchange of Human Values) ศิลปะขอมที่พัฒนาขึ้นในอังกอร์มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งและแพร่หลายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบทบาทสำคัญในการวิวัฒนาการที่โดดเด่นของภูมิภาคนี้
-
เกณฑ์ (iii): หลักฐานที่ยอดเยี่ยมของประเพณีวัฒนธรรมหรืออารยธรรม (Exceptional Testimony to a Cultural Tradition or Civilization) อาณาจักรขอมที่รุ่งเรืองตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 14 (พุทธศตวรรษที่ 14 ถึง 19) ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางการเมืองและวัฒนธรรมของภูมิภาค โครงสร้างบูชาที่สร้างจากอิฐและหินที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นมรดกอันล้ำค่าของอารยธรรมที่ยอดเยี่ยมนี้
-
เกณฑ์ (iv): ตัวอย่างที่โดดเด่นของประเภทอาคาร สถาปัตยกรรมหรือเทคโนโลยี หรือภูมิทัศน์ (Outstanding Example of a Type of Building, Architectural or Technological Ensemble or Landscape) สถาปัตยกรรมขอมแม้จะวิวัฒนาการมาจากรูปแบบในอนุทวีปอินเดีย แต่ก็พัฒนาเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างรวดเร็ว บางส่วนคิดค้นขึ้นเอง และบางส่วนได้รับอิทธิพลจากประเพณีวัฒนธรรมใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดขอบเขตทางศิลปะใหม่ในศิลปะและสถาปัตยกรรมตะวันออก กลุ่มอาคารอังกอร์ครอบคลุมอาคารสถาปัตยกรรมหลักและระบบวิศวกรรมชลประทานทั้งหมดจากสมัยขอม ซึ่งหลายแห่ง เช่น บาราย (barays) และคลอง ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมและผังเมืองของเมืองหลวงที่สืบทอดกันมายังแสดงให้เห็นถึงระดับสูงของระเบียบสังคมและการจัดลำดับชั้นภายในอาณาจักรขอม
โดยรวมแล้ว อังกอร์ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร และประกอบด้วยปราสาทจำนวนมาก ระบบชลประทาน และเส้นทางคมนาคม ความเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์ของสิ่งเหล่านี้เป็นพยานถึงอารยธรรมอันยอดเยี่ยม ซึ่งรวบรวมคุณค่าทางวัฒนธรรม ศาสนา สัญลักษณ์ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และศิลปะที่สำคัญไว้ด้วยกัน
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
อังกอร์ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรขอมที่เจริญรุ่งเรืองระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 15 (พุทธศตวรรษที่ 14 ถึง 20) การก่อตั้งและการขยายตัวของอาณาจักรนี้เป็นการวางรากฐานทางวัฒนธรรมและทางการเมืองที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุคทองของอังกอร์เริ่มต้นด้วยการก่อตั้งเมืองหลวงต่าง ๆ และการสร้างปราสาทหินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความเชื่อ และความรุ่งโรจน์ของกษัตริย์ผู้ปกครอง
ในเชิงสถาปัตยกรรม ศิลปะขอมมีวิวัฒนาการที่โดดเด่น เริ่มจากการรับอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย แต่ก็มีการปรับปรุงและพัฒนาเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีการผสมผสานแนวคิดที่คิดค้นขึ้นเองและอิทธิพลจากวัฒนธรรมเพื่อนบ้านเข้าด้วยกัน สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดรูปแบบศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันออกที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเห็นได้จากปราสาทต่าง ๆ ทั่วทั้งแหล่งมรดก
ปราสาทนครวัด สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 (พุทธศตวรรษที่ 17) โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของสถาปัตยกรรมขอม ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดจักรวาลวิทยาของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา มีโครงสร้างที่สมมาตรอย่างยิ่งยวด หอคอยยอดปรางค์ขนาดใหญ่ และภาพแกะสลักนูนต่ำ (bas-reliefs) ที่บอกเล่าเรื่องราวจากมหากาพย์ฮินดูและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
ภายในนครธม ซึ่งเป็นเมืองหลวงสุดท้ายของอาณาจักรขอมที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 (พุทธศตวรรษที่ 17) มีปราสาทบายนเป็นจุดเด่น ปราสาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากหอคอยที่ประดับด้วยใบหน้าหินยิ้มขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและใบหน้าของพระองค์เอง ปราสาทบายนเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมแบบศิลปะบายน (Bayon style) ที่เน้นความอลังการและรายละเอียดที่ซับซ้อน
นอกจากโครงสร้างทางศาสนาแล้ว อังกอร์ยังเป็นที่ตั้งของระบบวิศวกรรมชลประทานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง รวมถึงบาราย (barays) หรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ คลอง และคันดิน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว และการจัดหาน้ำให้กับเมืองหลวงและชุมชน ระบบเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรู้ด้านวิศวกรรมไฮดรอลิกที่ก้าวหน้าของชาวขอมและเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตและการดำรงอยู่ของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่แห่งนี้
ข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดนี้อิงตามหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ โดยไม่มีการอ้างอิงถึงตำนานหรือเรื่องเล่าที่ไม่ได้รับการยืนยัน
จุดเด่นสำคัญ (Key Highlights)
อังกอร์เป็นแหล่งมรดกโลกที่อุดมไปด้วยจุดเด่นสำคัญหลายประการ ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรขอม:
-
ปราสาทนครวัด (Angkor Wat): ถือเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา ด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามและสมมาตร ประติมากรรมนูนต่ำที่วิจิตรบรรจง และความสำคัญทางศาสนาที่ลึกซึ้ง สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุในศาสนาฮินดู และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา
-
ปราสาทบายน (Bayon Temple) ในนครธม (Angkor Thom): โดดเด่นด้วยใบหน้าหินขนาดมหึมาที่ยิ้มอย่างลึกลับกว่า 200 หน้า ซึ่งหันหน้าไปทุกทิศทาง บ่งบอกถึงพระเมตตาและอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ภาพแกะสลักนูนต่ำที่ผนังปราสาทบอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวัน การสู้รบ และเทพนิยาย
-
ปราสาทบันทายศรี (Banteay Srei): แม้จะเป็นปราสาทขนาดเล็กกว่า แต่มีความโดดเด่นด้วยการแกะสลักหินทรายสีชมพูที่ละเอียดอ่อนและประณีตราวกับงานแกะสลักไม้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัญมณีแห่งศิลปะขอม
-
ระบบชลประทานโบราณ: ประกอบด้วยบาราย (อ่างเก็บน้ำ) คันดิน และคลองต่าง ๆ ซึ่งเป็นพยานถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของชาวขอมในการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและรองรับประชากรจำนวนมาก ระบบเหล่านี้ยังคงหลงเหลือให้เห็นและสะท้อนถึงความชาญฉลาดในการวางแผน
-
เส้นทางคมนาคมโบราณ: เครือข่ายถนนและสะพานโบราณที่เชื่อมโยงปราสาทและชุมชนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการขยายตัวของอาณาจักร
-
ศิลปะขอม: ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 14 (พุทธศตวรรษที่ 14 ถึง 19) ศิลปะขอมแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านประติมากรรม สถาปัตยกรรม และการแกะสลัก ซึ่งมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อศิลปะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อังกอร์เป็นแหล่งมรดกโลกที่ทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมขอมอันยิ่งใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 15 (พุทธศตวรรษที่ 14 ถึง 20) ด้วยสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และระบบชลประทานที่ซับซ้อน อังกอร์จึงเป็นพยานหลักฐานอันโดดเด่นถึงความเฉลียวฉลาดทางศิลปะ วิศวกรรม และการจัดระเบียบสังคมของมนุษย์ สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นหลักฐานที่สำคัญของอารยธรรมที่กำหนดทิศทางการพัฒนาทางวัฒนธรรมและการเมืองของภูมิภาค
การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปีคริสต์ศักราช 1992 (พ.ศ. 2535) และการถูกถอดถอนจากบัญชีแหล่งมรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตรายในปีคริสต์ศักราช 2004 (พ.ศ. 2547) สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณค่าทางวัฒนธรรม ศาสนา สัญลักษณ์ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และศิลปะอันมหาศาลของอังกอร์ อังกอร์ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ซึ่งเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวและนักวิชาการจากทั่วโลกมาสัมผัสกับมรดกอันล้ำค่าแห่งนี้ พร้อมทั้งเรียนรู้ความสำคัญของการอนุรักษ์เพื่อคนรุ่นหลังต่อไป
----
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------


