Michael E. Porter / Competitive Strategy (1980) การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและการกำหนดกลยุทธ์การแข่งขัน

Michael E. Porter จากหนังสือสำคัญสู่แนวคิดด้านกลยุทธ์การแข่งขันและการบริหารจัดการ
Competitive Strategy (1980) – การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและการกำหนดกลยุทธ์การแข่งขัน
หนังสือ Competitive Strategy: Techniques for Analyzing Industries and Competitors ของ Michael E. Porter ตีพิมพ์ในปี 1980 ถือเป็นผลงานสำคัญที่วางรากฐานให้การวิเคราะห์กลยุทธ์การแข่งขันมีโครงสร้างชัดเจนขึ้น ก่อนหน้านั้น Porter ได้ตีพิมพ์บทความ “How Competitive Forces Shape Strategy” ใน Harvard Business Review เมื่อปี 1979 ซึ่งนำเสนอ Five Forces Framework ก่อนแนวคิดดังกล่าวจะถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบในหนังสือเล่มนี้ (Harvard Business Review)
สาระสำคัญของหนังสือไม่ได้อยู่ที่การท่องจำ Five Forces เพียง 5 ข้อ แต่คือการตอบคำถามสองระดับว่า “โครงสร้างของอุตสาหกรรมที่เราอยู่เป็นอย่างไร?” และ “ภายใต้โครงสร้างนั้น บริษัทควรเลือกวิธีแข่งขันอย่างไร?” แนวคิดนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของสาขา Competitive Strategy ในเวลาต่อมา
1. จุดเริ่มต้นของ Competitive Strategy: ต้องเข้าใจอุตสาหกรรมก่อนเลือกกลยุทธ์
ผู้บริหารมักมองการแข่งขันจากคู่แข่งโดยตรง เช่น ร้านกาแฟมองร้านกาแฟด้วยกัน โรงแรมมองโรงแรมคู่แข่ง หรือโรงงานมองผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน แต่ Porter เสนอว่าการแข่งขันกว้างกว่านั้น เพราะความสามารถในการสร้างและรักษาผลตอบแทนของธุรกิจได้รับแรงกดดันจากโครงสร้างอุตสาหกรรมหลายด้าน Five Forces จึงใช้เพื่อทำความเข้าใจ Competitive Forces at Work in an Industry และวิธีที่ Economic Value ถูกแบ่งระหว่างผู้เล่นต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม
Five Forces ประกอบด้วย
1. Rivalry Among Existing Competitors – การแข่งขันระหว่างคู่แข่งเดิม
2. Threat of New Entrants – ภัยคุกคามจากผู้เข้าสู่ตลาดรายใหม่
3. Bargaining Power of Buyers – อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ
4. Bargaining Power of Suppliers – อำนาจต่อรองของผู้ขายหรือผู้จัดหาปัจจัยการผลิต
5. Threat of Substitute Products or Services – ภัยคุกคามจากสินค้าหรือบริการทดแทน
ประเด็นสำคัญ คือ Five Forces ไม่ใช่ Checklist ว่า “มีหรือไม่มี” แต่ต้องวิเคราะห์ว่า แต่ละแรงมีความเข้มแข็งเพียงใด และอะไรเป็นตัวขับความเข้มแข็งนั้น
2. Force 1: Rivalry Among Existing Competitors
แรงแรกคือ การแข่งขันระหว่างคู่แข่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน การแข่งขันอาจเกิดผ่านราคา คุณภาพสินค้า บริการ การตลาด Promotion การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือช่องทางจำหน่าย Harvard อธิบายว่า Rivalry มีแนวโน้มรุนแรงเมื่อมีคู่แข่งจำนวนมากหรือมีขนาดใกล้เคียงกัน อุตสาหกรรมเติบโตช้า Fixed Costs สูง Exit Barriers สูง หรือคู่แข่งมีความมุ่งมั่นสูงในการอยู่ในธุรกิจ
ตัวอย่าง ร้านกาแฟ สมมติเราต้องการเปิดร้านกาแฟในย่านสำนักงานกรุงเทพฯ บริเวณนั้นมีร้านกาแฟ 15 ร้าน ราคาต่อแก้วใกล้เคียงกัน สินค้าหลักคล้ายกัน และลูกค้าสามารถเดินเปลี่ยนร้านได้ง่าย ร้านต่าง ๆ จึงแข่งขันกันด้วย Promotion เช่น ซื้อ 1 แถม 1, สะสมแต้ม, Delivery, ลดราคาผ่าน Application การแข่งขันสูงอาจทำให้ร้านต้องใช้ต้นทุน Marketing เพิ่ม ขณะที่ขึ้นราคายาก ดังนั้นแม้ตลาดกาแฟจะมีลูกค้าจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกร้านจะทำกำไรได้ดี
3. Force 2: Threat of New Entrants
หากอุตสาหกรรมสร้างผลตอบแทนน่าสนใจ ผู้เล่นรายใหม่ย่อมต้องการเข้ามาแข่งขัน การเข้ามาของผู้เล่นใหม่เพิ่ม Capacity และสร้างแรงกดดันต่อราคา ต้นทุน และการลงทุนของผู้เล่นเดิม จึงต้องพิจารณา Barriers to Entry หรืออุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรม เช่น Economies of Scale, เงินลงทุน, Brand, Technology, Distribution Channels, Customer Switching Costs ข้อกำหนดและกฎระเบียบ
ตัวอย่าง เปรียบเทียบธุรกิจสองประเภท ร้านกาแฟขนาดเล็ก อาจใช้เงินลงทุนหลักแสนถึงหลักล้านบาท และสามารถเริ่มธุรกิจได้ค่อนข้างง่าย แต่การสร้าง โรงกลั่นน้ำมัน ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ต้องมี Technology, Infrastructure, Supply Chain และปฏิบัติตามกฎระเบียบจำนวนมาก Threat of New Entrants ของสองอุตสาหกรรมจึงแตกต่างกันอย่างมาก คำถามจึงไม่ใช่แค่ “วันนี้เรามีคู่แข่งกี่ราย?” แต่ต้องถามด้วยว่า “ถ้าธุรกิจนี้ทำกำไรดี คนอื่นเข้ามาแข่งขันกับเราได้ง่ายแค่ไหน?”
4. Force 3: Bargaining Power of Buyers
ลูกค้าไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างรายได้ แต่สามารถมี อำนาจต่อรอง ต่อธุรกิจได้ Buyer Power สูงสามารถกดราคา เรียกร้องคุณภาพหรือบริการเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้ขายแข่งขันกันมากขึ้น
ตัวอย่าง โรงงาน SME กับ Modern Trade สมมติโรงงานอาหารไทยขนาดเล็กผลิตสินค้า 100 ล้านบาทต่อปี และยอดขาย 60 ล้านบาทมาจากลูกค้ารายใหญ่รายเดียว ลูกค้ารายนี้จึงมีความสำคัญมาก หากลูกค้าขอ ลดราคา 5%, เพิ่ม Credit Term, ร่วมออก Promotion, ปรับ Packaging หรือรับคืนสินค้าบางประเภท โรงงานอาจปฏิเสธได้ยาก ในทางกลับกัน หากโรงงานขายผ่านลูกค้า 1,000 รายและไม่มีรายใดมีสัดส่วนยอดขายสูง อำนาจต่อรองของ Buyer อาจแตกต่างออกไป นี่แสดงให้เห็นว่า ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่า Bargaining Position แข็งแรงเสมอไป
5. Force 4: Bargaining Power of Suppliers
อีกด้านหนึ่งของธุรกิจคือ Supplier หาก Supplier มีอำนาจสูง ก็สามารถดึง Economic Value ไปจากอุตสาหกรรมผ่านราคาที่สูงขึ้น คุณภาพหรือบริการที่ลดลง หรือเงื่อนไขทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์กับ Supplier มากขึ้น
ตัวอย่าง โรงงานอาหาร สมมติโรงงานแห่งหนึ่งต้องใช้วัตถุดิบพิเศษที่ผ่านมาตรฐานเฉพาะ และในประเทศไทยมี Supplier ที่ผ่านการรับรองเพียง 2 ราย หากการเปลี่ยน Supplier ต้องทดสอบวัตถุดิบใหม่, Audit โรงงาน, ทดลอง Production, ขออนุมัติจากลูกค้า และใช้เวลา 6 เดือน Supplier จะมี Bargaining Power สูงกว่ากรณีวัตถุดิบทั่วไปที่มีผู้ขายหลายสิบราย ดังนั้นฝ่ายจัดซื้อไม่ควรวิเคราะห์ Supplier จาก “ใครขายถูกที่สุด?” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าใจโครงสร้างอำนาจใน Supply Market ด้วย
6. Force 5: Threat of Substitutes
Substitute เป็นแนวคิดที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “คู่แข่ง” แต่สินค้าทดแทนอาจอยู่คนละอุตสาหกรรมกับเรา เพียงแต่สามารถตอบสนอง ความต้องการเดียวกันของลูกค้า ได้
ตัวอย่าง หากเราขายกาแฟพร้อมดื่ม คู่แข่งโดยตรงอาจเป็นกาแฟยี่ห้ออื่น แต่ Substitute อาจรวมถึง ชา, เครื่องดื่มชูกำลัง, น้ำอัดลม, เครื่องดื่ม Functional, หรือแม้แต่การชงกาแฟเองที่บ้าน ลูกค้าไม่ได้คิดเสมอว่า “วันนี้ฉันต้องซื้อกาแฟยี่ห้อไหน?” เขาอาจคิดว่า “วันนี้ฉันต้องการเครื่องดื่มอะไรเพื่อให้สดชื่น?” การกำหนดขอบเขตการแข่งขันจึงสำคัญมาก
7. Five Forces ไม่ใช่การให้คะแนน 1–5 แล้วจบ
การประยุกต์ Five Forces ที่พบได้บ่อยคือ สร้างตาราง
|
Force |
คะแนน |
|---|---|
|
Rivalry |
5 |
|
New Entrants |
3 |
|
Buyers |
4 |
|
Suppliers |
2 |
|
Substitutes |
4 |
แล้วรวมเป็น 18/25 วิธีนี้อาจใช้เป็นเครื่องมือช่วยสื่อสารภายในองค์กรได้ แต่ คะแนนรวมดังกล่าวไม่ใช่สาระหลักของ Framework ต้นฉบับ
สิ่งที่ต้องวิเคราะห์จริงคือ
อะไรเป็น Structural Driver ของแต่ละ Force?
Force ใดสำคัญที่สุดต่อ Profitability?
โครงสร้างกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใด?
บริษัทสามารถ Position ตัวเองให้รับผลกระทบน้อยลงได้อย่างไร?
Porter ย้ำในงานภายหลังว่า Five Forces ช่วยอธิบายว่าเหตุใด Industry Profitability จึงเป็นอย่างที่เป็น และช่วยให้บริษัทนำ Industry Conditions เข้าไปประกอบการกำหนด Strategy
8. Generic Competitive Strategies: เมื่อเข้าใจสนามแล้ว ต้องเลือกวิธีแข่งขัน
อีกแนวคิดสำคัญใน Competitive Strategy คือ Generic Competitive Strategies Porter เสนอแนวทางการแข่งขันพื้นฐาน ได้แก่ Overall Cost Leadership, Differentiation, Focus แต่ Focus สามารถมุ่งสร้างความได้เปรียบภายใน Segment ที่เลือก จุดสำคัญไม่ใช่การติดป้ายว่าบริษัทเป็นประเภทไหน แต่คือการมี Strategic Direction ที่ชัดเจน
Cost Leadership – แข่งขันด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุน Cost Leadership ไม่ได้หมายถึง “ขายถูกที่สุด” โดยอัตโนมัติ หัวใจคือสร้างโครงสร้างต้นทุนที่ได้เปรียบคู่แข่ง ทำให้บริษัทมีพื้นที่ในการแข่งขันด้านราคาหรือรักษา Margin ได้ดีกว่า
ตัวอย่างไทยแบบสมมติ โรงงานผลิตน้ำดื่มอาจลงทุนใน Automation, High-speed, Filling ระบบคลังสินค้า, Route Optimization, Energy Efficiency, และ Procurement Scale จนสามารถผลิตน้ำหนึ่งขวดด้วยต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง ความได้เปรียบคือ Cost Position ไม่ใช่เพียงการติดป้ายราคาถูก
9. Differentiation – แข่งขันด้วยความแตกต่าง
Differentiation คือ การสร้างสิ่งที่ลูกค้ามองว่า มีความแตกต่าง และมีคุณค่า ความแตกต่างอาจมาจาก Product, Quality, Technology, Service, Brand, Distribution, Design,หรือองค์ประกอบอื่น
ตัวอย่าง สมมติมีโรงแรมสองแห่งในจังหวัดท่องเที่ยวเดียวกัน โรงแรม A แข่งขันด้วยห้องพักราคาถูก โรงแรม B ออกแบบประสบการณ์เป็น Boutique Hotel เชื่อมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น มีอาหารพื้นเมือง โปรแกรมท่องเที่ยวชุมชน และบริการส่วนบุคคล โรงแรม B ไม่จำเป็นต้องพยายามมีต้นทุนต่ำที่สุด เพราะ Position ของมันคือ Different Value Proposition
10. Focus – เลือกสนามที่แคบลง
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับทุกคนในตลาด Focus Strategy คือการเลือก Competitive Scope ที่แคบกว่า แล้วออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะกับ Segment นั้น
ตัวอย่าง แทนที่จะสร้างบริษัทท่องเที่ยวที่ขาย “ทัวร์ทั่วประเทศไทยสำหรับทุกคน” ธุรกิจอาจเลือก “ทัวร์ธรณีวิทยาสำหรับมหาวิทยาลัยและนักวิชาการ” ลูกค้ากลุ่มนี้มีความต้องการเฉพาะ เช่น วิทยากรด้านธรณีวิทยา, แผนที่, Field Guide, การเข้าถึง Geological Sites, รถที่เหมาะกับภาคสนาม และเนื้อหาทางวิชาการ บริษัทจึงสามารถออกแบบ Value Proposition เฉพาะกลุ่มได้ดีกว่าผู้ประกอบการทั่วไป นี่คือแก่นของ Focus
11. Strategic Groups – คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
Competitive Strategy ยังให้ความสำคัญกับ Strategic Groups บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจใช้กลยุทธ์แตกต่างกัน จึงสามารถจัดกลุ่มบริษัทที่มี Strategic Dimensions ใกล้เคียงกันเพื่อทำความเข้าใจการแข่งขันได้
ตัวอย่าง ร้านกาแฟในประเทศไทย เราอาจพบกลุ่มต่าง ๆ เช่น
Premium International / Premium Brand เน้น Brand + Experience + Location
Mass Market Chain เน้น Coverage + Convenience + Standardization
Independent Specialty Coffee เน้น Bean + Brewing + Coffee Knowledge
Low-price Coffee เน้นราคาและความสะดวก
ทั้งหมดขาย “กาแฟ” แต่ไม่ได้แข่งขันด้วยวิธีเดียวกัน การวิเคราะห์ Strategic Groups จึงช่วยให้ผู้บริหารถามคำถามที่ดีกว่า แทนที่จะถามว่า “คู่แข่งของเราคือร้านกาแฟทั้งหมดหรือไม่?” ควรถามว่า “ใครคือคู่แข่งที่ใช้ Strategic Position ใกล้กับเรามากที่สุด?”
12. จาก Industry Analysis สู่ Competitive Strategy
เมื่อรวมแนวคิดเข้าด้วยกัน กระบวนการคิดสามารถอธิบายอย่างง่ายได้ว่า
Industry Structure ↓
Five Forces ↓
เข้าใจแรงกดดันและ Profit Potential ↓
Competitor / Strategic Group Analysis ↓
เข้าใจว่าคู่แข่งกำลังแข่งขันอย่างไร ↓
เลือก Competitive Strategy ↓
Cost Leadership / Differentiation / Focus ↓
สร้าง Position ที่เหมาะกับโครงสร้างอุตสาหกรรม จุดสำคัญคือ Strategy ไม่ได้เริ่มจาก “เราอยากทำอะไร?” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสัมพันธ์กับ
“สนามแข่งขันเปิดโอกาสและสร้างข้อจำกัดอะไร?”
13. Case Study ประเทศไทย: ถ้าจะเปิดร้านกาแฟ เราควรวิเคราะห์อย่างไร?
สมมติผู้ประกอบการไทยมีเงิน 2 ล้านบาท และต้องการเปิดร้านกาแฟในย่านมหาวิทยาลัย แทนที่จะเริ่มจาก
“ตกแต่งร้านสไตล์ไหนดี?” ลองเริ่มด้วย Competitive Strategy Five Forces
Rivalry: สูง มีร้านจำนวนมากและสินค้าใกล้เคียงกัน
New Entrants: ค่อนข้างสูง ร้านขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ตลาดได้ไม่ยาก
Buyer Power: สูง ลูกค้ามีทางเลือกมากและ Switching Cost ต่ำ
Supplier Power: ปานกลาง เมล็ดกาแฟทั่วไปมี Supplier หลายราย แต่ Specialty Beans บางประเภทอาจมี Supplier จำกัด
Substitutes: สูง ชา เครื่องดื่มหวาน Convenience Store และการชงเองสามารถตอบสนองความต้องการใกล้เคียงกัน
แล้วควรทำอย่างไร? ถ้าทั้งห้าแรงกดดันค่อนข้างสูง การเปิดร้าน “กาแฟเหมือนร้านอื่น ราคาเหมือนร้านอื่น ลูกค้าเหมือนร้านอื่น” อาจทำให้ธุรกิจต้องเข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงทันที ผู้ประกอบการจึงต้องคิดเรื่อง Position อาจเลือก Focus + Differentiation เช่น “ร้านกาแฟและพื้นที่ทำงานสำหรับนักศึกษาปริญญาโท นักวิจัย และคนทำงาน Freelance” แล้วออกแบบบริการให้สัมพันธ์กับ Position เช่น โต๊ะทำงาน, Wi-Fi คุณภาพสูง, ปลั๊กไฟทุกโต๊ะ, Meeting Booth, เปิดดึก, สมาชิกแบบ Monthly, กาแฟคุณภาพดี และบรรยากาศเงียบ
นี่ไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะสำเร็จ แต่แสดงให้เห็นว่า Competitive Strategy เปลี่ยนคำถามจาก “เราจะเปิดร้านกาแฟอย่างไร?” เป็น “เราจะเลือกแข่งขันกับใคร เพื่อใคร และด้วยคุณค่าแบบใด?”
14. สิ่งที่ Porter กล่าว กับสิ่งที่เรานำมาประยุกต์
เพื่อรักษาความถูกต้องทางวิชาการ ต้องแยกสองส่วนออกจากกัน
แนวคิดที่มีฐานจาก Competitive Strategy
Five Forces
Industry Structure
Barriers to Entry
Generic Competitive Strategies
Strategic Groups
Competitor Analysis
และแนวคิดเกี่ยวกับการเลือก Competitive Position ภายใต้โครงสร้างอุตสาหกรรม
ส่วนที่เป็นการประยุกต์ในบทความนี้
ร้านกาแฟไทย
โรงงานอาหารไทย
Modern Trade
โรงแรม Boutique
ธุรกิจทัวร์เฉพาะทาง
ตัวเลขและสถานการณ์ใน Case Study
ทั้งหมดเป็น ตัวอย่างเพื่อช่วยอธิบาย Framework ไม่ใช่กรณีศึกษาที่ Porter เขียนเกี่ยวกับประเทศไทย และไม่ควรนำไปกล่าวว่า Porter เคยวิเคราะห์ธุรกิจเหล่านี้ตามตัวอย่างข้างต้น
15. Competitive Strategy ยังใช้ได้ในยุค Digital และ AI หรือไม่?
เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างมากจากปี 1980 แต่คำถามเรื่อง Industry Structure ยังมีความสำคัญ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ Software as a Service อาจต้องถามว่า
ลูกค้ามี Switching Cost สูงแค่ไหน?
Cloud Infrastructure Provider มี Supplier Power หรือไม่?
Open-source Software เป็น Substitute หรือ Complement?
AI ทำให้ Barriers to Entry ต่ำลงหรือสูงขึ้น?
Platform รายใหญ่ควบคุม Distribution Channel มากเพียงใด?
Technology จึงสามารถ เปลี่ยนความเข้มแข็งของ Five Forces มากกว่าทำให้แนวคิดเรื่อง Industry Structure หมดความหมาย
Harvard ระบุเช่นกันว่าเทคโนโลยีสารสนเทศหลายระลอกได้เปลี่ยนการแข่งขัน โครงสร้างอุตสาหกรรม Value Chains และ Strategic Choices ของบริษัทอย่างมาก (Institute for Strategy)
เราจะกลับมาวิเคราะห์เรื่องนี้โดยเฉพาะใน Porter101-06
สรุป Competitive Strategy ให้เหลือหลักคิดสำหรับผู้บริหาร สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการจำชื่อ Five Forces แต่คือการเข้าใจว่า การแข่งขันไม่ได้มีแค่คู่แข่งตรงหน้า โครงสร้างอุตสาหกรรมส่งผลต่อศักยภาพในการทำกำไร และบริษัทต้องเข้าใจแรงกดดันเหล่านั้นก่อนเลือกวิธีแข่งขัน Five Forces ช่วยวิเคราะห์สนาม ขณะที่ Generic Competitive Strategies และการวิเคราะห์คู่แข่งช่วยให้เราคิดว่าองค์กรควรวางตัวในสนามนั้นอย่างไร
Harvard สรุปแก่นของ Five Forces ว่า Framework นี้ช่วยให้องค์กรเข้าใจโครงสร้างอุตสาหกรรม ประเมินผลของแนวโน้มต่อการแข่งขัน และพิจารณาว่าควรแข่งขันในอุตสาหกรรมใดและวางตำแหน่งอย่างไร
ดังนั้นก่อนถามว่า “เราจะเอาชนะคู่แข่งอย่างไร?” คำถามที่ควรถามก่อนคือ “เราเข้าใจสนามแข่งขันของเราดีพอแล้วหรือยัง?” และหลังจากเข้าใจสนามแล้ว คำถามถัดไปคือ “กิจกรรมอะไรภายในองค์กรทำให้เราสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้จริง?”
#MichaelPorter #Porter101 #CompetitiveStrategy #FiveForces #GenericStrategies #StrategicGroups #IndustryAnalysis #CostLeadership #Differentiation #FocusStrategy #BusinessStrategy #StrategicManagement #Competition #CompetitiveAdvantage #Management #BusinessManagement #กลยุทธ์การแข่งขัน #การบริหารจัดการ #วิเคราะห์อุตสาหกรรม #บริหารธุรกิจ
บทความชุด Porter จึงไม่ได้ตั้งใจรวบรวมทุกสิ่งที่มีชื่อ Porter อยู่ด้วยกัน แต่จะย้อนกลับไปดู หนังสือสำคัญของเขา แล้วถามว่า หนังสือแต่ละเล่มเสนออะไร แนวคิดเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร และผู้บริหารในประเทศไทยสามารถนำหลักคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร โดยจะแยกให้ชัดเจนระหว่าง แนวคิดต้นฉบับของ Porter กับ ตัวอย่างและการประยุกต์ที่ผู้เขียนนำมาอธิบายเพิ่มเติม
* หมายเหตุ
ในทุกบทความต่อไปนี้ จะมีการนำแนวคิดของ Porter มาประยุกต์กับบริบทไทย โดยเป็นการพยายามยกตัวอย่างจากผู้เขียนเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ไม่ได้หมายความว่า Porter เคยวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศไทย
-------------------------
ที่มาข้อมูล
- Institute for Strategy and Competitiveness – Michael Porter Biography
- Michael Porter Career Timeline – Harvard Business School
- The Essential Porter – Harvard Business School
- Strategy – Institute for Strategy and Competitiveness
ภาพและรวบรวมข้อมูล
-------------------------
สนใจเรื่องราวการจัดการธุรกิจเพิ่มเติมคลิกที่นี่
การจัดการธุรกิจ (Business Management)
-------------------------

