Michael E. Porter / Competitive Advantage (1985) การสร้างและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วย Value Chain

Michael E. Porter จากหนังสือสำคัญสู่แนวคิดด้านกลยุทธ์การแข่งขันและการบริหารจัดการ
Competitive Advantage (1985) – การสร้างและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้วย Value Chain
หลังจากเราได้เรียนรู้จากหนังสือ Competitive Strategy (1980) ว่า ก่อนกำหนดกลยุทธ์ บริษัทควรเข้าใจโครงสร้างอุตสาหกรรม แรงกดดันทางการแข่งขัน และตำแหน่งของตนในสนามแข่งขันเสียก่อน หนังสือเล่มถัดมาของ Michael E. Porter คือ Competitive Advantage: Creating and Sustaining Superior Performance ตีพิมพ์ในปี 1985 ซึ่งขยับคำถามจาก “อุตสาหกรรมแข่งขันกันอย่างไร?” มาสู่คำถามที่ลึกกว่า คือ “เมื่อเลือกแนวทางการแข่งขันแล้ว บริษัทจะสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งจากสิ่งที่ทำอยู่ภายในองค์กรได้อย่างไร?” Harvard Business School ระบุหนังสือ Competitive Advantage เป็นผลงานของ Porter ในปี 1985 และงานด้าน Value Chain ที่พัฒนาขึ้นจากงานนี้ยังเป็นหนึ่งใน Framework หลักของ Porter จนถึงปัจจุบัน
ชื่อหนังสือเต็ม ๆ ว่า Competitive Advantage: Creating and Sustaining Superior Performance สื่อสารประเด็นสำคัญสองเรื่องพร้อมกัน คือ การ สร้าง (Creating) ความได้เปรียบ และการ รักษา (Sustaining) ความได้เปรียบนั้นไว้ เพราะการทำสิ่งใดได้ดีกว่าคู่แข่งเพียงชั่วคราวยังไม่เพียงพอสำหรับความสำเร็จระยะยาว
แนวคิดสำคัญที่สุดที่เราจะศึกษาในตอนนี้คือ Competitive Advantage, Value Chain, Cost Advantage, Differentiation และความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร โดยจะยึดหนังสือและแหล่งข้อมูลของ Harvard เป็นหลัก พร้อมตัวอย่างประเทศไทยเพื่อช่วยให้เห็นภาพ โดยตัวอย่างไทยทั้งหมดเป็น ตัวอย่างประยุกต์เพื่อการเรียนรู้ ไม่ได้หมายความว่า Porter เคยวิเคราะห์บริษัทเหล่านั้นโดยตรง
1. Competitive Advantage คืออะไร?
แนวคิดพื้นฐานคือ บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันไม่ได้มีผลการดำเนินงานเหมือนกัน แม้ต้องเผชิญ Five Forces ชุดเดียวกันก็ตาม เพราะแต่ละบริษัทเลือกตำแหน่งการแข่งขันและดำเนินกิจกรรมแตกต่างกัน
Harvard อธิบาย Strategic Positioning ของ Porter ว่า ตำแหน่งสัมพัทธ์ของบริษัทภายในอุตสาหกรรมมีผลต่อ Performance และ Competitive Advantage สามารถสะท้อนออกมาผ่านสองด้านสำคัญ คือ Relative Cost ที่ต่ำกว่า หรือความสามารถในการสร้าง Distinctive Value ซึ่งสนับสนุน Premium Price
จึงอธิบายอย่างง่ายได้ว่า Competitive Advantage เกิดขึ้นเมื่อบริษัทสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจผ่านการจัดวางกิจกรรมของตนในลักษณะที่ทำให้มี Cost Position ที่ได้เปรียบ หรือสามารถสร้าง คุณค่าที่แตกต่างซึ่งลูกค้ายินดีจ่ายให้ คำสำคัญคือ Relative ต้นทุนต่ำไม่ได้หมายความว่า “ต้นทุนต่ำ” แบบลอย ๆ แต่ต้องพิจารณา เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่นเดียวกับความแตกต่าง สินค้าจะมี Feature มากเพียงใดก็ไม่เกิดประโยชน์เชิงกลยุทธ์ หากลูกค้าไม่ได้ให้คุณค่ากับความแตกต่างนั้น
2. ความได้เปรียบไม่ได้เกิดจากบริษัททั้งบริษัท แต่เกิดจาก “กิจกรรม”
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ Competitive Advantage หากถามว่า “ทำไมบริษัท A แข่งขันเก่งกว่าบริษัท B?” คำตอบว่า “เพราะบริษัท A บริหารดีกว่า” ยังไม่เพียงพอ Porter เสนอให้แยกบริษัทออกเป็น Strategically Relevant Activities แล้ววิเคราะห์ว่ากิจกรรมใดมีผลต่อต้นทุนหรือสร้างความแตกต่าง
Harvard อธิบาย Value Chain ว่าเป็นเครื่องมือสำหรับแยกบริษัทออกเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อค้นหาแหล่งที่มาของ Competitive Advantage โดยเฉพาะกิจกรรมที่นำไปสู่ Higher Prices หรือ Lower Costs จึงเกิดเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า Value Chain – ห่วงโซ่คุณค่า
Value Chain ช่วยเปลี่ยนวิธีคิดจาก “บริษัทเรามีอะไร?” ไปสู่ “บริษัทเราทำอะไร และทำอย่างไร?”
3. โครงสร้าง Value Chain
Value Chain ตามกรอบของ Porter แบ่งกิจกรรมออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ Primary Activities – กิจกรรมหลัก และ Support Activities – กิจกรรมสนับสนุน
Harvard แสดงโครงสร้าง Value Chain โดยแบ่ง Primary Activities เป็น 5 กลุ่ม และ Support Activities เป็น 4 กลุ่ม
Primary Activities
Inbound Logistics กิจกรรมเกี่ยวกับการรับ จัดเก็บ และจัดการ Input ที่เข้าสู่กระบวนการ
Operations กิจกรรมที่เปลี่ยน Input ให้กลายเป็น Product หรือ Service
Outbound Logistics กิจกรรมเกี่ยวกับการรวบรวม จัดเก็บ และส่งมอบ Product ไปยังลูกค้า
Marketing & Sales กิจกรรมที่ช่วยให้ลูกค้ารู้จัก เลือก และซื้อสินค้า
Service กิจกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาหรือเพิ่มคุณค่าของ Product หลังการขาย
Support Activities
Firm Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร เช่น Planning, Finance และ Management Systems
Human Resource Management การสรรหา พัฒนา ฝึกอบรม และบริหารบุคลากร
Technology Development การพัฒนาเทคโนโลยี Product, Process และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
Procurement กิจกรรมการจัดหาทรัพยากรที่ใช้ใน Value Chain
จุดที่ต้องระวังคือ Procurement ใน Value Chain ไม่ได้หมายถึง Inbound Logistics
Procurement คือการจัดหาและซื้อ Input ขณะที่ Inbound Logistics เกี่ยวข้องกับการรับ จัดเก็บ และเคลื่อนย้าย Input ที่เข้ามาแล้ว
4. ตัวอย่างประเทศไทย: Value Chain ของโรงงานอาหารพร้อมรับประทาน
สมมติว่ามีโรงงานไทยผลิต อาหารพร้อมรับประทานเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออก เราสามารถทดลองวิเคราะห์ Value Chain ได้ดังนี้
|
กิจกรรม |
ตัวอย่างการดำเนินงาน |
|---|---|
|
Inbound Logistics |
รับวัตถุดิบ ตรวจคุณภาพ จัดเก็บแบบควบคุมอุณหภูมิ |
|
Operations |
เตรียมวัตถุดิบ ปรุง บรรจุ ตรวจคุณภาพ |
|
Outbound Logistics |
Cold Chain คลังสินค้า จัดส่งให้ร้านค้า/Distributor |
|
Marketing & Sales |
Brand, Promotion, Modern Trade, Online |
|
Service |
รับข้อร้องเรียน Product Information และ Customer Support |
|
Procurement |
คัดเลือก Supplier และจัดซื้อวัตถุดิบ/บรรจุภัณฑ์ |
|
Technology Development |
Automation, Recipe Development, Traceability |
|
HR Management |
พัฒนาทักษะพนักงาน Food Safety และ Production |
|
Infrastructure |
Finance, Planning, Quality System, Management |
สิ่งสำคัญคือ อย่าเพียงเขียนกิจกรรมลงในตาราง
ต้องถามต่อว่า กิจกรรมไหนทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง?
ตัวอย่างเช่น โรงงานอาจมี Supplier Network ที่ทำให้ได้วัตถุดิบคุณภาพสม่ำเสมอ มีระบบ Production ที่ลดของเสีย มี Traceability ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้รวดเร็ว และมี Cold Chain ที่ควบคุมคุณภาพจนถึงปลายทาง
Competitive Advantage จึงอาจไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรเครื่องเดียว แต่เกิดจาก หลายกิจกรรมที่ทำงานร่วมกัน
5. Cost Advantage – ความได้เปรียบด้านต้นทุน
หนึ่งในเส้นทางหลักของ Competitive Advantage คือการมี Relative Cost Position ที่ดีกว่าคู่แข่ง สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า “ต้องขายถูกที่สุด” เสมอไป บริษัทอาจมีต้นทุนต่ำกว่าแต่เลือกขายราคาใกล้เคียงคู่แข่ง ทำให้มี Margin สูงกว่า หรืออาจนำ Cost Advantage ไปใช้ลดราคาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันก็ได้
Harvard อธิบายว่าการลด Relative Cost เป็นหนึ่งในวิธีสร้าง Competitive Advantage และ Strategist ต้องพิจารณากิจกรรมต่าง ๆ ที่บริษัทดำเนินการเพื่อค้นหาว่าจะเปลี่ยน Cost Position ให้ได้เปรียบอย่างไร
ตัวอย่างโรงงานไทย สมมติคู่แข่งผลิตสินค้าเดียวกันด้วยต้นทุน 100 บาท/หน่วย โรงงานของเราผลิตได้ 85 บาท/หน่วย แต่ไม่ได้เกิดจากการซื้อวัตถุดิบราคาถูกเพียงอย่างเดียว อาจเกิดจาก ลด Scrap ใน Operations, ลด Energy Consumption, วาง Production Scheduling ดีขึ้น, ลด Inventory, ใช้ Automation ในงานซ้ำ, ออกแบบ Packaging ให้ใช้ Material น้อยลง และจัด Route ส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพ จึงเห็นว่า Cost Advantage อาจเป็นผลสะสมจาก หลายกิจกรรมใน Value Chain
6. อย่าลดต้นทุนจนทำลาย Value
เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับผู้บริหาร Cost Reduction ≠ Cost Advantage เสมอไป
ตัวอย่างสมมติโรงแรมแห่งหนึ่งลดพนักงาน Front Desk ลงครึ่งหนึ่งเพื่อลดต้นทุน แต่ลูกค้ารอ Check-in นานขึ้น คะแนน Review ลดลง และลูกค้าไม่กลับมาใช้บริการ ต้นทุนอาจลดลงจริง แต่ Value ที่ลูกค้าได้รับก็ลดลง จึงไม่ควรถามเพียงว่า “ลดต้นทุนตรงไหนได้บ้าง?”
แต่ควรถามว่า “กิจกรรมใดลดต้นทุนได้โดยไม่ทำลายคุณค่าที่ Position ของเราต้องส่งมอบ?” นี่คือความแตกต่างระหว่าง การลดค่าใช้จ่ายทั่วไป กับ การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์
7. Differentiation – ความแตกต่างที่ลูกค้าให้คุณค่า
อีกเส้นทางหนึ่งของ Competitive Advantage คือ Differentiation
Harvard อธิบายว่า หากบริษัทต้องการสร้าง Premium Price บริษัทต้องส่งมอบ Distinctive Value ให้กับลูกค้า ดังนั้น Differentiation ไม่ใช่ “ทำให้สินค้าไม่เหมือนคนอื่น” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “แตกต่างในสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่า” ความแตกต่างอาจมาจาก
Product Quality
Design
Technology
Reliability
Delivery
Service
Brand
Customer Experience หรือกิจกรรมอื่นใน Value Chain
8. ตัวอย่าง สมมติมีโรงแรมขนาดเล็กริมแม่น้ำในประเทศไทย 2 แห่ง
โรงแรม A ห้องพักมาตรฐาน ราคา 1,500 บาท
โรงแรม B ราคา 2,500 บาท แต่มีการออกแบบที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น อาหารเช้าจากชุมชน กิจกรรมเดินชมชุมชน บริการส่วนบุคคล และประสบการณ์ริมแม่น้ำที่ออกแบบเป็นเอกลักษณ์
หากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คุณค่ากับประสบการณ์เหล่านี้ โรงแรม B อาจสามารถเรียก Premium Price ได้ แต่ความแตกต่างไม่ได้เกิดจาก “ตกแต่งห้องให้สวย” เพียงกิจกรรมเดียว ต้องมี การคัดเลือกบุคลากร, Training, Supplier ท้องถิ่น, การออกแบบบริการ, Marketing, Reservation, Customer Service และกิจกรรมอื่นทำงานสอดคล้องกัน
นี่นำเราไปสู่แนวคิดสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง
9. Linkages – คุณค่าเกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมด้วย
กิจกรรมใน Value Chain ไม่ได้แยกขาดจากกัน การตัดสินใจในกิจกรรมหนึ่งสามารถส่งผลต่อต้นทุนหรือประสิทธิภาพของกิจกรรมอื่น
Harvard อธิบายว่า Strategy สะท้อนอยู่ในชุดการเลือกเกี่ยวกับวิธีที่กิจกรรมใน Value Chain ถูก Configured และ Linked Together และกิจกรรมเหล่านี้เป็นหน่วยพื้นฐานของ Competitive Advantage
ตัวอย่าง โรงงานลงทุนซื้อวัตถุดิบคุณภาพสูงขึ้น 5% ดูเหมือนว่า Procurement Cost เพิ่ม แต่ผลคือ Defect ลด, Machine Downtime ลด, Scrap ลด, Inspection ลด, Customer Complaint ลด และ Warranty Cost ลด
ดังนั้นหากดูเฉพาะ Procurement เราอาจสรุปว่า “ต้นทุนเพิ่ม” แต่ถ้ามองทั้ง Value Chain อาจพบว่า Total Cost ลดลง นี่คือเหตุผลที่ผู้บริหารไม่ควร Optimize แต่ละแผนกแยกออกจากกันจนลืมผลกระทบต่อระบบโดยรวม
10. ตัวอย่างไทยแบบละเอียด: ร้าน Specialty Coffee
ลองนำ Value Chain มาวิเคราะห์ธุรกิจที่เห็นภาพง่ายอย่าง ร้าน Specialty Coffee ในประเทศไทย ร้านต้องการวาง Position ว่า “กาแฟคุณภาพสูงที่ลูกค้ารู้แหล่งที่มาและได้รับประสบการณ์การดื่มที่แตกต่าง” หาก Position นี้เป็นจริง Value Chain ต้องสนับสนุน Position ดังกล่าว
Procurement เลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงจากแหล่งที่เหมาะสม
Inbound Logistics จัดเก็บเมล็ดอย่างถูกต้องเพื่อรักษาคุณภาพ
Operations กำหนดมาตรฐานการบด การชง น้ำ อุณหภูมิ และ Recipe
Human Resource Management ฝึก Barista ให้มีความรู้เรื่องกาแฟและสามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ
Technology ใช้ระบบ POS เก็บข้อมูลสินค้าและความชอบของลูกค้า
Marketing & Sales สื่อสารเรื่อง Origin, Farmer, Processing และ Flavor
Service Barista แนะนำกาแฟตามรสนิยมของลูกค้า
หากร้านซื้อเมล็ดราคาแพงแต่ เก็บไม่ดี ชงไม่ดี Barista ไม่มีความรู้ และ Marketing บอกลูกค้าไม่ได้ว่ากาแฟแตกต่างอย่างไร คุณค่าจากเมล็ดกาแฟที่ดีจะสูญหายไป ดังนั้น Competitive Advantage ไม่ได้อยู่ที่
“มีเมล็ดกาแฟดี” แต่อยู่ที่ “Value Chain ทั้งระบบสามารถเปลี่ยนเมล็ดกาแฟนั้นให้กลายเป็นคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ได้หรือไม่”
11. Value Chain ไม่ใช่ Supply Chain
สองคำนี้มักถูกใช้สับสน Supply Chain มักเน้นการไหลของวัตถุดิบ สินค้า ข้อมูล และความสัมพันธ์ตั้งแต่ Supplier ไปจนถึงลูกค้า ส่วน Value Chain ในความหมายของ Porter เป็นกรอบวิเคราะห์กิจกรรมที่บริษัทดำเนินการเพื่อสร้างคุณค่าและค้นหาแหล่งของ Competitive Advantage
นอกจากนี้ Value Chain ของบริษัทไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Value System ที่เชื่อมโยงกับบริษัทต้นน้ำ เช่น Supplier และปลายน้ำ เช่น Distribution Channels ซึ่ง Harvard ยังคงอธิบาย Value Chain ในบริบทนี้เช่นกัน ดังนั้น Supply Chain Management กับ
Porter's Value Chain Analysis สามารถเกี่ยวข้องกันได้ แต่ ไม่ใช่คำเดียวกัน
12. Technology อยู่ตรงไหนใน Value Chain?
ประเด็นนี้สำคัญมากในยุค Digital Technology Development เป็นหนึ่งใน Support Activities แต่ไม่ได้หมายความว่า “IT อยู่แค่ช่อง Technology” ในความเป็นจริง Information Technology สามารถเข้าไปเปลี่ยนแทบทุกกิจกรรม
Inbound Logistics → Warehouse Management System
Operations → MES / Automation / IoT
Outbound Logistics → Transportation Management
Marketing → CRM / Marketing Automation
Sales → E-Commerce
Service → Chatbot / Customer Portal
Procurement → E-Procurement
HR → HRIS
Infrastructure → ERP / BI / Data Analytics
Porter มีงานเกี่ยวกับ IT และ Competitive Advantage โดยตรงในปี 1985 ร่วมกับ Victor E. Millar และงานต่อมาเกี่ยวกับ Internet และ Smart, Connected Products ซึ่ง Harvard รวบรวมไว้ในหัวข้อ Strategy & Information Technology
13. การมีเทคโนโลยีเหมือนคู่แข่งไม่ได้สร้าง Competitive Advantage โดยอัตโนมัติ
สมมติบริษัทไทย 10 แห่งซื้อ ERP ยี่ห้อเดียวกัน ทุกบริษัทมี ERP, Cloud, CRM, AI, Dashboard และ Automation
คำถามคือ ทุกบริษัทจะมี Competitive Advantage หรือไม่? คำตอบคือ ไม่จำเป็น เพราะเครื่องมือเดียวกันสามารถถูกนำไปใช้กับกิจกรรมและ Position ที่แตกต่างกัน
Harvard เน้นว่า Value Chain เป็นเรื่องของ Choices ว่ากิจกรรมถูกจัดวางและเชื่อมโยงกันอย่างไร และการทำกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพไม่ใช่สิ่งเดียวกับการทำกิจกรรมในลักษณะที่แตกต่างเชิงกลยุทธ์
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Digital Transformation ≠ Competitive Advantage โดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีต้องเข้าไปสนับสนุน Strategic Position และ Value Chain ที่แตกต่างจึงจะมีความหมายเชิงกลยุทธ์
14. Competitive Advantage ที่ยั่งยืนต้องเลียนแบบยาก
ถ้าความได้เปรียบของเราคือ ซื้อเครื่องจักรใหม่ คู่แข่งอาจซื้อเหมือนกัน
ถ้าความได้เปรียบคือ ใช้ Software ตัวใหม่ คู่แข่งอาจ Subscribe ได้เช่นกัน
แต่หากความได้เปรียบเกิดจากกิจกรรมจำนวนมากที่ถูกออกแบบให้สนับสนุนกัน เช่น Supplier Relationship + Process + Technology + People + Service + Brand + Data คู่แข่งจะเลียนแบบทั้งระบบได้ยากกว่า
งานของ Porter ในระยะต่อมาย้ำเรื่อง Fit across the Value Chain ว่า เมื่อกิจกรรมต่าง ๆ สนับสนุนและเสริมแรงซึ่งกันและกัน ความได้เปรียบจะเลียนแบบได้ยากขึ้น และ Fit จึงมีส่วนทั้งต่อ Competitive Advantage และ Sustainability
นี่เป็นหลักคิดที่สำคัญมาก คู่แข่งอาจลอกกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมได้ง่ายกว่าลอกระบบกิจกรรมทั้งหมด
15. Case Study ประเทศไทย: โรงงานอาหารไทยควรสร้าง Competitive Advantage อย่างไร?
สมมติโรงงานอาหารไทยขนาดกลางต้องแข่งขันกับทั้งผู้ผลิตไทยและต่างประเทศ ยอดขายเริ่มโตช้า และฝ่ายบริหารคิดว่า “ซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มกำลังผลิตน่าจะช่วยได้” แต่ก่อนลงทุน ลองใช้ Value Chain วิเคราะห์ก่อนพบว่า
Procurement: วัตถุดิบแปรปรวนสูง
Inbound Logistics: มี Inventory มาก
Operations: Changeover ใช้เวลานาน
Quality: Defect สูงในบาง Product
Outbound Logistics: ส่งสินค้าไม่เต็มคันรถ
Marketing: มีข้อมูลลูกค้าน้อย
Service: Complaint ไม่เชื่อมกลับ Production
Technology: ระบบแต่ละแผนกแยกกัน
หากลงทุนเครื่องจักรใหม่อย่างเดียว กำลังผลิตอาจเพิ่ม แต่ปัญหาใน Value Chain ยังอยู่ บริษัทจึงอาจกำหนด Strategic Position ใหม่ว่า “ผู้ผลิตอาหารไทยคุณภาพสูงที่สามารถผลิต Lot ขนาดเล็กและตอบสนองตลาดได้รวดเร็ว” จากนั้นออกแบบกิจกรรมให้สนับสนุน Position
พัฒนา Supplier ↓
ลด Material Variation ↓
ปรับ Production Layout ↓
ลด Changeover ↓
ใช้ MES เก็บ Production Data ↓
เชื่อม QA กับ Production ↓
ใช้ Demand Data วางแผนผลิต ↓
เชื่อม Logistics กับ Order ↓
ลด Lead Time
เมื่อกิจกรรมเหล่านี้ทำงานร่วมกัน บริษัทอาจสร้าง Competitive Advantage จาก Quality + Flexibility + Speed แทนที่จะพยายามเป็นโรงงานที่มี “เครื่องจักรใหม่ที่สุด” เพียงอย่างเดียว นี่เป็นตัวอย่างการประยุกต์ Value Chain ในบริบทโรงงานไทย ไม่ใช่กรณีศึกษาที่ Porter เขียนไว้ในหนังสือ
16. วิธีนำ Value Chain ไปใช้ในองค์กรจริง
ผู้บริหารสามารถเริ่มต้นได้ด้วยคำถาม 6 ข้อ
หนึ่ง – Value Proposition ของเราคืออะไร? ลูกค้าเลือกเราเพราะอะไร?
สอง – กิจกรรมใดสำคัญที่สุดต่อ Value Proposition นี้? ไม่ใช่ทุกกิจกรรมมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์เท่ากัน
สาม – Cost เกิดขึ้นตรงไหน? ต้องเข้าใจ Cost Drivers ในแต่ละกิจกรรม ไม่ใช่มองเฉพาะงบรวม
สี่ – Differentiation เกิดตรงไหน? กิจกรรมใดทำให้ลูกค้ามองเห็นความแตกต่างและยอมจ่าย?
ห้า – กิจกรรมเชื่อมโยงกันอย่างไร? การปรับกิจกรรมหนึ่งช่วยหรือลดประสิทธิภาพกิจกรรมอื่นหรือไม่?
หก – คู่แข่งเลียนแบบเราได้ง่ายเพียงใด? หาก Competitive Advantage พึ่งกิจกรรมเดียว ความยั่งยืนอาจต่ำกว่าระบบกิจกรรมที่สนับสนุนกัน
จาก Competitive Strategy สู่ Competitive Advantage
หากนำหนังสือสองเล่มแรกของ Porter มาเชื่อมกันอย่างง่าย เราจะเห็นลำดับการคิดดังนี้
Competitive Strategy (1980) วิเคราะห์
Industry Structure ↓
Five Forces ↓
เข้าใจสนามการแข่งขัน ↓
เลือกแนวทางการแข่งขัน ↓
Competitive Advantage (1985) วิเคราะห์
Value Chain ↓
ค้นหา Cost และ Differentiation Drivers ↓
จัดวางกิจกรรมให้สร้างคุณค่า ↓
Competitive Advantage นี่ทำให้เห็นว่า Five Forces และ Value Chain ตอบคำถามคนละระดับ
Five Forces → มองออกไปภายนอกบริษัท
Value Chain → เจาะเข้าไปดูกิจกรรมของบริษัท
การใช้เพียง Five Forces อาจทำให้เราเข้าใจว่าอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร แต่ยังไม่ตอบว่าเราจะทำกิจกรรมภายในอย่างไร
ในทางกลับกัน การทำ Value Chain โดยไม่เข้าใจ Industry Structure ก็อาจทำให้เราปรับปรุงกิจกรรมจำนวนมากโดยไม่รู้ว่าความได้เปรียบที่ตลาดต้องการจริงคืออะไร
สาระสำคัญของ Competitive Advantage ไม่ใช่เพียงการจำรูป Value Chain ที่มีลูกศรและช่องกิจกรรมต่าง ๆ หัวใจอยู่ที่การเปลี่ยนคำถามจาก “บริษัทเรามีอะไร?” เป็น “บริษัทเราทำกิจกรรมอะไร และทำกิจกรรมเหล่านั้นแตกต่างหรือมีต้นทุนสัมพันธ์กับคู่แข่งอย่างไร?”
Harvard สรุป Value Chain ไว้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมและ Value Chain ที่กิจกรรมเหล่านั้นฝังตัวอยู่เป็นหน่วยพื้นฐานของ Competitive Advantage และ Strategy สะท้อนอยู่ใน Choices เกี่ยวกับการจัดวางและเชื่อมโยงกิจกรรมเหล่านั้น ดังนั้น เครื่องจักร คนเก่ง Technology Brand หรือเงินทุน ไม่ได้สร้าง Competitive Advantage อย่างยั่งยืนด้วยตัวมันเอง สิ่งสำคัญกว่าคือองค์กรสามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ผ่าน Activities เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้าในต้นทุนที่เหมาะสม และทำให้ระบบกิจกรรมสนับสนุน Strategic Position ขององค์กรได้ดีเพียงใด
สำหรับผู้บริหารไทย บทเรียนที่นำไปใช้ได้ทันที คือ อย่าถามเพียงว่า “เรามีอะไรที่คู่แข่งไม่มี?” แต่ควรถามว่า “เราทำอะไรได้แตกต่างหรือดีกว่าคู่แข่ง และกิจกรรมทั้งหมดของเราสนับสนุนความได้เปรียบนั้นอย่างไร?” เมื่อเข้าใจระดับบริษัทแล้ว หนังสือเล่มถัดไปของ Porter จะขยายสนามวิเคราะห์ออกไปอย่างมาก จากคำถามว่า “บริษัทหนึ่งแข่งขันได้อย่างไร?” ไปสู่คำถามว่า “ทำไมบริษัทและอุตสาหกรรมในบางประเทศจึงสามารถสร้างความได้เปรียบระดับโลกได้?”
#MichaelPorter #Porter101 #CompetitiveAdvantage #ValueChain #CostAdvantage #Differentiation #BusinessStrategy #CompetitiveStrategy #StrategicManagement #ValueCreation #Operations #Manufacturing #Management #BusinessManagement #DigitalStrategy #ProcessImprovement #กลยุทธ์ #ความได้เปรียบในการแข่งขัน #ห่วงโซ่คุณค่า #การบริหารจัดการ #บริหารธุรกิจ
บทความชุด Porter จึงไม่ได้ตั้งใจรวบรวมทุกสิ่งที่มีชื่อ Porter อยู่ด้วยกัน แต่จะย้อนกลับไปดู หนังสือสำคัญของเขา แล้วถามว่า หนังสือแต่ละเล่มเสนออะไร แนวคิดเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร และผู้บริหารในประเทศไทยสามารถนำหลักคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร โดยจะแยกให้ชัดเจนระหว่าง แนวคิดต้นฉบับของ Porter กับ ตัวอย่างและการประยุกต์ที่ผู้เขียนนำมาอธิบายเพิ่มเติม
* หมายเหตุ
ในทุกบทความต่อไปนี้ จะมีการนำแนวคิดของ Porter มาประยุกต์กับบริบทไทย โดยเป็นการพยายามยกตัวอย่างจากผู้เขียนเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ไม่ได้หมายความว่า Porter เคยวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศไทย
-------------------------
ที่มาข้อมูล
- Institute for Strategy and Competitiveness – Michael Porter Biography
- Michael Porter Career Timeline – Harvard Business School
- The Essential Porter – Harvard Business School
- Strategy – Institute for Strategy and Competitiveness
ภาพและรวบรวมข้อมูล
-------------------------
สนใจเรื่องราวการจัดการธุรกิจเพิ่มเติมคลิกที่นี่
การจัดการธุรกิจ (Business Management)
-------------------------

