iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

Gartner101-02 รู้จักเครื่องมือสำคัญของ Gartner แต่ละเครื่องมือใช้ต่างกันอย่างไร?

รู้จักเครื่องมือสำคัญของ Gartner แต่ละเครื่องมือใช้ต่างกันอย่างไร?

ในตอนที่แล้วเราได้รู้จัก Gartner ในฐานะองค์กรด้านการวิจัยและให้ข้อมูลเชิงลึกด้านธุรกิจและเทคโนโลยี สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจต่อมาคือ Gartner ไม่ได้มีเพียง Hype Cycle หรือ Magic Quadrant แม้สองชื่อนี้จะเป็นสิ่งที่คนในวงการ IT คุ้นเคยมากที่สุดก็ตาม ในความเป็นจริง Gartner มี Research Methodologies และรูปแบบงานวิจัยหลายประเภทที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยตอบคำถามที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ “เทคโนโลยีนี้อยู่ในช่วงใดของการพัฒนา” “ตลาดนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร” “มีผู้ให้บริการรายใดที่ควรศึกษา” “ผลิตภัณฑ์ใดเหมาะกับ Use Case ของเรา” ไปจนถึง “ตลาดนี้มีขนาดเท่าไรและกำลังเติบโตไปทางไหน”

ดังนั้นก่อนที่จะอ่านรายงาน Gartner สิ่งแรกที่ควรรู้ไม่ใช่เพียงว่า “รายงานนี้บอกอะไร” แต่ต้องรู้ก่อนว่า “เครื่องมือชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามอะไร” เพราะหากเลือกใช้เครื่องมือผิดประเภท เราอาจได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่กลับนำไปใช้ตัดสินใจผิดเรื่องได้

1. Gartner Hype Cycle – เทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ช่วงไหน?

หนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้ชื่อ Gartner เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ Gartner Hype Cycle ซึ่งใช้ช่วยทำความเข้าใจวิวัฒนาการของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “ความคาดหวัง” ที่ตลาดมีต่อเทคโนโลยีกับระดับ Maturity และ Adoption ที่เกิดขึ้นจริง

Hype Cycle แบ่งเส้นทางของเทคโนโลยีออกเป็น 5 ช่วงสำคัญ ได้แก่

Innovation Trigger,

Peak of Inflated Expectations,

Trough of Disillusionment,

Slope of Enlightenment

และ Plateau of Productivity Gartner อธิบายว่า Hype Cycle ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นว่าเทคโนโลยีหนึ่งกำลังอยู่ในช่วงใด และช่วยแยกสิ่งที่เป็นกระแสความคาดหวังออกจากศักยภาพเชิงพาณิชย์ที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น หากองค์กรได้ยินเรื่องเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI Agents, Spatial Computing หรือเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ คำถามแรกอาจไม่ใช่ “Vendor ไหนดีที่สุด?” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า เทคโนโลยีนี้มีระดับความพร้อมเพียงใด ตลาดกำลังคาดหวังสูงเกินจริงหรือไม่ และอีกนานแค่ไหนกว่าจะเข้าสู่การใช้งานอย่างแพร่หลาย ดังนั้นเราสามารถจำ Hype Cycle แบบง่ายที่สุดว่า Hype Cycle = Technology Maturity & Expectations หรือถามสั้น ๆ ว่า “เทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ตรงไหนของเส้นทางการเติบโต?”

2. Gartner Magic Quadrant – ผู้ให้บริการในตลาดมีตำแหน่งอย่างไร?

เมื่อเราตัดสินใจแล้วว่าเทคโนโลยีหรือ Solution ประเภทหนึ่งน่าสนใจ คำถามต่อไปมักเปลี่ยนจากเรื่อง Technology มาเป็นเรื่อง Market และ Vendor นี่คือพื้นที่ของ Gartner Magic Quadrant Magic Quadrant เป็น Research Methodology ที่ใช้แสดงตำแหน่งของ Technology Providers ในตลาดที่ Gartner กำหนด โดยพิจารณาจากสองแกนหลักคือ Ability to Execute และ Completeness of Vision ก่อนแบ่งผู้ให้บริการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Leaders, Challengers, Visionaries และ Niche Players 

Magic Quadrant จึงเหมาะกับคำถามประเภท “ตลาดนี้มีผู้เล่นสำคัญใครบ้าง?” “แต่ละ Vendor มีตำแหน่งอย่างไรตามเกณฑ์ของ Gartner?” “ใครมีความสามารถในการ Execute และใครมี Vision ที่โดดเด่น?”

แต่สิ่งสำคัญมากคือ Magic Quadrant ไม่ใช่ตารางจัดอันดับว่าอันดับ 1 ต้องดีที่สุดสำหรับทุกองค์กร

Gartner เองอธิบายว่าองค์กรไม่ควรเลือกเฉพาะผู้ให้บริการใน Leaders Quadrant เพราะ Challenger, Visionary หรือ Niche Player อาจเหมาะสมกับความต้องการขององค์กรบางประเภทมากกว่า ดังนั้นจำง่าย ๆ ว่า Magic Quadrant = Market & Provider Positioning หรือถามว่า “ในตลาดนี้ Vendor แต่ละรายอยู่ตรงไหน?”

3. Gartner Critical Capabilities – ผลิตภัณฑ์เหมาะกับ Use Case ของเราหรือไม่?

นี่เป็นเครื่องมือที่คนรู้จักน้อยกว่า Magic Quadrant แต่ในหลายกรณีกลับมีประโยชน์ต่อการเลือก Solution มากกว่า

Gartner Critical Capabilities เป็นงานวิจัยที่ช่วยวิเคราะห์ Product หรือ Service Offerings ของผู้ให้บริการโดยพิจารณาความสามารถสำคัญและความเหมาะสมกับ Use Case ต่าง ๆ Gartner อธิบายว่า Critical Capabilities เป็น Companion Research ที่ช่วยให้ผู้ใช้ลงรายละเอียดจากภาพตลาดใน Magic Quadrant ไปสู่การประเมินผลิตภัณฑ์และบริการตามความต้องการเฉพาะ ลองนึกภาพว่า Magic Quadrant บอกเราว่า Vendor A, B และ C เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด แต่คำถามจริงขององค์กรอาจเป็นว่า “ระบบของใครเหมาะกับงานของเรามากที่สุด?”

องค์กรขนาดใหญ่กับ SME อาจต้องการความสามารถต่างกัน ธนาคารกับโรงงานอุตสาหกรรมอาจมี Security Requirements ต่างกัน องค์กรที่ต้อง Integration กับ Legacy Systems อาจต้องการ Solution ต่างจากบริษัทที่สร้างระบบใหม่ทั้งหมดบน Cloud

ดังนั้น Critical Capabilities = Product Capabilities & Use Cases

หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ของใครเหมาะกับงานของเรามากที่สุด?”

4. Gartner Market Guide – ถ้าตลาดยังใหม่จนไม่มี Magic Quadrant จะดูอะไร?

ไม่ใช่ทุกตลาดที่ Gartner จะจัดทำ Magic Quadrant เพราะตลาดบางประเภทอาจยังใหม่ มีขนาดเล็ก มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หรือยังไม่มีโครงสร้างการแข่งขันที่เหมาะกับการเปรียบเทียบผู้ให้บริการด้วย Magic Quadrant ในกรณีเช่นนี้ เราอาจพบ Gartner Market Guide Market Guide ช่วยให้องค์กรเข้าใจตลาด ทั้งทิศทาง ลักษณะของผู้ให้บริการ และประเด็นที่ควรพิจารณาเมื่อต้องเลือก Solution ในตลาดนั้น 

Market Guide จึงมีประโยชน์มากในโลกที่เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะบางครั้งเราต้องเริ่มศึกษาตลาดก่อนที่จะมีกรอบการแข่งขันที่ชัดเจน

ดังนั้น Market Guide = Market Understanding

หรือถามว่า “ตลาดนี้คืออะไร กำลังไปทางไหน และมีผู้เล่นแบบใดบ้าง?”

5. Gartner Market Forecast – ตลาดนี้กำลังจะโตแค่ไหน?

หากคำถามเปลี่ยนจาก “มี Vendor ใครบ้าง?” เป็น “ตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน?” หรือ “อีก 3–5 ปีจะโตอย่างไร?” เราต้องใช้เครื่องมืออีกประเภทหนึ่ง

Gartner Market Forecast ใช้ข้อมูลและแบบจำลองเพื่อคาดการณ์แนวโน้มตลาดในอนาคต Gartner ระบุว่า Forecast ช่วยให้องค์กรเห็นภาพการใช้จ่ายและโอกาสในตลาด รวมถึงใช้ประกอบการวางแผนและจัดสรรทรัพยากร 

ตัวเลขที่เรามักพบจากรายงานลักษณะนี้ เช่น Market Size, Spending, Growth Rate หรือ CAGR สามารถช่วยผู้บริหารประเมินได้ว่าตลาดใดกำลังขยายตัว และแนวโน้มการลงทุนกำลังเคลื่อนไปทางไหน

ตัวอย่างเช่น หากต้องการวิเคราะห์ตลาด Cloud, Cybersecurity, AI Infrastructure หรือ Data Center คำถามอาจเป็นว่า

ตลาดมีมูลค่าเท่าไร?

กำลังเติบโตเร็วแค่ไหน?

ภูมิภาคใดเติบโตสูง?

การใช้จ่ายกำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีประเภทหนึ่งไปสู่อีกประเภทหนึ่งหรือไม่?

ดังนั้น

Market Forecast = Future Market Direction

หรือ

“ตลาดกำลังจะไปทางไหน?”

6. Gartner Market Share – ตอนนี้ใครครองตลาด?

Market Forecast มองอนาคต ส่วน Market Share ช่วยมองโครงสร้างตลาดและผลการดำเนินงานของผู้ให้บริการในช่วงเวลาที่วิเคราะห์

Gartner อธิบาย Market Share Analysis ว่าใช้ติดตามและวิเคราะห์ว่ารายได้ในตลาดเทคโนโลยีถูกแบ่งระหว่างผู้ให้บริการอย่างไร ซึ่งช่วยให้เห็นทั้งขนาดของผู้เล่นและการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขัน (gartner.com)

ข้อมูล Market Share จึงช่วยตอบคำถาม เช่น

ใครเป็นผู้เล่นรายใหญ่?

ใครกำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาด?

ใครกำลังเสียส่วนแบ่งตลาด?

โครงสร้างการแข่งขันกำลังเปลี่ยนหรือไม่?

ดังนั้น

Market Share = Current Competitive Landscape

หรือจำง่าย ๆ ว่า

“ตอนนี้ใครครองตลาด และสถานการณ์กำลังเปลี่ยนอย่างไร?”

อย่าใช้เครื่องมือเดียวตอบทุกคำถาม

จุดสำคัญที่สุดของ Gartner101-02 คือ Gartner มีเครื่องมือหลายประเภทเพราะ การตัดสินใจด้านเทคโนโลยีมีหลายคำถาม

สมมติองค์กรกำลังสนใจเทคโนโลยีใหม่ กระบวนการคิดอาจเริ่มจาก

Technology Trend → Hype Cycle → Market Guide → Magic Quadrant → Critical Capabilities → Market Forecast/Market Share → PoC → Investment Decision

แต่ลำดับนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะบางตลาดอาจไม่มี Magic Quadrant หรือบางการตัดสินใจอาจไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทุกประเภท สิ่งสำคัญคือเลือก Research ให้ตรงกับคำถามที่ต้องการตอบ

หากต้องการรู้ว่าเทคโนโลยีใหม่อยู่ช่วงใด ให้ดู Hype Cycle

หากต้องการรู้โครงสร้างของตลาด ให้ศึกษา Market Guide

หากต้องการมองตำแหน่งผู้ให้บริการ ให้ศึกษา Magic Quadrant

หากต้องการลงรายละเอียดว่า Product ใดเหมาะกับ Use Case ให้ดู Critical Capabilities

หากต้องการรู้ว่าตลาดกำลังโตไปทางไหน ให้ศึกษา Market Forecast

และหากต้องการรู้ว่าใครมีส่วนแบ่งตลาดเท่าไร ให้ศึกษา Market Share

ตัวอย่าง: องค์กรกำลังจะลงทุนระบบ Cybersecurity

ลองสมมติว่าองค์กรต้องการลงทุนด้าน Cybersecurity แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากอะไร หากเริ่มด้วยการค้นหา Vendor ทันที เราอาจพบผลิตภัณฑ์จำนวนมากจนไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบกันอย่างไร

แนวคิดที่เป็นระบบมากกว่าคือ เริ่มจาก Business Problem และ Security Requirements ก่อน จากนั้นจึงศึกษาว่าเทคโนโลยีประเภทใดตอบโจทย์ หากเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ก็สามารถใช้ Hype Cycle ช่วยประเมิน Maturity หากตลาดยังใหม่ Market Guide อาจช่วยทำความเข้าใจโครงสร้างตลาด หากตลาดมี Magic Quadrant ก็ใช้ช่วยทำ Market Scan และศึกษาผู้ให้บริการ จากนั้นจึงลงรายละเอียดความสามารถของผลิตภัณฑ์กับ Use Case ก่อนทำ PoC และประเมินด้าน Architecture, Integration, Security, Cost และ Support

กระบวนการที่เหมาะสมจึงเป็น

Problem → Requirement → Technology → Market → Vendor → Product → PoC → Evaluation → Decision

ไม่ใช่

Gartner Leader → ซื้อ

ความแตกต่างเพียงเท่านี้สามารถเปลี่ยน Gartner จาก “ตรารับรอง Vendor” ให้กลายเป็น เครื่องมือช่วยคิดและช่วยตัดสินใจ

แล้ว Strategic Technology Trends อยู่ตรงไหน?

อีกชื่อหนึ่งที่เราพบเป็นประจำคือ Gartner Top Strategic Technology Trends ซึ่งแตกต่างจากเครื่องมือวิเคราะห์ Vendor โดย Gartner ใช้การวิเคราะห์แนวโน้มเพื่อชี้ให้เห็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสร้างผลกระทบเชิงกลยุทธ์ต่อองค์กร

ประโยชน์ของ Strategic Technology Trends จึงอยู่ในระดับ Strategic Planning มากกว่าการตอบว่า Vendor ใดควรซื้อ

องค์กรสามารถใช้ Trends เป็นสัญญาณตั้งต้น แล้วนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาศึกษาต่อด้วย Research ประเภทอื่น

จึงอาจมองภาพรวมได้ว่า

Strategic Trends → มองอนาคต

Hype Cycle → มอง Maturity

Market Guide → มองตลาด

Magic Quadrant → มอง Provider

Critical Capabilities → มอง Product และ Use Case

Market Forecast → มองการเติบโตในอนาคต

Market Share → มองโครงสร้างการแข่งขัน

เมื่อนำมาประกอบกัน เราจะเริ่มเห็นทั้งภาพ Technology + Market + Vendor + Product + Future

Gartner เป็น Toolkit ไม่ใช่เครื่องมือชิ้นเดียว

สิ่งที่ควรจำจากตอนนี้มากที่สุดคือ อย่ามอง Gartner ว่าเท่ากับ Magic Quadrant และอย่ามอง Magic Quadrant ว่าเท่ากับการจัดอันดับ Vendor

Gartner ควรถูกมองเป็น Toolkit สำหรับการวิเคราะห์และตัดสินใจ

เครื่องมือแต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกัน และคุณค่าที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราเลือกใช้ให้ตรงกับคำถาม

ในทางปฏิบัติ เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ Gartner ทุกเครื่องมือ แต่ควรมีหลักคิดว่า ก่อนอ่านรายงานทุกครั้งต้องถามตัวเองว่า

“ตอนนี้เรากำลังพยายามตอบคำถามอะไร?”

เพราะคำถามที่ดีจะนำไปสู่การเลือกข้อมูลที่ถูกต้อง และข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้การตัดสินใจมีคุณภาพมากขึ้น

สรุป Gartner101-02

เครื่องมือของ Gartner สามารถจำในรูปแบบง่าย ๆ ได้ดังนี้

Strategic Technology Trends = อนาคตมีอะไรน่าจับตา?

Hype Cycle = เทคโนโลยีอยู่ช่วงไหน?

Market Guide = ตลาดนี้เป็นอย่างไร?

Magic Quadrant = Provider แต่ละรายมีตำแหน่งอย่างไร?

Critical Capabilities = Product เหมาะกับ Use Case ใด?

Market Forecast = ตลาดกำลังจะไปทางไหน?

Market Share = ตอนนี้ใครมีส่วนแบ่งตลาดเท่าไร?

แต่เหนือกว่าเครื่องมือทั้งหมดคือหลักคิดที่ว่า Research เป็น Input สำหรับการตัดสินใจ ไม่ใช่คำสั่งให้ตัดสินใจ

เมื่อเข้าใจแผนที่ของ Gartner แล้ว ตอนต่อไปเราจะเริ่มเจาะลึกเครื่องมือที่โด่งดังที่สุดชนิดหนึ่ง และเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปอ้างอิงเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีเกิดใหม่อยู่เสมอ

Gartner101-03: Gartner Hype Cycle คืออะไร? เข้าใจวงจรจากความตื่นเต้นของเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง

#Gartner #Gartner101 #HypeCycle #MagicQuadrant #CriticalCapabilities #MarketGuide #MarketForecast #MarketShare #TechnologyTrends #ITStrategy

.

------------------------

ที่มาข้อมูล

www.gartner.com

รวบรวมข้อมูลและรูปภาพ

www.iok2u.com

------------------------

รวมเรื่องราวน่ารู้จาก Gartner

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward