iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

Gartner101-03 Gartner Hype Cycle คืออะไร?

 

Gartner Hype Cycle คืออะไร? เข้าใจวงจรจากความตื่นเต้นของเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง

เมื่อเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น เรามักพบปรากฏการณ์คล้ายกันอยู่เสมอ ช่วงแรกคนส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้จัก แต่เมื่อสื่อ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และผู้ใช้งานเริ่มให้ความสนใจ กระแสความคาดหวังก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนเริ่มเชื่อว่าเทคโนโลยีนั้นกำลังจะเปลี่ยนโลก ธุรกิจต่าง ๆ รีบประกาศโครงการใหม่ เงินลงทุนหลั่งไหลเข้ามา และเกิดผลิตภัณฑ์จำนวนมากตามกระแส แต่เมื่อเวลาผ่านไป ข้อจำกัดเริ่มปรากฏ ผลลัพธ์บางอย่างไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หลายโครงการล้มเหลว ความสนใจลดลง ก่อนที่เทคโนโลยีซึ่งมีคุณค่าจริงจะค่อย ๆ ถูกพัฒนา ปรับปรุง และเข้าสู่การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้คือแนวคิดสำคัญเบื้องหลัง Gartner Hype Cycle เครื่องมือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดชนิดหนึ่งของ Gartner และเป็นกรอบคิดที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า เหตุใด “ความตื่นเต้นต่อเทคโนโลยี” จึงไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามความสามารถที่แท้จริงของเทคโนโลยี

Gartner Hype Cycle คืออะไร?

Gartner Hype Cycle เป็นกรอบการวิเคราะห์ที่ Gartner ใช้แสดงรูปแบบของ Maturity และ Adoption ของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนความคาดหวังที่ตลาดมีต่อเทคโนโลยีนั้น Gartner อธิบายว่า Hype Cycle ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่ได้รับความสนใจ ผ่านช่วงที่ความคาดหวังสูงมากและช่วงผิดหวัง ก่อนที่จะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การใช้งานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น (gartner.com)

คำว่า Hype ในที่นี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะ Gartner ไม่ได้พยายามวาดกราฟแสดง “ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Expectation หรือความคาดหวัง กับการพัฒนาและการยอมรับเทคโนโลยีในช่วงเวลาต่าง ๆ

นี่เป็นเหตุผลที่เทคโนโลยีซึ่งกำลังได้รับความสนใจสูงสุด อาจยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่พร้อมที่สุดสำหรับการนำมาใช้งานจริง

แกนของ Gartner Hype Cycle หมายถึงอะไร?

ภาพ Hype Cycle ที่เราคุ้นเคยจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง เริ่มจากด้านล่าง พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ยอดสูง จากนั้นตกลงสู่จุดต่ำ ก่อนค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นและเข้าสู่แนวราบ แกนตั้งหรือ Y-axis แสดงระดับ Expectations หรือความคาดหวังที่มีต่อเทคโนโลยี ส่วนแกนนอนหรือ X-axis แสดง Time หรือเวลา ดังนั้นสิ่งที่อยู่สูงบนกราฟไม่ได้หมายความว่า “เทคโนโลยีนี้ดีที่สุด” และสิ่งที่อยู่ต่ำไม่ได้หมายความว่า “เทคโนโลยีนี้ไม่ดี” ตำแหน่งเหล่านั้นสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความสนใจ ความคาดหวัง ประสบการณ์การใช้งาน และระดับการพัฒนาของเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้น นี่เป็นจุดที่คนอ่าน Hype Cycle ผิดกันมากที่สุด

5 ขั้นของ Gartner Hype Cycle

Gartner แบ่งเส้นทางของเทคโนโลยีตาม Hype Cycle ออกเป็น 5 ช่วงหลัก ได้แก่ Innovation Trigger, Peak of Inflated Expectations, Trough of Disillusionment, Slope of Enlightenment และ Plateau of Productivity 

1. Innovation Trigger – จุดเริ่มต้นของนวัตกรรม 

ทุกอย่างเริ่มต้นจาก Innovation Trigger หรือช่วงที่นวัตกรรมเริ่มปรากฏและได้รับความสนใจ อาจเกิดจากงานวิจัย ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การเปิดตัว Prototype แนวคิดใหม่ หรือความสำเร็จของโครงการทดลองบางอย่างที่ทำให้ผู้คนเริ่มมองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยี ในช่วงนี้ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์อาจยังมีไม่มาก หลักฐานว่าธุรกิจจะสามารถสร้างผลตอบแทนจากเทคโนโลยีอาจยังไม่ชัดเจน แต่ข่าวและความสนใจเริ่มเพิ่มขึ้น คำถามที่เหมาะกับช่วงนี้ คือ “เทคโนโลยีนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง?”

องค์กรที่เหมาะกับการเข้ามาศึกษาในช่วงนี้มักเป็นองค์กรที่มีความสามารถด้าน Innovation มีงบประมาณสำหรับ Research & Development หรือยอมรับความเสี่ยงของการทดลองเทคโนโลยีใหม่ได้ เป้าหมายจึงยังไม่ควรเป็นการ Deploy ขนาดใหญ่ แต่ควรเป็น Learning, Experimentation และ Proof of Concept

2. Peak of Inflated Expectations – จุดสูงสุดของความคาดหวังเกินจริง

เมื่อเทคโนโลยีเริ่มได้รับความสนใจ ความคาดหวังมักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่ Peak of Inflated Expectations

นี่คือช่วงที่เราอาจได้ยินข้อความประเภท “เทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนทุกอุตสาหกรรม” “ทุกบริษัทต้องใช้” “ถ้าไม่ลงทุนตอนนี้จะตกขบวน” หรือแม้แต่ “เทคโนโลยีนี้จะมาแทนของเดิมทั้งหมด”

กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกมักได้รับการนำเสนออย่างมาก ขณะที่ข้อจำกัด ต้นทุน ความล้มเหลว และ Use Case ที่ไม่เหมาะสมอาจได้รับความสนใจน้อยกว่า บริษัทจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ตลาด ผู้บริหารเริ่มได้รับแรงกดดันให้ลงทุน และบางองค์กรเริ่มโครงการเพราะกลัวว่าจะตามคู่แข่งไม่ทัน หรือที่เรียกว่า Fear of Missing Out – FOMO ปัญหาคือ Expectation อาจวิ่งเร็วกว่าความสามารถจริงของ Technology ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ 

คำถามสำคัญไม่ควรเป็น “คนอื่นใช้หรือยัง?” แต่ควรเป็น “Use Case ของเราคืออะไร และเทคโนโลยีนี้แก้ปัญหานั้นได้จริงหรือไม่?”

3. Trough of Disillusionment – หุบเหวแห่งความผิดหวัง

หลังจากความคาดหวังขึ้นไปถึงระดับสูงมาก ความเป็นจริงจะเริ่มทำหน้าที่ของมัน โครงการบางส่วนล้มเหลว ต้นทุนสูงกว่าที่คาด Integration ยาก ระบบยังไม่เสถียร ผลตอบแทนไม่ชัดเจน ผู้ใช้งานไม่ยอมรับ หรือข้อจำกัดทางเทคนิคและกฎระเบียบเริ่มปรากฏ เทคโนโลยีจึงเข้าสู่ช่วง Trough of Disillusionment ความสนใจของสื่อลดลง นักลงทุนบางส่วนถอนตัว บริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ตามกระแสโดยไม่มีความสามารถจริงอาจออกจากตลาด ขณะที่ Vendor ที่ยังอยู่ต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์และพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริง ช่วงนี้ดูเหมือนเป็นช่วง “แย่ที่สุด” ของ Hype Cycle แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับเป็นช่วงที่น่าสนใจมาก เพราะเสียงรบกวนจากกระแสเริ่มลดลง และเราสามารถมองเห็นความจริงของเทคโนโลยีได้ชัดขึ้น 

คำถามจึงเปลี่ยนจาก “มันจะเปลี่ยนโลกหรือไม่?” เป็น “มันทำอะไรได้จริง?” และนี่เป็นคำถามที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนมากกว่า

4. Slope of Enlightenment – ทางลาดแห่งความเข้าใจ

เมื่อผ่านช่วงผิดหวัง เทคโนโลยีที่มีศักยภาพจริงจะไม่หายไป แต่จะเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และปรับปรุง นี่คือช่วง Slope of Enlightenment องค์กรเริ่มเข้าใจ Use Case ที่เหมาะสมมากขึ้น Best Practices เริ่มเกิดขึ้น Vendor ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีมีความเสถียรมากขึ้น Integration ดีขึ้น และผลลัพธ์จากการใช้งานเริ่มวัดได้ ในช่วงนี้คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า “เทคโนโลยีนี้ใช้ได้หรือไม่?” แต่เริ่มเปลี่ยนเป็น “เราควรใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด?” องค์กรที่เคยทดลองอาจเริ่ม Scale จาก Pilot ไปสู่ Production ขณะที่องค์กรที่รอดูสถานการณ์เริ่มมีข้อมูลมากพอสำหรับการลงทุน 

ในเชิงบริหาร นี่จึงเป็นช่วงที่น่าสนใจมาก เพราะ ความเสี่ยงลดลง ขณะที่ Business Value เริ่มชัดขึ้น

5. Plateau of Productivity – ระดับการใช้งานที่สร้างผลผลิตจริง

ปลายทางของ Hype Cycle คือ Plateau of Productivity เทคโนโลยีเข้าสู่ช่วงที่ประโยชน์ในโลกจริงได้รับการยอมรับมากขึ้น เกณฑ์การประเมิน Vendor และ Product ชัดเจนขึ้น การนำไปใช้งานสามารถวางแผนได้ดีขึ้น และตลาดเข้าใจมากขึ้นว่าเทคโนโลยีนั้นเหมาะกับงานประเภทใด ความตื่นเต้นอาจไม่สูงเหมือนช่วง Peak แต่กลับเป็นช่วงที่เทคโนโลยีสามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า นี่เป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจของโลกเทคโนโลยี ตอนที่ทุกคนพูดถึงเทคโนโลยีมากที่สุด อาจไม่ใช่เวลาที่เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ได้มากที่สุด และ ตอนที่เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องธรรมดา อาจเป็นเวลาที่มันสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริงมากที่สุด

Hype Cycle ไม่ใช่ Life Cycle ของผลิตภัณฑ์

อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ออก คือ

Hype Cycle ไม่ควรถูกตีความว่าเป็น Product Life Cycle แบบ Introduction → Growth → Maturity → Decline 

สองแนวคิดนี้มีวัตถุประสงค์ต่างกัน Product Life Cycle มักใช้ศึกษาวงจรของผลิตภัณฑ์หรือตลาดในเชิงยอดขายและการเติบโต

ขณะที่ Hype Cycle เน้นรูปแบบของ Expectations, Maturity และ Adoption ของ Innovation ดังนั้นการที่เทคโนโลยีอยู่บริเวณ Trough of Disillusionment ไม่ได้หมายความว่ายอดขายจะต้องลดลงตามรูปของกราฟเสมอไป เส้นกราฟคือ Conceptual Model สำหรับช่วยทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ไม่ใช่กราฟราคาหุ้น ยอดขาย จำนวนผู้ใช้ หรือประสิทธิภาพของเทคโนโลยี

Hype Cycle ไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีทุกตัวต้องเดินทางเหมือนกัน

สิ่งสำคัญอีกประการคือไม่ควรเข้าใจว่าเทคโนโลยีทุกชนิดจะต้องเดินผ่านเส้น Hype Cycle ด้วยความเร็วเท่ากัน บางเทคโนโลยีอาจใช้เวลาหลายปีในการเข้าสู่ Mainstream Adoption ขณะที่บางเทคโนโลยีพัฒนาได้เร็วกว่า บางเทคโนโลยีอาจถูกเทคโนโลยีอื่นแทนที่ หรือไม่สามารถสร้าง Adoption ในระดับที่คาดหวังได้เลย ใน Hype Cycle ของ Gartner เราจึงมักพบการระบุช่วงเวลาประมาณการที่เทคโนโลยีอาจใช้ในการเข้าสู่ Plateau เช่น ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว 

ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้บริหารไม่เพียงถามว่า “เทคโนโลยีนี้น่าสนใจหรือไม่?” แต่สามารถถามต่อได้ว่า “ถ้ามันน่าสนใจ เราควรเริ่มเมื่อไร?” 

ตัวอย่างแนวคิด: Generative AI

Generative AI เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เข้าใจแนวคิด Hype Cycle ได้ง่าย เมื่อเทคโนโลยี Generative AI ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ผู้คนเริ่มทดลองสร้างข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ และ Code ความคาดหวังต่อ AI เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล องค์กรจำนวนมากประกาศโครงการ AI และเกิดผลิตภัณฑ์ที่ติดคำว่า AI จำนวนมากในตลาด แต่เมื่อเริ่มนำไปใช้จริง องค์กรก็พบคำถามใหม่ เช่น ความถูกต้องของคำตอบ Hallucination, Data Privacy, Cybersecurity, Copyright, Governance, Cost, Model Selection, Integration และการวัด Return on Investment สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า Generative AI “ล้มเหลว” ตรงกันข้าม นี่คือกระบวนการที่ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก ความตื่นเต้น → ความเข้าใจ และจาก ทดลองว่า AI ทำอะไรได้ → ออกแบบว่า AI ควรทำอะไรให้ธุรกิจ นี่คือหัวใจของ Hype Cycle 

แล้วองค์กรควรลงทุนตรงไหนของ Hype Cycle? 

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกองค์กร 

องค์กรที่เป็น Technology Leader หรือ Early Adopter อาจเลือกทดลองตั้งแต่ Innovation Trigger เพราะต้องการสร้างความได้เปรียบก่อนคู่แข่ง และยอมรับความเสี่ยงได้สูง

องค์กรที่ต้องการสมดุลระหว่าง Innovation กับ Risk อาจเริ่มทดลองในช่วง Peak หรือ Trough แต่ลงทุนในขนาดเล็กผ่าน Sandbox, Prototype หรือ PoC

องค์กรที่เน้น Stability และ Return on Investment อาจรอจนเทคโนโลยีเข้าสู่ Slope of Enlightenment และมี Best Practices ชัดเจนมากขึ้น

ส่วนระบบที่มีความสำคัญสูง เช่น Critical Infrastructure อาจต้องรอจนเทคโนโลยีมี Maturity มากเพียงพอ ดังนั้น Hype Cycle ไม่ได้ตอบว่า “ซื้อหรือไม่ซื้อ?” แต่ช่วยตั้งคำถามว่า “ด้วย Risk Appetite และ Strategy ของเรา เราควรทำอะไรกับเทคโนโลยีนี้ในเวลานี้?”

จาก Hype สู่ Business Value

คุณค่าที่แท้จริงของ Hype Cycle ไม่ใช่การดูว่าเทคโนโลยีอยู่ตรงไหนบนกราฟแล้วจบ แต่คือการนำตำแหน่งนั้นกลับมาวิเคราะห์กับบริบทขององค์กร แนวคิดที่สามารถนำไปใช้ได้ คือ Technology → Position → Maturity → Risk → Use Case → Business Value → Action กล่าวคือ เริ่มจากศึกษาว่าเทคโนโลยีคืออะไร อยู่ในช่วงใด มี Maturity ระดับไหน มีความเสี่ยงอะไร จากนั้นจึงถามว่ามี Use Case ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือไม่ และสามารถสร้าง Business Value ได้อย่างไร ก่อนกำหนด Action ที่เหมาะสม

Action อาจเป็น Watch – Study – Experiment – Pilot – Invest – Scale

การตัดสินใจว่า Action ใดเหมาะสมต่างหากที่เป็นหน้าที่ขององค์กร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการอ่าน Hype Cycle

ข้อผิดพลาดแรกคือ คิดว่ายิ่งอยู่สูงยิ่งดี ทั้งที่แกนตั้งแสดง Expectations ไม่ใช่คุณภาพ

ข้อผิดพลาดที่สองคือ คิดว่าเทคโนโลยีอยู่ใน Trough แล้วไม่น่าสนใจ ทั้งที่บางครั้งช่วงนี้เป็นเวลาที่ Use Case จริงเริ่มชัดขึ้น

ข้อผิดพลาดที่สามคือ เห็นเทคโนโลยีอยู่บน Hype Cycle แล้วคิดว่า Gartner แนะนำให้ลงทุน การปรากฏอยู่ในงานวิจัยไม่ได้เท่ากับคำแนะนำให้ทุกองค์กรซื้อหรือใช้งาน

ข้อผิดพลาดที่สี่คือ ใช้ Hype Cycle แทนการวิเคราะห์ Business Case ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของเครื่องมือ

และข้อผิดพลาดสุดท้ายคือ ดูเพียง Hype Cycle ปีเดียว โดยไม่ติดตามการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปี เพราะสิ่งที่น่าสนใจมากคือการดูว่าเทคโนโลยีเคลื่อนที่ เปลี่ยนชื่อ รวมตัวกับเทคโนโลยีอื่น หรือหายไปจากกราฟอย่างไร

Hype Cycle ช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแส

ในโลกที่ข่าวเทคโนโลยีแพร่กระจายเร็วมาก การตัดสินใจด้วยอารมณ์เกิดขึ้นได้ง่าย เทคโนโลยีหนึ่งอาจกลายเป็นกระแสภายในไม่กี่เดือน และผู้บริหารอาจถูกกดดันด้วยคำถามว่า “คู่แข่งทำแล้ว ทำไมเรายังไม่ทำ?” 

Hype Cycle ช่วยให้เรากลับมาตั้งคำถามอย่างเป็นระบบว่า เทคโนโลยีนี้มี Maturity แค่ไหน? Expectation สูงกว่าความสามารถจริงหรือไม่? Use Case ของเราคืออะไร? Risk อยู่ตรงไหน? ถ้าไม่ลงทุนตอนนี้ เราเสียอะไร? ถ้าลงทุนตอนนี้ เราเสี่ยงอะไร? และควร Watch, Experiment, Pilot หรือ Scale?

คำถามเหล่านี้มีค่ามากกว่าการถามเพียงว่า “เทคโนโลยีนี้กำลังดังหรือไม่?”

สรุป

Gartner Hype Cycle เป็นกรอบวิเคราะห์ที่ช่วยทำความเข้าใจเส้นทางของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง Expectations, Maturity, Adoption และ Time โดยแบ่งออกเป็น 5 ช่วง ได้แก่ Innovation Trigger → Peak of Inflated Expectations → Trough of Disillusionment → Slope of Enlightenment → Plateau of Productivity (gartner.com)

หัวใจของ Hype Cycle ไม่ใช่การทำนายว่าเทคโนโลยีใดจะประสบความสำเร็จแน่นอน แต่คือการช่วยให้เราแยก “กระแส” ออกจาก “ศักยภาพ” และมองเทคโนโลยีด้วยกรอบเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นเทคโนโลยีใหม่ สิ่งที่เราควรถามจึงไม่ใช่เพียง “มันกำลังดังแค่ไหน?” แต่ควรถามว่า “มันพร้อมแค่ไหน เหมาะกับเราหรือไม่ และเวลาที่เหมาะสมสำหรับเราคือเมื่อไร?” และนั่นนำไปสู่คำถามสำคัญของตอนต่อไป เพราะการรู้ว่าเทคโนโลยีอยู่ตรงไหนบน Hype Cycle ยังไม่เพียงพอ สิ่งที่ผู้บริหารต้องการรู้จริง ๆ คือ แล้วเราควรทำอะไรต่อ?

#Gartner #Gartner101 #HypeCycle #Technology #EmergingTechnology #TechnologyTrends #Innovation #ArtificialIntelligence #ITStrategy #DigitalTransformation #MagicQuadrant #CriticalCapabilities #MarketGuide #MarketForecast #MarketShare #TechnologyTrends #ITStrategy

.

------------------------

ที่มาข้อมูล

www.gartner.com

รวบรวมข้อมูลและรูปภาพ

www.iok2u.com

------------------------

รวมเรื่องราวน่ารู้จาก Gartner

------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward