iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

ปัญหาวิกฤตการรวมศูนย์อำนาจ (Centralization)

 

"กรุงเทพฯ คือประเทศไทย?": วิกฤตการรวมศูนย์อำนาจ เมื่อท้องถิ่นอ่อนแอ ประเทศก็เดินไม่ได้

ในขณะที่โลกยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ "ความคล่องตัว" และ "การตอบสนองที่รวดเร็วในระดับพื้นที่" (Hyper-localism) แต่โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของไทยส่วนใหญ่ ยังคงหมุนวนอยู่รอบแกนกลางเพียงจุดเดียว นั่นคือ "กรุงเทพมหานคร"

ปัญหา "การรวมศูนย์อำนาจ" (Centralization) คือภาวะที่การตัดสินใจ ทรัพยากร งบประมาณ และบุคลากรคุณภาพ กระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง (กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ในเมืองหลวง) ในขณะที่หน่วยงานในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น เปรียบเสมือน "แขนขา" ที่มีหน้าที่เพียงรับคำสั่งไปปฏิบัติ แต่ขาด "สมอง" หรืออำนาจในการคิดและตัดสินใจแก้ปัญหาหน้างานด้วยตนเอง

บทความนี้จะพาไปสำรวจโครงสร้างที่ทำให้อำนาจล้นเกินในเมืองหลวง ราคาที่คนต่างจังหวัดต้องจ่าย และความจำเป็นเร่งด่วนในการ "คืนอำนาจ" ให้ท้องถิ่น

การวิเคราะห์ปัญหา: โครงสร้าง "คุณพ่อรู้ดี" จากส่วนกลาง

รากเหง้าของการรวมศูนย์อำนาจในไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน จากการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ที่ต้องการความมั่นคงเป็นเอกภาพ แต่ในบริบทปัจจุบัน โครงสร้างนี้กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ:

นโยบาย "เสื้อโหล" (One Size Fits All): เมื่อคนคิดนโยบายและจัดสรรงบประมาณนั่งอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ มักจะมองไม่เห็นความแตกต่างของบริบทในพื้นที่ จึงมักออกกฎระเบียบหรือโครงการแบบ "เหมาโหล" บังคับใช้เหมือนกันทั่วประเทศ ทั้งที่ปัญหาบนดอยสูงในภาคเหนือ ปัญหาชายฝั่งทะเลในภาคใต้ หรือปัญหาภัยแล้งในอีสาน ต้องการแนวทางแก้ไขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ท้องถิ่นมีแต่ "หน้าที่" แต่ไร้ "อำนาจและเงิน": แม้ประเทศไทยจะมีการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท. เช่น อบจ., เทศบาล, อบต.) มานานหลายทศวรรษ แต่ในทางปฏิบัติ อปท. ยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากส่วนกลาง ทั้งระเบียบการใช้งบประมาณ และการบริหารงานบุคคล

กับดักงบประมาณ: ภาษีส่วนใหญ่ที่เก็บได้ในท้องถิ่นถูกส่งเข้าส่วนกลาง แล้วค่อยรอให้ส่วนกลางจัดสรรกลับคืนมาในรูปแบบเงินอุดหนุน ซึ่งมักมาช้าและไม่เพียงพอ ทำให้ท้องถิ่นไม่มีอิสระทางการคลังในการพัฒนาพื้นที่ตนเอง

โครงสร้างซ้อนทับ "ส่วนภูมิภาค vs ส่วนท้องถิ่น": ในจังหวัดหนึ่งๆ มีทั้ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด" (ที่มาจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย - ตัวแทนส่วนกลาง) และ "นายก อบจ." (ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน - ตัวแทนท้องถิ่น) บ่อยครั้งที่ภารกิจและอำนาจหน้าที่ทับซ้อนกัน แต่ทรัพยากรและอำนาจสั่งการจริงมักอยู่ที่ข้าราชการส่วนภูมิภาคมากกว่า ทำให้เสียงของประชาชนในพื้นที่ผ่านตัวแทนที่เลือกมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

มูลค่าความเสียหาย: ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้าง

การรวมศูนย์อำนาจสร้างความเสียหายในรูปแบบของความไม่เท่าเทียม และความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา:

1. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมหาศาล (The Great Economic Divide) การที่ทรัพยากรและการตัดสินใจทุกอย่างต้องวิ่งเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้เกิดภาวะ "กรุงเทพฯ โตเดี่ยว" ข้อมูลทางเศรษฐกิจมักชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีประชากรประมาณ 20% ของประเทศ กลับสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ได้สูงถึงเกือบ 50% ของ GDP ทั้งประเทศ (ตัวเลขประมาณการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่สัดส่วนยังคงห่างมหาศาล)

ความเสียหาย: นี่คือการกระจายทรัพยากรที่บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ทำให้ต่างจังหวัดขาดโอกาสในการสร้างงานและโครงสร้างพื้นฐาน คนวัยทำงานต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวง สร้างปัญหาสังคมทั้งในเมืองที่แออัดและชนบทที่รกร้าง

2. วิกฤตที่รอไม่ได้ แต่ต้องรอส่วนกลาง (Delayed Crisis Response) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า หรือโรคระบาด เจ้าหน้าที่หน้างานมักไม่สามารถตัดสินใจใช้งบประมาณฉุกเฉินหรือสั่งการเด็ดขาดได้ทันที ต้องรอการอนุมัติหรือคำสั่งการจากส่วนกลางตามลำดับขั้น

ความเสียหาย: ความล่าช้าเพียงไม่กี่วันหรือกี่ชั่วโมงในสถานการณ์วิกฤต หมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

3. การสูญเสียบุคลากรคุณภาพ (Brain Drain) คนเก่งมีความสามารถมักไม่อยากทำงานในท้องถิ่น เพราะขาดเครื่องมือ ขาดความก้าวหน้า และต้องทำงานภายใต้ระบบที่อึดอัด จึงมุ่งหน้าสู่ส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นยิ่งอ่อนแอลงไปอีก

แนวทางการแก้ไขปัญหา: กระจายอำนาจอย่างแท้จริง (Real Decentralization)

การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การยกเลิกส่วนกลาง แต่คือการจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ให้สมดุล:

1. การกระจายอำนาจทางการคลัง (Fiscal Decentralization) นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ต้องแก้กฎหมายให้ท้องถิ่นสามารถเก็บภาษีและรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นได้มากขึ้น และมีอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณของตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยส่วนกลางทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลมาตรฐานและความโปร่งใส ไม่ใช่ลงมาล้วงลูกทุกโครงการ

2. ลดบทบาท "ราชการส่วนภูมิภาค" เพิ่มบทบาท "ราชการส่วนท้องถิ่น" ในระยะยาว ควรมีการทบทวนโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนในระดับจังหวัด โดยถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร จากส่วนภูมิภาค (ที่รับคำสั่งจากกระทรวง) ไปสู่ส่วนท้องถิ่น (ที่รับคำสั่งจากประชาชน) ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งมีเครื่องมือในการทำงานจริง

3. ให้จังหวัดจัดการตนเอง (Provincial Self-Management) ส่งเสริมให้จังหวัดที่มีความพร้อม สามารถบริหารจัดการตนเองได้ในลักษณะพิเศษ (เช่นเดียวกับ กทม. หรือพัทยา) โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวหรือจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้สามารถออกกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ. ที่ใช้บังคับทั้งประเทศ

กรณีศึกษา (Case Study): บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 (COVID-19 Pandemic Response)

ปัญหา: ในช่วงเริ่มต้นของการระบาด การบริหารจัดการวัคซีน การประกาศมาตรการล็อกดาวน์ และการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ ถูกสั่งการแบบรวมศูนย์จาก "ศบค." ในกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดความโกลาหล เช่น การจัดสรรวัคซีนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดจริงในแต่ละพื้นที่ หรือมาตรการสั่งปิดสถานที่แบบเหมารวมที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในจังหวัดที่ไม่มีการระบาดหนัก

จุดเปลี่ยน (การกระจายอำนาจจำเป็น) เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นและซับซ้อนเกินกว่าที่ส่วนกลางจะรับมือไหว รัฐบาลจำเป็นต้องให้อำนาจ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" (ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด) มากขึ้นในการตัดสินใจออกมาตรการเฉพาะพื้นที่ สั่งปิด-เปิดสถานที่ หรือบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ของตนเอง

บทสรุป

วิกฤตโควิด-19 พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อภัยคุกคามมาถึงหน้าบ้าน การรอคำสั่งจากเมืองหลวงคือความเสี่ยง การมีกลไกในระดับพื้นที่ที่ตัดสินใจได้รวดเร็วและเข้าใจบริบทหน้างาน คือกุญแจสำคัญในการรอดพ้นวิกฤต นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า ประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เดียวที่ชื่อว่า "กรุงเทพฯ" ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ต้องปลดล็อกพันธนาการ เพื่อให้ท้องถิ่นทั่วประเทศได้มีโอกาสเติบโตและเป็นฐานที่มั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง

 .

---------------------------

ที่มาข้อมูล

-  

รวบรวมรูปภาพ

www.iok2u.com

---------------------------

การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย

---------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward