ปัญหาวิกฤตการรวมศูนย์อำนาจ (Centralization)

"กรุงเทพฯ คือประเทศไทย?": วิกฤตการรวมศูนย์อำนาจ เมื่อท้องถิ่นอ่อนแอ ประเทศก็เดินไม่ได้
ในขณะที่โลกยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ "ความคล่องตัว" และ "การตอบสนองที่รวดเร็วในระดับพื้นที่" (Hyper-localism) แต่โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของไทยส่วนใหญ่ ยังคงหมุนวนอยู่รอบแกนกลางเพียงจุดเดียว นั่นคือ "กรุงเทพมหานคร"
ปัญหา "การรวมศูนย์อำนาจ" (Centralization) คือภาวะที่การตัดสินใจ ทรัพยากร งบประมาณ และบุคลากรคุณภาพ กระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง (กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ในเมืองหลวง) ในขณะที่หน่วยงานในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น เปรียบเสมือน "แขนขา" ที่มีหน้าที่เพียงรับคำสั่งไปปฏิบัติ แต่ขาด "สมอง" หรืออำนาจในการคิดและตัดสินใจแก้ปัญหาหน้างานด้วยตนเอง
บทความนี้จะพาไปสำรวจโครงสร้างที่ทำให้อำนาจล้นเกินในเมืองหลวง ราคาที่คนต่างจังหวัดต้องจ่าย และความจำเป็นเร่งด่วนในการ "คืนอำนาจ" ให้ท้องถิ่น
การวิเคราะห์ปัญหา: โครงสร้าง "คุณพ่อรู้ดี" จากส่วนกลาง
รากเหง้าของการรวมศูนย์อำนาจในไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน จากการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ที่ต้องการความมั่นคงเป็นเอกภาพ แต่ในบริบทปัจจุบัน โครงสร้างนี้กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ:
นโยบาย "เสื้อโหล" (One Size Fits All): เมื่อคนคิดนโยบายและจัดสรรงบประมาณนั่งอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ มักจะมองไม่เห็นความแตกต่างของบริบทในพื้นที่ จึงมักออกกฎระเบียบหรือโครงการแบบ "เหมาโหล" บังคับใช้เหมือนกันทั่วประเทศ ทั้งที่ปัญหาบนดอยสูงในภาคเหนือ ปัญหาชายฝั่งทะเลในภาคใต้ หรือปัญหาภัยแล้งในอีสาน ต้องการแนวทางแก้ไขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ท้องถิ่นมีแต่ "หน้าที่" แต่ไร้ "อำนาจและเงิน": แม้ประเทศไทยจะมีการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท. เช่น อบจ., เทศบาล, อบต.) มานานหลายทศวรรษ แต่ในทางปฏิบัติ อปท. ยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากส่วนกลาง ทั้งระเบียบการใช้งบประมาณ และการบริหารงานบุคคล
กับดักงบประมาณ: ภาษีส่วนใหญ่ที่เก็บได้ในท้องถิ่นถูกส่งเข้าส่วนกลาง แล้วค่อยรอให้ส่วนกลางจัดสรรกลับคืนมาในรูปแบบเงินอุดหนุน ซึ่งมักมาช้าและไม่เพียงพอ ทำให้ท้องถิ่นไม่มีอิสระทางการคลังในการพัฒนาพื้นที่ตนเอง
โครงสร้างซ้อนทับ "ส่วนภูมิภาค vs ส่วนท้องถิ่น": ในจังหวัดหนึ่งๆ มีทั้ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด" (ที่มาจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย - ตัวแทนส่วนกลาง) และ "นายก อบจ." (ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน - ตัวแทนท้องถิ่น) บ่อยครั้งที่ภารกิจและอำนาจหน้าที่ทับซ้อนกัน แต่ทรัพยากรและอำนาจสั่งการจริงมักอยู่ที่ข้าราชการส่วนภูมิภาคมากกว่า ทำให้เสียงของประชาชนในพื้นที่ผ่านตัวแทนที่เลือกมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
มูลค่าความเสียหาย: ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้าง
การรวมศูนย์อำนาจสร้างความเสียหายในรูปแบบของความไม่เท่าเทียม และความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา:
1. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมหาศาล (The Great Economic Divide) การที่ทรัพยากรและการตัดสินใจทุกอย่างต้องวิ่งเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้เกิดภาวะ "กรุงเทพฯ โตเดี่ยว" ข้อมูลทางเศรษฐกิจมักชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีประชากรประมาณ 20% ของประเทศ กลับสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ได้สูงถึงเกือบ 50% ของ GDP ทั้งประเทศ (ตัวเลขประมาณการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่สัดส่วนยังคงห่างมหาศาล)
ความเสียหาย: นี่คือการกระจายทรัพยากรที่บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ทำให้ต่างจังหวัดขาดโอกาสในการสร้างงานและโครงสร้างพื้นฐาน คนวัยทำงานต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวง สร้างปัญหาสังคมทั้งในเมืองที่แออัดและชนบทที่รกร้าง
2. วิกฤตที่รอไม่ได้ แต่ต้องรอส่วนกลาง (Delayed Crisis Response) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า หรือโรคระบาด เจ้าหน้าที่หน้างานมักไม่สามารถตัดสินใจใช้งบประมาณฉุกเฉินหรือสั่งการเด็ดขาดได้ทันที ต้องรอการอนุมัติหรือคำสั่งการจากส่วนกลางตามลำดับขั้น
ความเสียหาย: ความล่าช้าเพียงไม่กี่วันหรือกี่ชั่วโมงในสถานการณ์วิกฤต หมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
3. การสูญเสียบุคลากรคุณภาพ (Brain Drain) คนเก่งมีความสามารถมักไม่อยากทำงานในท้องถิ่น เพราะขาดเครื่องมือ ขาดความก้าวหน้า และต้องทำงานภายใต้ระบบที่อึดอัด จึงมุ่งหน้าสู่ส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นยิ่งอ่อนแอลงไปอีก
แนวทางการแก้ไขปัญหา: กระจายอำนาจอย่างแท้จริง (Real Decentralization)
การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การยกเลิกส่วนกลาง แต่คือการจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ให้สมดุล:
1. การกระจายอำนาจทางการคลัง (Fiscal Decentralization) นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ต้องแก้กฎหมายให้ท้องถิ่นสามารถเก็บภาษีและรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นได้มากขึ้น และมีอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณของตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยส่วนกลางทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลมาตรฐานและความโปร่งใส ไม่ใช่ลงมาล้วงลูกทุกโครงการ
2. ลดบทบาท "ราชการส่วนภูมิภาค" เพิ่มบทบาท "ราชการส่วนท้องถิ่น" ในระยะยาว ควรมีการทบทวนโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนในระดับจังหวัด โดยถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร จากส่วนภูมิภาค (ที่รับคำสั่งจากกระทรวง) ไปสู่ส่วนท้องถิ่น (ที่รับคำสั่งจากประชาชน) ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งมีเครื่องมือในการทำงานจริง
3. ให้จังหวัดจัดการตนเอง (Provincial Self-Management) ส่งเสริมให้จังหวัดที่มีความพร้อม สามารถบริหารจัดการตนเองได้ในลักษณะพิเศษ (เช่นเดียวกับ กทม. หรือพัทยา) โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวหรือจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้สามารถออกกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ. ที่ใช้บังคับทั้งประเทศ
กรณีศึกษา (Case Study): บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 (COVID-19 Pandemic Response)
ปัญหา: ในช่วงเริ่มต้นของการระบาด การบริหารจัดการวัคซีน การประกาศมาตรการล็อกดาวน์ และการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ ถูกสั่งการแบบรวมศูนย์จาก "ศบค." ในกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดความโกลาหล เช่น การจัดสรรวัคซีนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดจริงในแต่ละพื้นที่ หรือมาตรการสั่งปิดสถานที่แบบเหมารวมที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในจังหวัดที่ไม่มีการระบาดหนัก
จุดเปลี่ยน (การกระจายอำนาจจำเป็น) เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นและซับซ้อนเกินกว่าที่ส่วนกลางจะรับมือไหว รัฐบาลจำเป็นต้องให้อำนาจ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" (ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด) มากขึ้นในการตัดสินใจออกมาตรการเฉพาะพื้นที่ สั่งปิด-เปิดสถานที่ หรือบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ของตนเอง
บทสรุป
วิกฤตโควิด-19 พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อภัยคุกคามมาถึงหน้าบ้าน การรอคำสั่งจากเมืองหลวงคือความเสี่ยง การมีกลไกในระดับพื้นที่ที่ตัดสินใจได้รวดเร็วและเข้าใจบริบทหน้างาน คือกุญแจสำคัญในการรอดพ้นวิกฤต นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า ประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เดียวที่ชื่อว่า "กรุงเทพฯ" ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ต้องปลดล็อกพันธนาการ เพื่อให้ท้องถิ่นทั่วประเทศได้มีโอกาสเติบโตและเป็นฐานที่มั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง
.
---------------------------
ที่มาข้อมูล
-
รวบรวมรูปภาพ
---------------------------
การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย
---------------------------

