ปัญหาความโปร่งใสและคอร์รัปชัน (Corruption & Transparency)

ปัญหาความโปร่งใสและคอร์รัปชัน (Corruption & Transparency) "มะเร็งร้ายในระบบราชการ": เจาะลึกปัญหาคอร์รัปชัน เมื่อความไม่โปร่งใสกัดกินอนาคตประเทศ
หากเปรียบปัญหา "ขั้นตอนยุ่งยาก" (Red Tape) เป็นโรคความดัน และ "การรวมศูนย์อำนาจ" เป็นโรคหัวใจโต ปัญหา "คอร์รัปชันและความไม่โปร่งใส" ก็เปรียบเสมือน "มะเร็งระยะลุกลาม" ที่กัดกินอวัยวะภายในของระบบราชการไทยอย่างเงียบเชียบ แต่รุนแรง และเป็นต้นตอของความล้มเหลวในการพัฒนาประเทศในเกือบทุกมิติ
คอร์รัปชันในระบบราชการไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพจำเดิมๆ อย่างการยัดเงินใต้โต๊ะให้ตำรวจจราจร หรือการจ่าย "ค่าน้ำร้อนน้ำชา" เพื่อลัดคิว แต่ได้วิวัฒนาการไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น แยบยลขึ้น และตรวจสอบได้ยากขึ้น โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายและอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ บทความนี้จะพาไปชำแหละโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดการทุจริต มูลค่าความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้ และทางออกในการฉายแสงสว่างเพื่อฆ่าเชื้อโรคร้ายนี้
การวิเคราะห์ปัญหา: ไม่ใช่แค่ "คนไม่ดี" แต่คือ "ระบบที่เอื้ออำนวย"
เรามักถูกสอนให้แก้ปัญหาคอร์รัปชันด้วยการปลูกฝังจริยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่เพียงพอ เพราะในความเป็นจริง ปัญหาคอร์รัปชันในราชการไทยเกิดจาก "โอกาสและช่องโหว่เชิงโครงสร้าง" ที่เปิดกว้าง
อำนาจดุลยพินิจที่มากเกินขอบเขต (Excessive Discretion) นี่คือบ่อเกิดสำคัญของการเรียกรับผลประโยชน์ เมื่อกฎหมายหรือระเบียบเขียนไว้กว้างๆ ไม่ชัดเจน (เช่น "ให้อยู่ในดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน") เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุมัติจึงเปรียบเสมือนผู้ถือ "กุญแจทองคำ" ที่สามารถเลือกจะเปิดหรือปิดประตูให้ใครก็ได้ การจะผ่านประตูนี้ไปได้ จึงมักมี "ค่าผ่านทาง" เสมอ
การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: ขุมทรัพย์แห่ง "เงินทอน" (Procurement Loopholes) งบประมาณลงทุนของภาครัฐในแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล และนี่คือจุดที่มีการรั่วไหลมากที่สุด ตั้งแต่การ "ล็อกสเปก" (กำหนดคุณสมบัติให้เอื้อต่อผู้รับเหรารายใดรายหนึ่ง), การ "ฮั้วประมูล" (สมยอมราคากัน), ไปจนถึงการตรวจรับงานที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อแลกกับส่วนแบ่ง หรือที่เรียกกันว่า "เงินทอน"
คอร์รัปชันเชิงนโยบาย (Policy Corruption) เป็นรูปแบบที่อันตรายที่สุด คือการที่ผู้มีอำนาจระดับสูงบิดเบือนการกำหนดนโยบาย กฎหมาย หรือแผนแม่บทของชาติ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพวกพ้องของตนเอง โดยทุกอย่างดูเหมือนถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย (Legalized Corruption) แต่ผลประโยชน์มหาศาลตกอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย
ระบบตรวจสอบที่อ่อนแอและขาดการมีส่วนร่วม แม้จะมีองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. หรือ สตง. แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังคนและกระบวนการที่ล่าช้า ทำให้ไม่สามารถไล่ตามกลโกงที่ซับซ้อนได้ทัน ที่สำคัญคือ ประชาชนและสื่อมวลชนมักเข้าไม่ถึงข้อมูลที่จำเป็นในการตรวจสอบ (เช่น สัญญาจัดซื้อจัดจ้างฉบับเต็ม) ทำให้การตรวจสอบภาคประชาชนเป็นไปได้ยาก
มูลค่าความเสียหาย: ราคาแสนแพงที่คนไทยต้องร่วมกันจ่าย
ความเสียหายจากคอร์รัปชันไม่ได้มีแค่ตัวเงินที่หายไป แต่หมายถึงคุณภาพชีวิตและโอกาสที่สูญเสียไป:
1. ความเสียหายทางการเงิน (The Financial Cost) แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอน แต่มีการประเมินจากนักวิชาการและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันหลายแห่งว่า ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาจมี "เงินรั่วไหล" จากการทุจริตสูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการ
ลองจินตนาการ: หากงบลงทุนประเทศปีละประมาณ 6 แสนล้านบาท เงินรั่วไหลไป 20% เท่ากับเราสูญเสียเงินไปถึง 1.2 แสนล้านบาทต่อปี เงินจำนวนนี้สามารถนำไปสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงเรียนคุณภาพ หรือระบบขนส่งสาธารณะดีๆ ได้มากมายมหาศาล
2. สิ่งปลูกสร้างและบริการที่ไร้คุณภาพ (Substandard Infrastructure & Services) เมื่อผู้รับเหมาต้องจ่าย "เงินทอน" ก้อนโต พวกเขาก็ต้องลดต้นทุนด้วยการใช้วัสดุเกรดต่ำ หรือทำงานไม่ตรงตามสเปก ผลที่ได้คือ ถนนที่พังเร็ว, อาคารเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน, หรือเสาไฟกินรีที่แพงเกินจริงแต่ใช้งานไม่ได้ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
3. วิกฤตศรัทธาและการลงทุน (Crisis of Trust & Investment) คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำและไม่กระเตื้องมาหลายปี ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติที่ดีๆ ลังเลที่จะเข้ามาลงทุน เพราะไม่อยากแบกรับต้นทุนแฝงจากการจ่ายใต้โต๊ะ และมีความเสี่ยงทางกฎหมาย
แนวทางการแก้ไขปัญหา: "แสงแดด" คือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด
การปราบคอร์รัปชันด้วยการไล่จับรายกรณีไม่มีทางทำได้หมด ทางออกคือการเปลี่ยนระบบให้โปร่งใสจนยากที่จะโกง:
1. เปิดเผยข้อมูลภาครัฐแบบ "Open Data by Default":
ต้องเลิกวัฒนธรรม "ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเมื่อร้องขอ" ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน สัญญาโครงการ เอกสาร TOR และราคากลาง ต้องถูกเปิดเผยบนเว็บไซต์ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ (Machine-Readable ไม่ใช่แค่ไฟล์ PDF สแกนเบี้ยวๆ) เพื่อให้ประชาชน สื่อ และ AI ช่วยกันตรวจสอบได้ง่าย
2. ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ (Tech-Driven Transparency):
นำระบบดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการจัดซื้อจัดจ้าง (e-Government Procurement: e-GP) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้มาติดต่อ และใช้ระบบ AI ช่วยตรวจจับความผิดปกติในการประมูล เช่น การเสนอราคาที่ใกล้เคียงกันผิดปกติ
3. สร้างมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่เข้มแข็ง (Strong Whistleblower Protection):
คนในองค์กรคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าใครโกง แต่ไม่มีใครกล้าพูดเพราะกลัวอิทธิพล ไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองพยานและผู้แจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพจริงจัง มีระบบการให้รางวัลนำจับ และรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและหน้าที่การงานของพวกเขา
กรณีศึกษา (Case Study): โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact - IP)
ปัญหา โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐ (Mega Projects) เช่น การก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ มักมีมูลค่าสูง มีความซับซ้อนทางเทคนิค และเป็นเป้าหมายหลักของการฮั้วประมูลและการเรียกรับหัวคิว
การดำเนินการ (ความพยายามสร้างความโปร่งใส) ประเทศไทยได้นำแนวคิด "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact) มาใช้ โดยกำหนดให้โครงการที่มีมูลค่าสูงตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องลงนามในข้อตกลง 3 ฝ่าย คือ (1) หน่วยงานเจ้าของโครงการ (2) ผู้เข้าร่วมประมูล และ (3) "ผู้สังเกตการณ์อิสระ" (Independent Observer) ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก
ผู้สังเกตการณ์เหล่านี้มีสิทธิ์เข้าไปรับรู้ข้อมูลในทุกขั้นตอนตั้งแต่การร่าง TOR ไปจนถึงการตรวจรับงาน และต้องรายงานหากพบความผิดปกติ
ผลลัพธ์และข้อจำกัด
ความสำเร็จ: โครงการ IP ช่วยป้องปรามการทุจริตได้ในระดับหนึ่ง และช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้จริงในหลายโครงการที่ผู้สังเกตการณ์เข้าไปทักท้วงเรื่องราคากลางที่สูงเกินจริง
ข้อจำกัด: ยังมีปัญหาเรื่องการคัดเลือกผู้สังเกตการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงๆ และในทางปฏิบัติ ผู้สังเกตการณ์บางส่วนยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานรัฐ ทำให้การตรวจสอบยังไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร
บทสรุป
คอร์รัปชันไม่ใช่ "วัฒนธรรมไทย" ที่ต้องยอมรับ แต่เป็น "เนื้องอก" ที่ต้องตัดทิ้ง การต่อสู้กับปัญหานี้ไม่สามารถฝากความหวังไว้ที่ "คนดี" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง "ระบบที่ดี" ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการฉายแสงสว่างเข้าไปในมุมมืดของระบบราชการ เพราะเมื่อใดที่มีแสงสว่าง เมื่อนั้นเชื้อโรคร้ายก็ยากที่จะเติบโต
.
---------------------------
ที่มาข้อมูล
-
รวบรวมรูปภาพ
---------------------------
การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย
---------------------------

