ปัญหากฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย (Outdated Regulations)
"โซ่ตรวนจากอดีต": วิกฤตกฎหมายล้าสมัย เมื่อกติกาเมื่อร้อยปีก่อน ฉุดรั้งไทยในโลกยุค AI
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสตาร์ทอัพ (Startup) เจ๋งๆ ของคนไทยหลายรายถึงต้องไปจดทะเบียนตั้งบริษัทที่สิงคโปร์? ทำไมการทำธุรกรรมบางอย่างในยุค 5G ยังต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง? หรือทำไมกฎหมายบางฉบับถึงเขียนไว้ตั้งแต่สมัยที่เรายังเดินทางด้วยเรือกลไฟ?
คำตอบของคำถามเหล่านี้คือปัญหาใหญ่ที่เปรียบเสมือน "โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น" ผูกมัดประเทศไทยไว้ นั่นคือ "กฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย" (Outdated Regulations)
ในขณะที่เทคโนโลยีและรูปแบบการทำธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดทุกวินาที แต่โครงสร้างกฎหมายของไทยกลับเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า กฎหมายหลายพันฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันถูกร่างขึ้นในบริบทสังคมเมื่อ 30-50 ปีก่อน หรือบางฉบับนานกว่านั้น ทำให้กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางนวัตกรรม สร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็น และเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจจนเกิดการทุจริต บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าทำไมกฎหมายเก่าถึงเป็นปัญหาใหม่ที่ร้ายแรง และเราจะปลดล็อกโซ่ตรวนเหล่านี้ได้อย่างไร
การวิเคราะห์ปัญหา: เมื่อ "กติกา" ไล่ตาม "ความจริง" ไม่ทัน ปัญหาของกฎหมายไทยไม่ใช่แค่ "เก่า" แต่คือความ "ไม่สอดคล้อง" กับโลกปัจจุบัน:
กฎหมายที่เขียนขึ้นก่อนยุคอินเทอร์เน็ต (Pre-Internet Laws) กฎหมายจำนวนมากมีฐานคิดที่ผูกติดกับ "กายภาพ" (Physical Presence) เช่น ต้องมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าหน้าที่, ต้องลงลายมือชื่อด้วยปากกาหมึกสด, ต้องเก็บเอกสารเป็นกระดาษ, หรือการกำหนดนิยามที่คับแคบ เช่น นิยามของ "รถยนต์รับจ้าง" ที่ไม่ครอบคลุมถึงการเรียกผ่านแอปพลิเคชัน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Transaction) เต็มรูปแบบเกิดขึ้นได้ยาก
ภาวะ "กฎหมายเฟ้อ" และความขัดแย้งกันเอง (Regulatory Inflation & Conflict) ประเทศไทยมี พ.ร.บ. กว่า 900 ฉบับ และกฎหมายลำดับรอง (กฎกระทรวง, ประกาศ ฯลฯ) อีกกว่า 100,000 ฉบับ! หลายฉบับมีเนื้อหาทับซ้อน หรือแม้กระทั่งขัดแย้งกันเองระหว่างหน่วยงาน ทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนสับสน ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎของใคร และเจ้าหน้าที่ก็มักเลือกบังคับใช้กฎที่ตนเองคุ้นเคยหรือกฎที่เข้มงวดที่สุดไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
กระบวนการแก้ไขที่เชื่องช้าดุจเต่าคลาน โลกธุรกิจเปลี่ยนทุกไตรมาส แต่การแก้ไข พ.ร.บ. สักหนึ่งฉบับในไทย อาจใช้เวลา 2-5 ปี ผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากกฤษฎีกา, ครม., และรัฐสภาหลายวาระ กว่ากฎหมายใหม่จะคลอดออกมา เทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจนั้นก็อาจจะเปลี่ยนไปอีกแล้ว
มูลค่าความเสียหาย: ต้นทุนที่มองไม่เห็นของการ "ย่ำอยู่กับที่"
กฎหมายที่ล้าสมัยสร้างความเสียหายในรูปแบบของ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" (Opportunity Cost) มหาศาล:
1. การฆ่าตัดตอนนวัตกรรม (Stifling Innovation) นี่คือความเสียหายที่รุนแรงที่สุด สตาร์ทอัพด้าน Fintech, Healthtech หรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ มักเจอกำแพงกฎหมายที่เขียนไว้สำหรับธุรกิจยุคเก่า ทำให้ไม่สามารถเกิดหรือโตในไทยได้
ตัวอย่าง: กฎหมายการเงินที่เข้มงวดเกินไปในอดีต ทำให้ Fintech ไทยโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน, หรือกฎหมายเกี่ยวกับโดรนที่ล้าหลัง ทำให้การนำโดรนมาใช้ในการเกษตรหรือการขนส่งทำได้ยาก
2. ต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Cost) ภาคธุรกิจต้องเสียเงินและเวลาจำนวนมากไปกับการจ้างที่ปรึกษากฎหมายเพื่อตีความกฎระเบียบที่ซับซ้อน หรือต้องทำรายงานเอกสารมากมายที่ไม่มีใครอ่าน (เช่น การรายงานตัวของแรงงานต่างด้าวทุก 90 วัน ทั้งที่มีฐานข้อมูลออนไลน์แล้ว) ซึ่งต้นทุนเหล่านี้สุดท้ายก็ถูกผลักมาเป็นราคาสินค้าและบริการที่ประชาชนต้องจ่าย
3. การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในรายงานจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ของธนาคารโลก ปัจจัยด้าน "ความล้าสมัยและความซับซ้อนของกฎระเบียบ" มักเป็นตัวฉุดคะแนนของไทยเสมอ ทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปเลือกประเทศที่มีกฎหมายทันสมัยและยืดหยุ่นกว่า
แนวทางการแก้ไขปัญหา: สังคายนากฎหมายครั้งใหญ่
การแก้ปัญหานี้ต้องทำเชิงรุก ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยแก้ทีละจุด
1. เดินหน้า "Regulatory Guillotine" อย่างจริงจังและต่อเนื่อง (ตามที่กล่าวถึงในบทความเรื่อง Red Tape) ต้องมีกระบวนการทบทวนกฎหมายเก่าที่ครบกำหนดเวลา (Sunset Clause) เพื่อ "โละ" กฎหมายที่หมดความจำเป็น, "ลด" ขั้นตอนที่ซับซ้อน, และ "รวม" กฎหมายที่ซ้ำซ้อน โดยตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนในการลดจำนวนกฎระเบียบลง
2. สร้างพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) สำหรับธุรกิจรูปแบบใหม่ที่กฎหมายปัจจุบันยังตามไม่ทัน ไม่ควร "ห้าม" ในทันที แต่ควรเปิดพื้นที่ (Sandbox) ให้ทดลองให้บริการในวงจำกัดภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและผู้ออกกฎหมาย ก่อนที่จะนำผลมาปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมต่อไป (เช่นที่ ธปท. ทำกับ Fintech)
3. เปลี่ยนวิธีคิดในการออกกฎหมาย (Paradigm Shift) Digital First: การออกกฎหมายใหม่ต้องคิดบนฐานของยุคดิจิทัล เช่น ยอมรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
Outcome-Based: เน้นกำกับดูแลที่ "ผลลัพธ์" (เช่น ความปลอดภัยของผู้บริโภค) มากกว่าการกำกับดูแลที่ "วิธีการ" (เช่น ต้องใช้อุปกรณ์ยี่ห้อนี้เท่านั้น) เพื่อเปิดช่องให้เกิดนวัตกรรมในวิธีการใหม่ๆ ได้
กรณีศึกษา (Case Study): มหากาพย์ "แอปฯ เรียกรถ" (Ride-Hailing) ปะทะ กฎหมายรถรับจ้าง
ปัญหา เมื่อบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Grab หรือ Uber เข้ามาในประเทศไทย ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างรวดเร็วเพราะตอบโจทย์ความสะดวกสบายและโปร่งใสเรื่องราคา แต่กลับต้องเผชิญกับ "กำแพงกฎหมาย" ครั้งใหญ่
พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 (ซึ่งร่างมานานกว่า 40 ปี) นิยามรถรับจ้างสาธารณะไว้จำกัดเฉพาะ "รถแท็กซี่มิเตอร์" ที่จดทะเบียนถูกต้องเท่านั้น ทำให้การนำรถยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้างผ่านแอปฯ กลายเป็นการกระทำที่ "ผิดกฎหมาย" ทันที เกิดการจับกุม ปรับ และความขัดแย้งรุนแรงระหว่างผู้ขับขี่แท็กซี่เดิมกับผู้ขับขี่แอปฯ ใหม่
การดำเนินการ (กว่าจะแก้ได้) ใช้เวลายาวนานหลายปีในการต่อสู้ ผลักดัน และเจรจา ทั้งจากภาคประชาชนและผู้ให้บริการ จนกระทั่งภาครัฐยอมรับความเป็นจริงว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์และประชาชนต้องการ จึงนำไปสู่การแก้ไขกฎกระทรวง (ภายใต้ พ.ร.บ. เดิม) เพื่อเปิดช่องให้มีการจดทะเบียน "รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในที่สุด
บทสรุป:
กรณีศึกษาของ Ride-Hailing สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า กฎหมายที่ล้าสมัยสามารถสร้างความขัดแย้งทางสังคมและชะลอการพัฒนาประเทศได้อย่างไร การที่รัฐปรับตัวช้า ทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการที่ดี และผู้ประกอบการต้องดำเนินธุรกิจอยู่บนความเสี่ยงเป็นเวลานาน ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องมีกลไกที่ทำให้กฎหมาย "มีชีวิต" และปรับเปลี่ยนได้ทันท่วงทีตามจังหวะของโลก ไม่ใช่เป็นเพียงซากฟอสซิลที่คอยขัดขวางอนาคต
.
---------------------------
ที่มาข้อมูล
-
รวบรวมรูปภาพ
---------------------------
การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย
---------------------------

