ปัญหาข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและข้อมูล (Technological Lag & Data Fragmentation)

รัฐบาลดิจิทัล" ที่ยังไม่ "ดิจิทัล": วิกฤตเทคโนโลยีล้าหลังและข้อมูลที่คุยกันไม่รู้เรื่อง
เราอยู่ในยุคที่สามารถสั่งอาหาร โอนเงิน หรือจองตั๋วเครื่องบินได้ในไม่กี่วินาทีผ่านสมาร์ทโฟน แต่เมื่อหันกลับมาดูการติดต่อราชการ ภาพที่คุ้นตายังคงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า จอภาพหนาเตอะ เครื่องพิมพ์หัวเข็มเสียงดัง และเจ้าหน้าที่ที่ยังต้องคีย์ข้อมูลเดิมๆ ของเราลงในระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทำไม "Thailand 4.0" จึงดูห่างไกลจากความเป็นจริงในหน่วยงานราชการหลายแห่ง?
คำตอบอยู่ที่ปัญหาหลักข้อที่ 7 คือ "ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและข้อมูล" (Technological Lag & Data Fragmentation) ซึ่งเป็นปัญหาคู่แฝดที่ฉุดรั้งประสิทธิภาพของภาครัฐ: ด้านหนึ่งคืออุปกรณ์และระบบที่ล้าสมัยตามโลกไม่ทัน อีกด้านหนึ่งคือข้อมูลมหาศาลที่ถูกเก็บแยกกันเป็น "เกาะ" ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าทำไมภาครัฐไทยถึงยังติดอยู่ใน "ยุคกระดาษ" ทั้งที่ประกาศมุ่งสู่ "ยุคดิจิทัล" และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน
การวิเคราะห์ปัญหา: เมื่อ "เครื่องมือ" เก่า และ "ข้อมูล" เป็นใบ้
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการที่รัฐไม่มีเงินซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการเทคโนโลยี:
ข้อมูลที่เป็น "เกาะ" (Data Silos & Fragmentation): นี่คือปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด แต่ละกรม กอง กระทรวง ต่างคนต่างสร้างฐานข้อมูลของตนเองด้วยมาตรฐานที่แตกต่างกัน ไม่มี "ภาษากลาง" (API) ในการสื่อสารกัน
ภาพสะท้อน: ข้อมูลที่อยู่ของเราในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ (มหาดไทย) อาจไม่เชื่อมกับฐานข้อมูลผู้เสียภาษี (สรรพากร) หรือฐานข้อมูลผู้ป่วย (สาธารณสุข) ทำให้เมื่อต้องติดต่อสามหน่วยงานนี้ เราต้องกรอกข้อมูลที่อยู่เดิมซ้ำถึงสามครั้ง และหากมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องไล่แจ้งทีละแห่ง
ระบบมรดกตกทอดที่แก้ไขยาก (Legacy Systems) หลายหน่วยงานยังใช้ระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเมื่อ 10-20 ปีก่อน ซึ่งทำงานบนเทคโนโลยีที่ล้าสมัย ไม่รองรับการทำงานบน Cloud หรือไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบสมัยใหม่ได้ การจะรื้อระบบเหล่านี้ทิ้งก็ทำได้ยากเพราะมีความเสี่ยงสูงและใช้งบประมาณมหาศาล จึงต้องทนใช้กันต่อไปแบบ "ปะผุ"
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เอื้อต่อเทคโนโลยี (Rigid Procurement) ระเบียบการจัดซื้อของรัฐมักเน้นที่ "ราคาต่ำสุด" (Lowest Price) และการระบุสเปกฮาร์ดแวร์ที่ตายตัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วและเน้นการซื้อ "โซลูชัน" หรือ "บริการ" (เช่น Cloud Service) มากกว่าการซื้อ "กล่องอุปกรณ์" ผลลัพธ์คือมักได้ของที่ตกรุ่นตั้งแต่ตอนตรวจรับ หรือได้ระบบที่ราคาถูกแต่ไม่มีประสิทธิภาพ
ช่องว่างทักษะดิจิทัลของบุคลากร (Digital Skills Gap) แม้จะมีเครื่องมือดีแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานยังขาดความเข้าใจในการใช้ข้อมูล หรือยังยึดติดกับการทำงานเอกสารแบบเดิม เทคโนโลยีก็เป็นเพียงสิ่งของประดับสำนักงาน หลายครั้งที่ระบบดิจิทัลถูกนำมาใช้เพียงเพื่อ "บันทึกข้อมูลจากกระดาษลงคอมฯ" แต่กระบวนการทำงานจริงยังเป็น Analog เหมือนเดิม
มูลค่าความเสียหาย: ราคาของการ "ไม่เชื่อมโยง"
ความเสียหายจากความล้าหลังทางเทคโนโลยีและการที่ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันนั้น ส่งผลกระทบในวงกว้าง:
1. การกำหนดนโยบายที่ "ตาบอดคลำช้าง" (Misguided Policymaking) เมื่อรัฐบาลไม่มี "Big Data" ที่เป็นภาพรวมของประเทศจริงๆ เพราะข้อมูลกระจัดกระจาย การตัดสินใจกำหนดนโยบายสำคัญๆ จึงมักตั้งอยู่บนสมมติฐาน หรือข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
ตัวอย่างความเสียหาย: การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในช่วงวิกฤตต่างๆ ที่มักเกิดปัญหา "คนจนจริงไม่ได้ คนได้ไม่จน" หรือการตกหล่นซ้ำซาก เพราะฐานข้อมูลความยากจนของแต่ละหน่วยงาน (คลัง, พม., มหาดไทย) ไม่ตรงกัน ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณไปกับคนที่ไม่ควรได้ และคนเดือดร้อนจริงไม่ได้รับการเยียวยา
2. ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายของประชาชน (Citizen Burden) นี่คือต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับโดยตรง จากการที่ต้องถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยื่นให้หน่วยงานรัฐที่ต่างก็มีข้อมูลชุดเดียวกันอยู่แล้ว การที่ประชาชนต้องลางานเพื่อไปติดต่อหลายที่ในเรื่องเดียวคือความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ
3. ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Risks) การใช้ระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ที่เก่าเกินไปและไม่มีการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัย (เช่น Windows รุ่นเก่า) ทำให้หน่วยงานรัฐตกเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตีทางไซเบอร์ การแฮ็กข้อมูล หรือการเรียกค่าไถ่ข้อมูล (Ransomware) ซึ่งอาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวนมาก
แนวทางการแก้ไขปัญหา: เชื่อมท่อข้อมูล มุ่งสู่ Cloud
การแก้ปัญหานี้คือการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้ระบบราชการ
1. บังคับใช้ "นโยบายการใช้ข้อมูลร่วมกัน" (Data Sharing Policy): ต้องเลิกแนวคิดว่า "ข้อมูลข้าใครอย่าแตะ" โดยบังคับใช้ พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลฯ อย่างเคร่งครัด หน่วยงานรัฐต้องมีหน้าที่เปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันผ่านแพลตฟอร์มกลาง (Government Data Exchange: GDX) โดยมีมาตรฐานความปลอดภัยกำกับ
2. มุ่งสู่ "Cloud First Policy" อย่างเต็มตัว: เลิกการที่แต่ละกรมต้องของบประมาณไปสร้างห้อง Server หรือ Data Center ของตัวเอง ซึ่งสิ้นเปลืองและดูแลรักษายาก รัฐบาลควรผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ ย้ายระบบงานไปอยู่บน "Government Cloud" (GDCC) หรือคลาวด์สาธารณะที่มีมาตรฐาน เพื่อความยืดหยุ่น ประหยัด และความปลอดภัยที่สูงกว่า
3. เปลี่ยนจากการซื้อ "ของ" เป็นการซื้อ "บริการ": ปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้เอื้อต่อการเช่าใช้บริการซอฟต์แวร์ (SaaS) หรือบริการโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) แทนการซื้อขาดฮาร์ดแวร์ เพื่อให้ภาครัฐได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เสมอและลดภาระการดูแลรักษา
กรณีศึกษา (Case Study): โครงการ "ยกเลิกสำเนา" (No Copy Policy) - ความสำเร็จครึ่งๆ กลางๆ
ปัญหา: ประชาชนเอือมระอากับการต้องถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านทุกครั้งที่ติดต่อราชการ ทั้งที่รัฐเป็นผู้ออกเอกสารเหล่านี้เอง
การดำเนินการ (ความพยายามเชื่อมโยง): รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย "No Copy" โดยมอบหมายให้ กรมการปกครอง (มหาดไทย) เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และให้ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร. หรือ DGA) สร้างระบบ "Linkage Center" เพื่อให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ สามารถดึงข้อมูลบัตรประชาชนจากเครื่องอ่าน Smart Card หน้าเคาน์เตอร์ได้ทันที โดยไม่ต้องขอสำเนา
ผลลัพธ์และความท้าทาย:
ความสำเร็จ: ในหลายหน่วยงานที่ปรับตัวได้ดี (เช่น ธนาคารของรัฐ, กรมการขนส่งทางบกในบางบริการ, สำนักงานหนังสือเดินทาง) ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวในการทำธุรกรรมได้จริง
ความท้าทาย (ทำไมยังต้องถ่ายเอกสาร?): ในทางปฏิบัติ หลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น หรือสถานีตำรวจบางแห่ง ยังคงเรียกขอสำเนาเอกสารอยู่ โดยอ้างว่า "ระบบล่ม", "ไม่มีเครื่องอ่านบัตร", หรือ "ระเบียบภายในยังกำหนดให้ต้องมีกระดาษเก็บเข้าแฟ้ม"
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีการเชื่อมโยงข้อมูล (Linkage) จะมีพร้อมแล้ว แต่หาก "คน" และ "ระเบียบปฏิบัติหน้างาน" ยังไม่เปลี่ยน เทคโนโลยีก็ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้เต็มที่
บทสรุป
การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่แค่การซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ หรือสร้างแอปพลิเคชันมือถือ แต่คือการ "ปฏิวัติการไหลเวียนของข้อมูล" ในระบบราชการ ตราบใดที่ข้อมูลยังถูกขังอยู่ในไซโลและระบบที่ล้าหลัง รัฐบาลก็เปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ที่ระบบประสาทสั่งการติดขัด ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในโลกยุคใหม่ได้อย่างทันท่วงที
.
---------------------------
ที่มาข้อมูล
-
รวบรวมรูปภาพ
---------------------------
การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย
---------------------------

