การจัดการงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ (Inefficient Budgeting)

มหกรรมล้างท่อ": ทำไมถนนดีๆ ต้องถูกขุดตอนสิ้นปี? แฉเบื้องหลังระบบงบประมาณที่ "ยิ่งใช้ ยิ่งได้"
เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมถนนหน้าบ้านที่ยังดีๆ อยู่ จู่ๆ ก็มีผู้รับเหมามาขุดเจาะทำฟุตบาทใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายนของทุกปี? ทำไมหน่วยงานราชการชอบจัดสัมมนาต่างจังหวัดถี่ๆ ในช่วงท้ายปีงบประมาณ?
ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น "อาการ" ที่แสดงออกของโรคเรื้อรังในระบบการเงินการคลังภาครัฐไทย นั่นคือ "การจัดการงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ" (Inefficient Budgeting)
ปัญหาในข้อนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่มีเงิน แต่หมายถึงการที่ "เงินที่มีอยู่ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่า" ระบบถูกออกแบบมาให้เร่งใช้เงินให้หมด มากกว่าการใช้เงินให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด กลายเป็นวัฒนธรรม "ล้างท่อ" ที่สร้างความสูญเสียมหาศาลในแต่ละปี บทความนี้จะพาไปไขปริศนาว่าทำไมระบบงบประมาณไทยจึงส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง และเราจะอุดรูรั่วนี้ได้อย่างไร
การวิเคราะห์ปัญหา: เมื่อ "การใช้เงินให้หมด" คือผลงาน
รากเหง้าของความไร้ประสิทธิภาพนี้มาจากโครงสร้างและกฎกติกาในการจัดทำงบประมาณที่ล้าสมัย:
กับดัก "งบประมาณฐานเดิม" (Incremental / Line-item Budgeting): วิธีการของบประมาณแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมายาวนาน คือการดูว่าปีที่แล้วได้ไปเท่าไหร่ แล้วปีนี้ก็ขอเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย (เช่น บวกเงินเฟ้อ 3%) โดยอิงจากรายการค่าใช้จ่าย (Line-item) เช่น ค่าบุคลากร, ค่าวัสดุ, ค่าสาธารณูปโภค
ปัญหาคือ: วิธีนี้ไม่ได้ตั้งคำถามว่า "ภารกิจนั้นยังจำเป็นอยู่ไหม?" หรือ "ทำแล้วได้ผลคุ้มค่าหรือเปล่า?" แต่เน้นแค่ว่า "เดิมเคยได้เท่านี้ ก็ควรจะได้ต่อไป" ทำให้โครงการที่หมดความจำเป็นแล้วก็ยังได้รับงบประมาณต่อไปเรื่อยๆ
วัฒนธรรม "ต้องใช้ให้หมด เดี๋ยวปีหน้าโดนตัด" (Use It or Lose It): นี่คือปัญหาคลาสสิกที่สุดของระบบราชการไทย เนื่องจากปีงบประมาณจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน หากหน่วยงานใดใช้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปไม่หมด จะถูกมองว่า "ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร" หรือ "ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้น" ส่งผลให้ปีถัดไปอาจถูกสำนักงบประมาณตัดลดงบลง
ผลลัพธ์: เกิดแรงกดดันมหาศาลในช่วงไตรมาสสุดท้าย (ก.ค.-ก.ย.) ที่ต้องเร่ง "ล้างท่อ" หาวิธีใช้เงินที่เหลือให้เกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน, การจัดอบรมสัมมนาแบบเร่งรีบ, หรือการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างที่ยังใช้งานได้ดีอยู่ เพื่อรักษายอดการใช้จ่ายไว้
ขาดการประเมินความคุ้มค่า (Value for Money): การตรวจสอบของภาครัฐส่วนใหญ่ (เช่น สตง.) มักเน้นที่ "ความถูกต้องตามระเบียบ" (Compliance Audit) คือดูว่าเบิกจ่ายตรงตามวัตถุประสงค์ มีใบเสร็จครบถ้วนหรือไม่ แต่ยังขาดการตรวจสอบเชิงลึกว่า "เงินที่จ่ายไปนั้น คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้หรือไม่" (Performance Audit) ทำให้การใช้จ่ายที่ถูกต้องตามระเบียบแต่อาจจะ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ยังคงดำเนินต่อไปได้
มูลค่าความเสียหาย: ภาษีที่ละลายไปกับ "มหกรรมล้างท่อ"
ความเสียหายจากการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้ แม้จะไม่ได้มาจากการทุจริตโดยตรง แต่ก็เป็นการสูญเสียทรัพยากรของชาติที่ประเมินค่าได้ยาก:
1. ความสูญเสียจากการใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น (Wasteful Spending): ลองจินตนาการถึงงบประมาณแผ่นดินปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท หากมีเพียง 5-10% ที่ถูกใช้ไปเพียงเพื่อ "ล้างท่อ" ในช่วงสิ้นปี นั่นหมายถึงเงินภาษีจำนวน 1.5 - 3 แสนล้านบาท ที่ควรจะถูกนำไปสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ กลับถูกใช้ไปกับโครงการคุณภาพต่ำที่ทำแบบรีบๆ
2. คุณภาพงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (Substandard Quality): โครงการที่เร่งทำในช่วงสิ้นปี เช่น การทำถนนหรือขุดท่อ มักมีเวลาจำกัดในการหาผู้รับเหมาและการควบคุมงาน ทำให้ได้งานที่ไม่มีคุณภาพ ถนนพังเร็ว ท่ออุดตันง่าย สุดท้ายก็ต้องตั้งงบมาซ่อมแซมใหม่อีก วนเวียนเป็นวัฏจักรที่สิ้นเปลือง
3. ภาระทางการคลังในระยะยาว (Long-term Fiscal Burden): การที่งบประมาณฐานเดิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี โดยไม่มีการทบทวนหรือตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็น ทำให้รายจ่ายประจำของภาครัฐ (เช่น เงินเดือน, ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) บวมโตขึ้นเรื่อยๆ จนเบียดบังงบลงทุนที่จะใช้พัฒนาประเทศ และอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคต
แนวทางการแก้ไขปัญหา: เปลี่ยนวิธีคิด "จ่ายตามผลลัพธ์"
การแก้วัฒนธรรมที่ฝังรากลึกนี้ ต้องปฏิรูประบบการจัดสรรเงินใหม่ทั้งระบบ:
1. มุ่งสู่ "งบประมาณฐานศูนย์" หรือ "งบประมาณเน้นผลสัมฤทธิ์" (Zero-Based / Performance-Based Budgeting): ต้องกล้าที่จะ "เซ็ตซีโร่" ในการของบประมาณบางรายการ แทนที่จะอิงฐานเดิม ให้หน่วยงานต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นใหม่ทุกครั้ง โดยผูกงบประมาณเข้ากับ "ผลลัพธ์ (Outcome)" ที่ชัดเจน หากโครงการใดทำแล้วไม่เข้าเป้า หรือหมดความจำเป็น ก็ต้องกล้าที่จะตัดงบนั้นทิ้ง ไม่ใช่ให้ต่ออายุอัตโนมัติ
2. สร้างแรงจูงใจในการ "ประหยัด" (Incentivize Savings): เปลี่ยนกฎกติกาใหม่ หากหน่วยงานใดสามารถดำเนินโครงการได้สำเร็จตามเป้าหมายโดยใช้งบประมาณน้อยกว่าที่ตั้งไว้ ควรได้รับ "รางวัล" เช่น สามารถนำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปใช้ในโครงการพัฒนาอื่นๆ ของหน่วยงาน หรือนำไปเป็นสวัสดิการพิเศษ (โบนัส) ให้กับทีมงาน แทนที่จะถูกลงโทษด้วยการตัดงบในปีหน้า
3. ยกระดับการตรวจสอบสู่ "ความคุ้มค่า" (Value for Money Audit): หน่วยงานตรวจสอบต้องเพิ่มน้ำหนักการตรวจสอบเชิงผลการดำเนินงานให้มากขึ้น ไม่ใช่ดูแค่เอกสารการเงิน แต่ต้องลงไปดูว่าถนนที่สร้างคุ้มค่าไหม อาคารที่สร้างได้ใช้ประโยชน์จริงหรือเปล่า และเปิดเผยผลการประเมินนี้ต่อสาธารณะ เพื่อกดดันให้หน่วยงานต้องรับผิดชอบต่อความคุ้มค่าของเงินทุกบาท
กรณีศึกษา (Case Study): ปรากฏการณ์ "ถนนเจ็ดชั่วโคตร" และการซ่อมสร้างสิ้นปี
ปัญหา (ภาพจำสุดคลาสสิก): ประชาชนในหลายพื้นที่คุ้นเคยกับสภาพถนนที่ "ซ่อมแล้วซ่อมอีก" เดี๋ยวขุด เดี๋ยวกลบ โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ที่การจราจรจะติดขัดเป็นพิเศษเพราะมีการปิดถนนทำผิวทางใหม่ ทั้งที่หลายจุดประชาชนมองว่าสภาพเดิมก็ยังใช้งานได้ดี
การวิเคราะห์เบื้องหลัง: นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกับดัก "Use It or Lose It" กรมทางหลวง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มักได้รับงบซ่อมบำรุงก้อนใหญ่ ซึ่งบางครั้งการวางแผนหรือการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า ทำให้เมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณยังมีเงินเหลืออยู่มาก วิธีที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุดในการใช้เงินก้อนนี้ให้หมดทันเส้นตาย คือการจ้างผู้รับเหมามาทำโครงการที่ไม่ซับซ้อน เช่น การปูยางมะตอยทับหน้าเดิม หรือการทำฟุตบาทใหม่ ซึ่งสามารถตรวจรับงานและเบิกเงินได้เร็ว
บทสรุป
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ตราบใดที่ระบบยังให้รางวัลคนที่ "ใช้เงินเก่ง" และลงโทษคนที่ "ประหยัด" เราก็จะยังคงเห็นมหกรรมการใช้เงินแบบล้างผลาญในช่วงสิ้นปีต่อไป การปฏิรูปงบประมาณจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคทางบัญชี แต่เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้หันมาใส่ใจกับ "คุณค่า" ของเงินภาษีประชาชนอย่างแท้จริง
.
---------------------------
ที่มาข้อมูล
-
รวบรวมรูปภาพ
---------------------------
การแก้ปัญหาในองค์กรหน่วยงานราชการไทย
---------------------------

