Waranon อินเดีย เที่ยวหิมาลัยไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ (2) หุบเขา Nubra

ข้าพเจ้าเดินทางโดยรถบัสขนาด 14 ที่นั่งอันแข็งแรง บึกบึนทนทาน นั่งจากเลห์ เมืองเอกแห่งแคว้น ลาดัก ข้ามภูเขาสูงขนาด 5,600 เมตรกว่าๆ ด้วยถนนที่ราดยาง และยางกำลังจะหมด จนถึงยางหมดแล้ว และถนนที่กำลังซ่อมแซม ไปที่พักที่โรมแรมในเมืองเล็กๆ ชื่อ Hunder ในหุบเขา Nubra ด้วยระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตร แต่ใช้เวลา เกือบ 8 ชั่วโมง
ตัวเมืองเลห์นี้ อยู่ในหุบเขาเลห์ บนความสูงประมาณ 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จากเมืองเลห์ เราก็นั่งรถไต่เขาผ่านร่องธารน้ำแข็งเก่าที่น้ำแข็งละลายไปหมดแล้ว ลัดเลาะซิกแซก ตามถนนที่ตัดไหล่เขาขึ้นไปจนผ่านช่องเขา Kadung La Pass (มีคนบอกว่า La ก็แปลว่า Pass ในภาษาอังกฤษอยู่แล้ว หรือ ก็คือช่องเขานั่นแหล่ะครับ จึงไม่น่าจะใช้คำซ้ำกัน แต่ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ก็ขออนุโลมใช้คำแบบนี้ไปก่อน) ที่ความสูง 5,359 เมตร
พวกเราไปชม Sand dune หรือ เนินทราย กลางทะเลทราย ในหุบเขา Nubra กัน ในบริเวณนี้ เป็นเขตอับฝน จึงทำให้เป็นภูมิประเทศแห้งแล้ง หนาว ไม่มีฝนมากพอที่จะทำให้ต้นไม้ใหญ่ขึ้นได้ หินต่างๆที่ผุพังทะลาย ก็กลายเป็นเม็ดฝุ่นเม็ดทราย พอในฤดูร้อน ลมก็พัดหอบเอาพวกฝุ่นทราย ลอยไปตามลม พอลมหมดแรง ฝุ่นทรายเหล่านั้น ก็จะตกมากองรวมกัน ในบางบริเวณก็จะเป็นตำแหน่งที่กันลม ทำให้ฝุ่นทรายมากองรวมกันเป็น Sand dune ได้ เมื่อกอบทรายขึ้นมาดูก็พบว่า ทรายก็ไม่ได้ขาวจวั๊ะ เสียทีเดียว หากแต่มีเม็ดหิน ผงฝุ่นสีดำดำ ปะปนอยู่ด้วย เมื่อมองไกลๆ ก็อาจจะพอพูดได้ว่าเป็นสีเทา หรือ เงินได้
หุบเขา Nubra นี้ น่าจะกว้างสัก 1-1.5 กิโลเมตร แต่ยาวคดเคี้ยวทำให้ลมพัดว่างผ่านช่องเขาสูงนี้สบายๆ
ตัวภูเขาและช่องเขาก่อนถึงเมือง Hunder นี้ ดูผ่านๆ ควรจะเป็นหินแกรนิต ที่มีรอยแตกมากมาย ที่เกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลก ชิ้นที่เรียกว่า Indian plate วิ่งด้วยความเร็วสูง อาจจะมากถึง 115 เซ็นติเมตรต่อปี วิ่งไปปะทะกับแผ่นเปลือกโลก Euro Asia plate ?? จนแตกหักเสียหายคดงอด้วยกันทั้งคู่ แต่ในบางบริเวณ ก็พบเจอว่าเป็นหิน Ryolite ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟสีน้ำตาล ถึงน้ำตาลอมแดง (ซึ่งต้นกำเนิดของมันจะไม่ใช่ Oceanic crust แน่นอน)
แม้ว่าตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นนักธรณีวิทยาที่รักษาไม่หายแล้ว ก็ตาม แต่ศาสตร์ทางธรณีวิทยานั้น กว้างใหญ่ครอบคลุมเรื่องราว วิชาการแขนงสาขาต่างๆเยอะแยะไปหมด จนทำให้ตัวข้าพเจ้ารู้สึกได้ในหลายๆครั้งว่า ความรู้ระดับปริญญาที่เรียนมานั้น อาจจะเทียบได้กับหางอึ่งเท่านั้น พอมาเปิดโลกกว้างกับตำแหน่งที่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นตำแหน่งที่สิบล้อชนกัน เอ้ย แผ่นเปลือกโลกมาชนกันมุดกัน ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก และ งงงง ด้วยว่า จะดูยังงัย จะหาเหตุผล หรือหาหลักฐานอะไร มาอธิบาย ยิ่งนั่งรถผ่าน หรือไปยืนระหว่างเขาสูงทะมึน ทั้งสองข้างก็มีความรู้สึกได้ว่า ตัวลีบเล็กลง หุหุ
ขออธบายสั้นๆนิดหนึ่งว่า Indian plate นั้น ด้านหน้าของ Indian plate นั้น มี Oceanic crust (เป็นแผ่นเปลือกโลกที่เกิดจากการที่ลาวาจากใต้มหาสมุทร ปะทุขึ้นมากลางมหาสมุทร เป็นหินสีเข้ม น้ำหนักความถ่วงจะเพาะสูว) อยู่ข้างหน้า และตัว Indian plate เอง เป็น Continental crust (ก็เป็นหินที่เกิดบนบกเป็นส่วนใหญ่ มีสีอ่อนกว่า และมีความถ่วงจำเพาะต่ำกว่า) ก็อาจจะเปรียบได้กับรถแทรคเตอร์ที่มีตักดินตักหินอยู่ข้างหน้า ส่วน Euro Asia plate นั้น มีแต่ Continental crust วิ่งมาเปล่าๆ ไม่มี Oceanic crust
ที่นี้ วันนี้เวลานี้ plate ทั้ง 2 ชิ้น ก็ได้ชนกันเล่ะยับ และคดโค้งงอไปหลายล้านปีแล้ว เวลาเราจะหาว่าตรงไหน ตำแหน่งไหน จะเป็นตำแหน่งที่ชนกันนี้ เราก็จำเป็นต้องหาแนวหินสีเข้มๆ มีน้ำหนักถ่วงจำเพาะสูงๆ ที่อาจจะเป็นชิ้นส่วนที่เป็น Ocenic crust ของ Indian plate ได้ หากเราหาแนวนั้นเจอ ก็เป็นไปได้ ที่จะอนุมาณได้ว่า อาจจะเป็นตำแหน่งที่ plate ทั้งสอง มาชนกันได้น่ะขอรับ
เนื่องจากภูเขาสูงชัน ระยะทางไกล เวลาน้อย ข้าพเจ้าก็ได้แต่เพียง ชะเง้อ ชะแง้ มองหาหินสีเข้มๆ ที่ทางนักธรณีวิทยาเรียกว่า หินตระกูล Mafic และ Ultra mafic rock ก็พบว่า แนวเขาทางด้านทิศใต้ของหุบเขา Nubra เป็นหิน Andesite ถึง Diorite สีเขียวๆ ซึ่งก็จะได้ว่าเป็นพวกเริ่มต้นของหินตระกูล Mafic แม้ว่าจะไม่ใช่หินที่อยู่ใน Ophiolite sequence ก็ตาม
ข้าพเจ้าไปก้มๆเงยๆ หอบแฮ่กๆ เพราะอากาศบางเบากว่าที่คุ้นเคย ในกองหินกรวดขนาดใหญ่ที่เขาขุดขึ้นมาจากในแม่น้ำ ใกล้ๆกับ Siver Sand Dune อันโด่งดัง ก็พบทั้ง หิน Chert, Limestone และบางชิ้นที่ส่งสัยว่าเป็น Serpentine ซึ่งก็เข้าใกล้จะครบหลักฐานของ Opiolite sequence ได้ แต่จากการที่พบเห็น Ryolite สีน้ำตาลแดงข้างต้น ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่เจอ Ophiolite ในบริเวณนี้ก็ได้ คงมุดวิ่งลอดใต้ Euro Asia plate ไปอยู่ใต้ ทิเบตหรือซินเจียงไปแล้วก็เป็นได้
แค่มโนคิดเอาเองไปว่า นี่เรามายืนเหยียบอยู่บนตำแหน่ง หรือบริเวณที่ Plate หรือแผ่นเปลือกโลก วิ่งมาชนกัน ดันกัน จนเกิดเทือกเขาหิมาลัย และ ยอดเขาที่สูงอันดับ 1 ของโลก และ ยอดเขาที่สูงอันดับ 2 ของโลก? คือ K2 นั้น แค่คิดก็มีความสุขล้นเหลือแล้วขอรับ
ปล. ยอด K2 อยู่ห่างจาก Silver Sand Dune ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ แค่ 150 กิโลเมตรเอง
.
-------------------------
ที่มา
- https://www.facebook.com/waranon555
รวบรวมข้อมูลและภาพ
-------------------------
บทความ วรานนท์ หล้าพระบาง (Waranon Laprabang)
รวมบทความที่น่าสนใจจากนักธรณีวิทยาของไทย
-------------------------

เมื่อมองย้อนขึ้นไปทางยอดเขา จะเห็นว่ายังมีหิมะปกคลุมอยู่

รัฐบาลอินเดียตันถนนเลาะเขาสูงชัน เป็นทางแคบๆ ที่แทบจะสวนกันไม่ได้

ด้านบนของธารน้ำแข็งใหญ่ มักจะมีกิ่งก้านแยกออกไปด้านข้างด้วย

หิน Ryolite สีน้ำตาลแดง ถ้าใช้แว่นขยายส่องดูก็จะเห็น เม็ด Quartz ใสๆอยู่ด้วย

Sand dune อีกแห่งริมฝั่งแม่น้ำจะห็นว่าขอบ Sand dune จะถูกแม่น้ำกัดเซาะไปด้วย ชาวบ้านที่นั่น ใช้น้ำจากแม่น้ำช่วยกันในการเพาะปลูกพืชบน sand dune

หุบเขา Nubra จะมี sand dune เป็นหย่อมๆ

ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นหิน Andesite สีเขียว ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟเนื้อละเอียด

เมื่อดูใกล้ๆ จะเห็นก้อนหินสีเขียว เนื้อหยาบอยู่ด้านใน ซึ่งข้าพเจ้าสงสัยว่าจะเป็นหิน Diorite หรือ Gabbo มั้ง

แว่ะเยี่ยมเคารพวัดเดสกิต Deskit monastery ที่องค์สมเด็จดาไลลามะเคยมาประทับอยู่หลายปี หลังจากจีนรุกรานทิเบต ตัววัดจะตั้งอยู่บนชะง่อนหินแอนดีไซท์

ยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมโผล่อยู่เหนือเทือกเขาหินแอนดีไซท์

ท่ามกลางทุ่งดอกไม้บาน

น่าจะเป็นหินอัคนีเนื้อละเอียด แต่ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าอะไร

หินเชิรท Chert สีเทาดำเนื้อแกร่ง

หินปูนสีดำ ที่น่าจะเกิดในทะเลลึก มีเศษฟอสซิส Crainoid ด้วย

หินสีเขียวเนื้อละเอียด อะไรก็ไม่รู้ นึกชื่อไม่ออก คิดว่าเคยเห็นครั้งหนึ่งที่ญี่ปุ่น

กิจกรรมยอกฮิตในทะเลทราย คือการขี่อูฐสองหนอก

บนช่องเขาที่มีความสูง 5,369 เมตร ที่จริงไม่ใช้ก็ได้ แต่เวลาเดินจะหอนๆเหนื่อยๆ เลยคิดว่าใช้จะดีกว่า ที่แน่ๆ ช่วยทางใจได้น่ะขอรับ

น้ำจาก snow cap หรือหิมะบนยอดเขา หล่อเลี้ยงเกษตกรในการปลูกพืชทั้งปี
.
.
.
.
