Waranon อินเดีย เที่ยวหิมาลัยไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ (3) วัดติ๊กเซย์ Thiksey monastory และวัดเฮมิส Hemis monastory

วัดติ๊กเซย์ Thiksey monastory และวัดเฮมิส Hemis monastory แห่งเมืองเลห์ แคว้นเลห์ลาดัก
ในศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน หรือที่เรามักจะเรียกว่านิกายทิเบตนั้น จริงๆแล้วยังแยกออกเป็นอีกหลายสาขา ที่สำคัญและมีผู้นับถือมากก็มีสองสาขาใหญ่ก็คือ สาขานิกาย เกลุกปะ Gelugpa หรือ หมวกเหลือง และ สาขานิกาย ดรุกปะ Drugpa หรือนิกายหมวกแดง
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระในศาสนาพุทธแบบทิเบตนี้ ได้รับอนุญาตให้ใส่หมวกได้ น่าจะเป็นเพราะอากาศหนาวเย็น ซึ่งน่าจะเป็นการทรมานร่างกายโดยไม่จำเป็นที่จะปล่อยให้ศรีษะเป็นโล่งๆแบบนั้นในสภาพที่อุณหภูมิระดับต่ำกว่า 0°C ดังนั้น ก็เลยมีการใส่หมวกให้สีเหมือนๆกัน ในแต่ล่ะนิกาย
นิกายหมวกแดง หรือ Drugpa นั้นถือกำเนิดมาก่อนตั้งแต่ราวๆ ค.ศ. 1180-1190 ซึ่งคำว่า Druk นั้นแปลว่ามังกร ซึ่งต่อมานิกาย Drugpa หรือ นิกายหมวกแดงนี้ได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติภูฏาน
นิกายหมวกแดงนี้ เน้นการฝึกจิตผ่านการนั่งสมาธิ นิยมการปลีกวิเวกตามภูเขา เน้นคำสอนเรื่องการเห็นแจ้งในธรรมชาติแท้ของจิต หรือ มหากระยาวัตร Mahamudra และ โยคะทั้งหกของ นาโรปา Six yoga of Naropa แต่ทางวินัยนั้นกลับมีความยืดหยุ่น แม้กระทั่งพระ หรือ ลามะ
บางองค์ในนิกายสาขาย่อย สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ และ มีการสืบทอดตำแหน่งตามสายเลือดได้อีกด้วย
การเลือกทำเลที่ตั้งของวัดนิกายหมวกแดงนั้น จะเน้นในที่ที่อยู่ในมุม ในหุบเขา ใกล้ชิดธรรมชาติ เพื่อที่จะทำการปลีกวิเวกได้เพื่อการปฏิบัติและทำสมาธิ
ส่วนนิกายหมวกเหลืองหรือ นิกาย Galugpa นั้นก่อเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1409 หรอราวๆ 200 ปีหลังนิกายหมวกแดง ซึ่งมีเจตนาที่จะปฏิรูปและขัดเกลาวินัยสงฆ์ที่หย่อนยานในยุคนั้น
ปัจจุบันนี้ นิกายหมวกเหลืองก็คือนิกายที่มีองค์ดาไลลามะ เป็นประมุข
นิกายหมวกเหลือง Galugpa จะเน้นปริยัติและปัญญา เน้นการศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง เน้นการใช้ตรรกะวิทยา การใช้ปัญญาและเหตุผล มีการวิเคราะห์ใช้เหตุและผล มีการโต้แย้งถกเถียงธรรมะกัน และนิกายหมวกเหลืองนี้ จะเคร่งครัดในพระวินัยมาก พระสงฆ์จะถือพรมจรรย์ ไม่สามารถมีครอบครัว ไม่ดื่มสุรา
นิกายหมวกเหลืองนั้น นิยมที่จะตั้งวัดอยู่ในที่โล่ง เปิดเผย เห็นเด่นชัด เช่นยอดเนินเขา โครงสร้างหน้าตาวัดนิกาย Galugpa บางที่ดูจะคล้ายๆกับพระราชวัง
ในมุมมองของข้าพเจ้านั้น มีข้อสังเกตุเพิ่มเติมว่า ในหุบเขาเลห์ ที่มีแม่น้ำสินธุ Indus river ไหลผ่าน แม่น้ำสินธุนี้มีต้นน้ำอยู่ที่เขาไกรลาส Mount Kailash ที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ที่อยู่ชายแดนระหว่างอินเดียกับธิเบต ไหลขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านหุบเขาเลห์ หุบเขาคาร์กิล ก่อนที่จะข้ามเข้าไปในเขตประเทศปากีสถาน แล้ววกเลี้ยวไหลลงใต้ ไหลผ่านกลางประเทศปากีสถานไปลงทะเลที่มหาสมุทรอินเดียด้านตะวันตก
ทีนี้มันก็มีข้อสังเกตุจากนักธรณีวิทยาไทยรุ่นอาวุโสท่านหนึ่งบอกว่า แม่น้ำสินธุที่ไหลผ่านเมืองเลห์นี้ ได้แบ่งชนิดหินออกเป็น 2 ข้าง 2 ประเภทด้วย กล่าวคือ ด้านเหนือของแม่น้ำสินธุ จะเป็นหินอัคนี เช่น หินแกรนิต Granite หินแอนดีไซต์ Andesite และหินแปรหลากชนิดตั้งแต่ หินไนส์ Gniess จน หินฟิลไลต์ Phyllite เมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมคาระวะกราบไหว้พระที่วัด ติ๊กเซย์ Thiksey monastery นั้นก็ได้พบเห็นเนินเขาหินแกรนิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดด้วย
แต่ในฝั่งด้านใต้นั้น เป็นหินตะกอน อายุน้อยกว่าหินที่อยู่ฝั่งด้านเหนือ เชื่อกันว่าเป็นหินทราย Sandstone หินกรวดมน Conglomerate หินทรายแป้ง Siltstone และ หินดินดาน Shale และเมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมกราบไหว้ ก็ได้ดูหิน และส่องดูจากระยะไกล ก็เชื่อว่า เป็นชุดหินตะกอนที่ตกตะกอนในทะเลน้ำตื้น แบบ Delta fan ข้าพเจ้าก็สังเกตุว่า ในบางช่วง มีการถดถอยของน้ำทะเล ทำให้อิทธิพลของแม่น้ำบนฝั่ง มีกำลังแรง สามารถสร้างกระแสน้ำให้พุ่งแรง จนกัดเซาะหินตะกอนที่พึ่งตกตะกอนไปไม่นานให้เป็นร่องได้ ซึ่งลักษณะร่องแบบนี้อาจจะเรียกว่า Incise valley ได้ แล้วต่อมา แม่น้ำที่เกิดใต้ทะเลตื้นๆนี้ก็จะพัดพาเอาหินกรวดมน เข้ามาเติมในร่อง Incise valley นี้จนเต็ม
ที่ Hamis monastery นี้ ข้าพเจ้าเห็น Incise valley ที่ถูกถมด้วย conglomerate หนาประมาณ 10 เมตรด้วย จากที่ข้าพเจ้าเคยเห็นนั้น Incise valley จากข้อมูล Seismic นั้น Incise valley ที่พบเห็นที่ Hamis monastery นี้ถือว่ามีขนาดเล็ก
ดังนั้น ข้าพเจ้าอยากจะตั้งข้อสังเกตุว่า ฝั่งใต้ของแม่น้ำสินธุ เป็นที่ตั้งของวัดนิกายหมวกแดง Drugpa มีตัววัดฮามิส Hamis monastery อยู่ในซอกเขาอันลึกลับของหินตะกอนอายุ 200++ ล้านปี ยุค Triassic แต่ ฝั่งด้านเหนือ เป็นที่ตั้งของวัดติ๊กเซย์ Thiksey monastery นั้นตั้งยอดบนยอดเนิน มองเห็นเด่นเป็นสง่า เห็นได้แต่ไกล และเป็นเนินหินแกรนิต Granite ที่อาจจะมีอายุมากกว่า 300 ล้านปี
ข้าพเจ้าคิดว่าช่างบังเอิญเหลือเกินที่นักธรณีวิทยาที่เป็นแล้วรักษาไม่หายนั้น ได้มีวาสนามากราบไหว้วัดสองนิกาย ที่ตั้งอยู่บนหินต่างชนิดกัน และอยู่กันคนล่ะฝั่งของแม่น้ำสินธุอันโด่งดัง
ป.ล. 1 ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่า พระสองนิกาย แยกตั้งวัดกันอยู่บนฝั่งแม่น้ำคนล่ะฝั่งน่ะขอรับ แต่เป็นแค่เหตุบังเอิญที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมวัดอื่นๆมากพอน่ะขอรับ
ป.ล. 2 พึ่งจะรู้นี่เองว่า คำว่าแม่น้ำสินธุ Sindu river นั้น คำว่าสินธุนั้น กร่อนมาจากคำว่า Hindu river คือเป็นคำเรียกขานของคนทีนับถือศาสนาฮินดู พอใช้ไปใช้มา คำว่า Hindu river ก็ค่อยกร่อนไปเป็น Sindu river น่ะขอรับ ผิดถูกยังไงก็ต้องให้เครดิตไกด์ท้องถิ่นน่ะขอรับ
.
-------------------------
ที่มา
- https://www.facebook.com/waranon555
รวบรวมข้อมูลและภาพ
-------------------------
บทความ วรานนท์ หล้าพระบาง (Waranon Laprabang)
รวมบทความที่น่าสนใจจากนักธรณีวิทยาของไทย
-------------------------

แนวต้นไม้เขียวๆ นั้นคือ แม่น้ำสินธุ ไหลจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ (คือด้านซ้ายมือของภาพ) ไปทางด้านขวาของภาพ และ แนวเขาด้านหลังเห็นไกลๆนั้นเป็นหินตะกอน

เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเนินหินแกรนิต ที่ด้านหน้าวัดเป็นทางน้ำไหลที่สร้างตะกอนรูปพัดขนาดใหญ่ Alluvial fan ที่มีความลาดชั้นที่สูงพอควร

ตัววัด Thiksey ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเนิน เขาว่ากันว่าจงใจสร้างให้เหมือนพระราชวังโปตาราที่ลาซา ทิเบต

อีกมุนหนึ่งของวัด Thiksey ที่ตั้งอยูบนยอดเนิน ที่เป็นเขาลูกโดด ที่หลงเหลือจากการกัดเซาะของแม่น้ำ ลักษณะธรณีสัณฐานแบบนี้เรียกว่า Monadnock

ส่วนฝั่งด้านทิศใต้ของแม่น้ำสินธุนั้น เป็นหินตะกอนที่สามารถเห็นการเรียงตัวของชั้นหินเป็นชั้นๆได้อย่างชัดเจน

ดูไกลๆแล้วเชื่อว่าเป็นหินทรายสลับกับหินทรายแป้ง และมีชั้นหินกรวดมนเป็นระยะๆ

ชั้นหินกรวดมน conglomerate ชั้นนี้ ตรงที่ยืน น่าหนาประมาณ 3-4 เมตร แล้วค่อยๆบางลงเหลือน้อยกว่า 1 เมตรเมื่มองขึ้นไปด้านบน

ตัววัดตั้งอยู่ในซอกเขา ซึ่งถ้าไม่ได้มองตรงๆ หรือถูกมุม จากแม่น้ำสินธุ ก็อาจจะมองไม่เห็น

อีกด้านหนึ่งของเทือกเขา ข้าพเจ้าเชื่อว่าส่วนที่เป็นสีเทา หรือ เทาอ่อน หรือ เขียวอ่อนนั้น เป็นหินดินดาน Shale ที่ตกตะกอนในทะเล
