จากแนวคิดอนุรักษ์มรดกธรณี สู่ UNESCO Global Geoparks

อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp)
จากแนวคิดอนุรักษ์มรดกธรณี สู่ UNESCO Global Geoparks
ประวัติและวิวัฒนาการของแนวคิด Geopark จากปี 1997 ถึงเครือข่ายระดับโลกในปัจจุบัน เราได้รู้จักว่า UNESCO Global Geopark คือพื้นที่ที่นำ “มรดกธรณีที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ” มาเชื่อมโยงกับการคุ้มครอง การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่คำถามต่อมาคือ แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เหตุใดโลกจึงต้องสร้างระบบ Geopark ขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีทั้งอุทยานแห่งชาติ แหล่งมรดกโลก และพื้นที่อนุรักษ์ประเภทต่าง ๆ อยู่แล้ว?
คำตอบอยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองต่อ Geoheritage – มรดกทางธรณีวิทยา จากเดิมที่เน้นการรักษาแหล่งหิน ฟอสซิล หรือภูมิประเทศสำคัญ ให้กลายเป็นแนวคิดที่กว้างขึ้น คือการนำประวัติศาสตร์ของโลกมาเป็น “ทุนทางความรู้” เพื่อสร้างความเข้าใจ ความภาคภูมิใจ อาชีพ การท่องเที่ยว และการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น
เส้นทางดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ พัฒนาผ่านความร่วมมือของนักธรณีวิทยา ชุมชน ประเทศต่าง ๆ เครือข่าย Geopark และ UNESCO จนกระทั่งคำว่า UNESCO Global Geopark ได้รับสถานะอย่างเป็นทางการในปี 2015 และกลายมาเป็นเครือข่ายระดับโลกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
ก่อนมี Geopark โลกอนุรักษ์ “ธรณีวิทยา” กันอย่างไร?
มนุษย์ให้ความสนใจกับภูเขา ถ้ำ ฟอสซิล แร่ และภูมิประเทศพิเศษมานานมากแล้ว หลายพื้นที่ได้รับการประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ อุทยาน หรืออนุสรณ์ทางธรรมชาติ ขณะที่นักธรณีวิทยาก็ศึกษาพื้นที่เหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของโลก แต่ปัญหาคือ การอนุรักษ์แบบเดิมมักมอง Geosite หรือแหล่งธรณีวิทยาเป็นรายจุด เช่น หน้าผาหนึ่งแห่ง ถ้ำหนึ่งแห่ง แหล่งฟอสซิลหนึ่งแห่ง หรือภูเขาไฟหนึ่งลูก
แนวคิด Geopark นำเสนอสิ่งที่แตกต่างออกไป คือแทนที่จะมองแหล่งธรณีวิทยาเป็นจุดแยกจากกัน เราสามารถนำแหล่งเหล่านั้นมาเชื่อมโยงเป็น เรื่องราวของพื้นที่ทั้งระบบ แล้วเชื่อมต่อไปยังธรรมชาติ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คนได้
จากคำถามว่า “เราจะรักษาหินหรือฟอสซิลนี้อย่างไร?”
จึงพัฒนาไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “เราจะใช้เรื่องราวทางธรณีวิทยาของพื้นที่นี้เพื่อให้คนเข้าใจบ้านของตนเอง ร่วมกันอนุรักษ์ และสร้างอนาคตของชุมชนได้อย่างไร?” นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญของ Geopark
1997: จุดเริ่มต้นของแนวคิด UNESCO Geoparks Programme
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นใน ปี 1997 เมื่อ Division of Earth Sciences ของ UNESCO เสนอแนวคิดที่จะจัดตั้ง UNESCO Geoparks Programme เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองมรดกทางธรณีวิทยาที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความตระหนักว่า ธรณีวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของมรดกธรรมชาติที่ควรได้รับการดูแลเช่นเดียวกับความหลากหลายทางชีวภาพและมรดกทางวัฒนธรรม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Geopark ไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางของการสร้าง “บัญชีสถานที่สำคัญ” เพียงอย่างเดียว กลับค่อย ๆ พัฒนาเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับ เครือข่ายและการพัฒนาจากพื้นที่จริง
2000: European Geoparks Network จุดเปลี่ยนสำคัญจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ
ปี 2000 มีการจัดตั้ง European Geoparks Network (EGN) ขึ้นในยุโรป ซึ่งกลายเป็นก้าวสำคัญอย่างมากต่อวิวัฒนาการของแนวคิด Geopark ในเวลาต่อมา UNESCO ระบุอย่างชัดเจนว่า EGN ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 ก่อนที่จะขยายความร่วมมือไปสู่ระดับโลกในอีกไม่กี่ปีต่อมา
หัวใจสำคัญของเครือข่ายไม่ใช่การแข่งขันว่า Geopark ใดมีภูเขาสวยกว่า หรือมีฟอสซิลเก่ากว่า แต่คือ Networking – การทำงานเป็นเครือข่าย
พื้นที่สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ การศึกษา การบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และ Geotourism
แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะ Geopark แห่งหนึ่งไม่จำเป็นต้องคิดทุกอย่างขึ้นมาใหม่เอง หากพื้นที่หนึ่งสามารถพัฒนาวิธีสื่อความหมายทางธรณีวิทยาที่ดี อีกพื้นที่ก็สามารถเรียนรู้และนำหลักการไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้
2001: UNESCO เริ่มทำงานกับ Geoparks อย่างเป็นรูปธรรม
UNESCO ระบุว่า ความสัมพันธ์และการทำงานขององค์กรกับ Geoparks เริ่มขึ้นใน ปี 2001 ก่อนที่เครือข่ายระดับโลกจะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ช่วงนี้จึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างแนวคิดด้านการอนุรักษ์มรดกธรณีกับการสร้างเครือข่าย Geopark ระดับนานาชาติ และเพียงสามปีต่อมา ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ Geopark
2004: กำเนิด Global Geoparks Network – GGN
ในปี 2004 Geopark จากยุโรปและจีนมารวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่ UNESCO กรุงปารีส เพื่อก่อตั้ง Global Geoparks Network (GGN) ข้อมูลของ UNESCO ระบุว่าในเวลานั้นมี 17 European Geoparks และ 8 Chinese Geoparks รวม 25 แห่ง เข้าร่วมสร้างเครือข่ายระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างโครงการมรดกธรณีจากประเทศต่าง ๆ นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ Geopark ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดระดับภูมิภาคอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็น Global Movement
UNESCO สนับสนุนเครือข่ายดังกล่าวเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานด้านมรดกธรณี ตลอดจนสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภัยธรณีพิบัติ การลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
จาก “พื้นที่อนุรักษ์” สู่ “เครือข่ายการเรียนรู้” จุดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ Geopark น่าสนใจ ลองเปรียบเทียบว่า หากหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีแหล่งฟอสซิลสำคัญ วิธีคิดแบบเดิมอาจเน้นว่า “เราต้องป้องกันไม่ให้ใครทำลายฟอสซิล” ซึ่งถูกต้อง แต่แนวคิด Geopark จะถามต่อว่า
เด็กในพื้นที่รู้หรือไม่ว่าฟอสซิลนี้คืออะไร?
โรงเรียนสามารถใช้พื้นที่เป็นห้องเรียนธรรมชาติได้หรือไม่?
ชาวบ้านสามารถเป็นผู้นำเที่ยวได้หรือไม่?
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามารถเล่าเรื่องนี้ได้หรือไม่?
ร้านค้าและผู้ประกอบการสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้หรือไม่?
รายได้จากการท่องเที่ยวสามารถกลับมาช่วยอนุรักษ์พื้นที่ได้หรือไม่?
จาก Conservation จึงขยายไปสู่ Conservation → Education → Community → Geotourism → Local Economy → Sustainable Development และนี่คือ DNA สำคัญที่ทำให้ Geopark แตกต่างจากการอนุรักษ์แหล่งธรณีแบบดั้งเดิม
2013: Global Geoparks Network มีสมาชิกครบ 100 แห่ง
การเติบโตของเครือข่ายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเริ่มต้นจาก 25 Geoparks ในปี 2004 เพียงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ เครือข่ายก็ขยายตัวอย่างมาก ในเดือนกันยายน 2013 UNESCO รายงานว่า Global Geoparks Network เพิ่มขึ้นเป็น 100 Geoparks ใน 29 ประเทศ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิด Geopark เริ่มได้รับการยอมรับนอกยุโรปและจีนมากขึ้น และพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มเห็นว่า Geoheritage สามารถเป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาท้องถิ่นได้จริง แต่ในเวลานั้น ยังไม่มี designation อย่างเป็นทางการของ UNESCO ในรูปแบบเดียวกับที่เราใช้คำว่า UNESCO Global Geopark ในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกสองปีต่อมา
17 พฤศจิกายน 2015: กำเนิด “UNESCO Global Geoparks” อย่างเป็นทางการ
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2015 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ Geopark ในการประชุมสมัยที่ 38 ของ UNESCO General Conference ประเทศสมาชิก UNESCO ทั้ง 195 ประเทศในขณะนั้นให้ความเห็นชอบต่อการจัดตั้ง designation ใหม่ที่เรียกว่า UNESCO Global Geoparks พร้อมกับรับรองกฎเกณฑ์ของ International Geoscience and Geoparks Programme (IGGP) การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เครือข่าย Geopark ที่พัฒนามานานกว่าทศวรรษได้รับสถานะภายใต้กรอบ UNESCO อย่างเป็นทางการ
ณ เวลาที่ designation ใหม่นี้เกิดขึ้น UNESCO ระบุว่าเครือข่าย Global Geoparks มี 120 พื้นที่ทั่วโลก ดังนั้น หากเราจะจำประวัติศาสตร์ Geopark แบบง่ายที่สุด สามารถจำเป็นเส้นเวลาได้ว่า
1997 → UNESCO เสนอแนวคิด Geoparks Programme
2000 → European Geoparks Network
2001 → UNESCO เริ่มทำงานกับ Geoparks
2004 → Global Geoparks Network (GGN)
2015 → UNESCO Global Geoparks ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการ
International Geoscience and Geoparks Programme – IGGP คืออะไร?
เมื่อ UNESCO Global Geoparks ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2015 UNESCO ยังรับรอง International Geoscience and Geoparks Programme (IGGP) เพื่อเป็นกรอบใหญ่ในการดำเนินงานด้านธรณีศาสตร์และ Geoparks ภายใต้กรอบนี้มีงานสำคัญเกี่ยวข้องกับทั้งการวิจัยธรณีศาสตร์ระหว่างประเทศและ UNESCO Global Geoparks
รากฐานด้านวิทยาศาสตร์ของ UNESCO นั้นเก่าแก่กว่าระบบ Geopark มาก โดย International Geoscience Programme มีความร่วมมือกับ International Union of Geological Sciences (IUGS) มาตั้งแต่ ปี 1972 เพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์โลกจากประเทศต่าง ๆ
จึงอาจมองได้ว่า UNESCO Global Geoparks เป็นจุดที่ Earth Science + Geoheritage + Community + Sustainable Development มาพบกัน
Global Geoparks Network ยังมีบทบาทหรือไม่หลังปี 2015?
มี และสำคัญมาก การเกิด UNESCO Global Geoparks ไม่ได้ทำให้ Global Geoparks Network หรือ GGN หายไป ตรงกันข้าม UNESCO ระบุว่า UNESCO Global Geoparks ต้องเป็นสมาชิกของ GGN
GGN เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่จัดตั้งขึ้นในปี 2004 และทำหน้าที่เป็นเครือข่ายที่สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และร่วมดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของ Geoparks ดังนั้น UNESCO Global Geopark จึงไม่ได้เป็นเพียง “ป้ายรับรอง” ที่ติดไว้หน้าพื้นที่แล้วจบ แต่ต้องเข้ามาอยู่ในระบบการเรียนรู้ร่วมกันระดับโลก นี่คือเหตุผลที่คำว่า Network มีความสำคัญมากในโลกของ Geopark
จาก 25 แห่งในปี 2004 สู่ 241 แห่งในปี 2026
หากมองย้อนกลับไปจะเห็นการเติบโตที่ชัดเจนมาก
ปี 2004 เครือข่ายเริ่มต้นจาก 25 Geoparks
ปี 2013 เพิ่มเป็น 100 Geoparks ใน 29 ประเทศ
ปี 2015 เมื่อ UNESCO Global Geoparks ได้รับสถานะอย่างเป็นทางการ เครือข่ายมี 120 พื้นที่
และข้อมูลล่าสุดของ UNESCO ที่ปรับปรุงเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 ระบุว่า ปัจจุบันมี 241 UNESCO Global Geoparks ใน 51 ประเทศ
รายชื่อ UNESCO Global Geoparks อย่างเป็นทางการ
การเติบโตจาก 25 เป็น 241 แห่งในเวลาประมาณสองทศวรรษ ไม่ได้หมายความเพียงว่าโลกค้นพบหินหรือภูเขาที่สำคัญเพิ่มขึ้น แต่แสดงให้เห็นว่าประเทศและชุมชนจำนวนมากขึ้นกำลังมอง มรดกธรณีเป็นทรัพยากรสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
จาก Europe สู่ Global Network อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Geopark เริ่มต้นอย่างเข้มแข็งในยุโรปและจีน แต่ปัจจุบันขยายไปยังหลายภูมิภาค UNESCO แสดงเครือข่ายระดับภูมิภาค ได้แก่ European Geoparks Network (EGN), Asia Pacific Geoparks Network (APGN), Latin American and Caribbean Geopark Network และ African UNESCO Global Geoparks Network เครือข่ายเหล่านี้ช่วยให้พื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกันสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ได้ง่ายขึ้น เช่น ประเทศในเอเชียอาจมีประเด็นเกี่ยวกับชุมชนหนาแน่น ภูเขาไฟ มรสุม หรือภูมิประเทศคาร์สต์ที่แตกต่างจาก Geoparks ในยุโรปเหนือ แต่ทั้งหมดเชื่อมกลับเข้าสู่เครือข่ายโลกเดียวกัน
Geopark จึงไม่ใช่ “รางวัลที่ได้รับแล้วจบ”
ประวัติศาสตร์ของ Geopark ช่วยให้เราเข้าใจอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก คือ UNESCO Global Geopark ไม่ควรถูกมองเหมือนถ้วยรางวัลของพื้นที่ การเป็น Geopark คือการเข้าร่วม กระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ต้องทำงานด้านการอนุรักษ์ การศึกษา การสื่อความหมาย การมีส่วนร่วมของชุมชน การท่องเที่ยว และการสร้างเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ นี่คือเหตุผลที่ระบบ UNESCO Global Geoparks มีการ revalidation ทุก 4 ปี เพื่อประเมินคุณภาพและความก้าวหน้าของพื้นที่ ไม่ใช่ได้รับสถานะครั้งเดียวแล้วคงอยู่โดยอัตโนมัติตลอดไป
แนวคิดนี้ทำให้ Geopark เป็นระบบที่มีชีวิต
พื้นที่ต้องเรียนรู้
ชุมชนต้องพัฒนา
องค์ความรู้ต้องเพิ่มขึ้น
การบริหารต้องปรับตัว
และเครือข่ายต้องทำงานร่วมกัน
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: จาก “ภูเขาหนึ่งลูก” สู่ “เศรษฐกิจความรู้ของพื้นที่” ลองสมมติว่าชุมชนแห่งหนึ่งมีภูเขาไฟดับแล้วซึ่งมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์
ระยะแรก นักธรณีวิทยาอาจเข้ามาศึกษาหินและอายุของภูเขาไฟ
ระยะต่อมา มีการกำหนด Geosite และจัดทำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
จากนั้น โรงเรียนเริ่มนำเด็กมาศึกษา มีป้ายสื่อความหมายและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
ต่อมา ชาวบ้านได้รับการฝึกเป็นมัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการสร้างเส้นทาง Geotourism ร้านค้าใช้เรื่องภูเขาไฟสร้างผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และชุมชนเริ่มมีรายได้
เมื่อรายได้และความภาคภูมิใจเกิดขึ้น คนในพื้นที่ก็มีเหตุผลมากขึ้นที่จะช่วยกันรักษาภูเขาและแหล่งธรณี จึงเกิดวงจร
Geoheritage → Knowledge → Education → Pride → Geotourism → Local Economy → Conservation
นี่คือวิวัฒนาการทางความคิดที่อยู่เบื้องหลัง Geopark และอธิบายได้ดีว่าทำไม UNESCO จึงไม่ได้มอง Geopark เป็นเพียงโครงการอนุรักษ์ธรณีวิทยา
iok2u แนะนำ: อย่าจำ Geopark ด้วยปี แต่ให้เข้าใจ “การเปลี่ยนวิธีคิด”
หากต้องการเข้าใจประวัติศาสตร์ Geopark จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องท่องจำทุกปี แต่ควรจำการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดเป็น 4 ขั้น
ขั้นที่ 1 – Protect เห็นคุณค่าของหิน ฟอสซิล และภูมิประเทศ จึงต้องการอนุรักษ์
ขั้นที่ 2 – Connect พบว่าแหล่งธรณีแต่ละแห่งสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องราวของพื้นที่
ขั้นที่ 3 – Network Geoparks เริ่มเรียนรู้และทำงานร่วมกันผ่านเครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับโลก
ขั้นที่ 4 – Develop Sustainably นำ Geoheritage มาเชื่อมกับการศึกษา ชุมชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
เมื่อมองแบบนี้ เราจะเข้าใจทันทีว่าเหตุใด Geopark จึงใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาจากแนวคิดอนุรักษ์มรดกธรณีไปสู่ UNESCO Global Geoparks
สรุป
เส้นทางของ UNESCO Global Geoparks ไม่ได้เริ่มจากการที่ UNESCO ประกาศรายชื่อสถานที่ขึ้นมาทันที แต่เป็นผลจากการพัฒนาแนวคิดและเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
1997 UNESCO เสนอแนวคิด Geoparks Programme
2000 กำเนิด European Geoparks Network
2001 UNESCO เริ่มทำงานกับ Geoparks
2004 17 Geoparks จากยุโรปและ 8 จากจีน รวมตัวเป็น Global Geoparks Network
2013 GGN เติบโตถึง 100 แห่งใน 29 ประเทศ
2015 UNESCO General Conference รับรอง UNESCO Global Geoparks และ IGGP อย่างเป็นทางการ
2026 เครือข่ายเติบโตเป็น 241 UNESCO Global Geoparks ใน 51 ประเทศ
จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการรักษามรดกธรณี แนวคิดได้พัฒนามาถึงการใช้เรื่องราว 4,600 ล้านปีของโลก เพื่อสร้างความรู้ เตรียมพร้อมต่อภัยธรรมชาติ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก สร้างรายได้ให้ชุมชน และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวได้ว่า
“วิวัฒนาการของ Geopark คือการเปลี่ยนจากการรักษาก้อนหิน
ให้กลายเป็นการรักษาเรื่องราวของโลก และใช้เรื่องราวนั้นสร้างอนาคตให้กับผู้คน”
#Geopark101 #Geopark10102 #UNESCOGlobalGeopark #GlobalGeopark #UNESCO #Geoheritage #Geodiversity #Geosite #Geology #EarthScience #Geoconservation #Geotourism #SustainableDevelopment #GlobalGeoparksNetwork #iok2u
.
------------------------
ที่มา
- อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp)
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
------------------------
------------------------

