Geological Heritage อะไรทำให้หิน ภูเขา ถ้ำ และฟอสซิลมีคุณค่าระดับโลก?

อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp)
Geological Heritage อะไรทำให้หิน ภูเขา ถ้ำ และฟอสซิลมีคุณค่าระดับโลก?
ทำความเข้าใจ Geoheritage, Geodiversity และ Geosite หัวใจทางวิทยาศาสตร์ของ UNESCO Global Geopark เราเริ่มจากการทำความรู้จัก UNESCO Global Geopark และใน Geopark101-02 เราได้ย้อนดูเส้นทางจากแนวคิดการอนุรักษ์มรดกธรณีจนพัฒนามาเป็นเครือข่ายระดับโลก ตอนที่ 03 นี้จะลงลึกถึงคำถามสำคัญที่สุดข้อหนึ่งว่า “อะไรทำให้หิน ภูเขา ถ้ำ ฟอสซิล หรือภูมิประเทศแห่งหนึ่งมีความสำคัญมากพอที่จะเป็นหัวใจของ UNESCO Global Geopark?”
คำตอบไม่ใช่เพียงเพราะสถานที่นั้น “สวย แปลก เก่า หรือใหญ่” แต่ต้องสามารถแสดงเรื่องราวสำคัญของโลกผ่านหลักฐานทางธรณีวิทยา และสำหรับการเป็น UNESCO Global Geopark นั้น UNESCO กำหนดอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ต้องมี Geological Heritage of International Value – มรดกธรณีที่มีคุณค่าระดับนานาชาติ โดยคุณค่านี้ต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์และผ่านการทบทวนทางวิชาการ เพื่อเปรียบเทียบความสำคัญในระดับโลก ไม่ใช่เพียงการประกาศว่าพื้นที่ของตนเองมีความสำคัญ
ก่อนอื่นต้องรู้จัก “Geodiversity”
เวลาเราพูดถึงความหลากหลายของธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักนึกถึง Biodiversity – ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ป่าไม้ พืช สัตว์ และระบบนิเวศ แต่ใต้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นยังมีพื้นฐานอีกชั้นหนึ่งคือ Geodiversity – ความหลากหลายทางธรณี
Geodiversity ครอบคลุมองค์ประกอบธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตของโลก ไม่ว่าจะเป็นหิน แร่ ฟอสซิล ดิน ตะกอน ภูมิประเทศ และกระบวนการทางธรณีวิทยาที่สร้างหรือเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ UNESCO ชี้ให้เห็นว่า Geodiversity เป็นพื้นฐานสำคัญของทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่กลับเป็นองค์ประกอบที่มักถูกมองข้ามเมื่อพูดถึงความยั่งยืน ลองนึกภาพพื้นที่หนึ่งที่มีภูเขาหินปูน ถ้ำ ลำธารใต้ดิน หน้าผา และดินที่เกิดจากการผุพังของหิน สิ่งเหล่านี้รวมกันคือส่วนหนึ่งของ Geodiversity ของพื้นที่ ดังนั้น Geodiversity ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ “ก้อนหินหลายชนิด” แต่หมายถึง ความหลากหลายของโลกที่ไม่มีชีวิตและกระบวนการที่สร้างมันขึ้นมา
แล้ว Geoheritage คืออะไร?
ไม่ใช่ Geodiversity ทุกส่วนจะถูกเรียกว่า Geoheritage – มรดกธรณี
Geoheritage คือ ส่วนของความหลากหลายทางธรณีที่มนุษย์พิจารณาแล้วว่ามีคุณค่าเป็นพิเศษและสมควรได้รับการศึกษา การสื่อความหมาย หรือการอนุรักษ์ เพราะสามารถเป็นหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของโลก
ตัวอย่างเช่น ชั้นหินธรรมดาที่พบทั่วไปอาจเป็นส่วนหนึ่งของ Geodiversity แต่ถ้าชั้นหินแห่งหนึ่งมีฟอสซิลที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต หรือเป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอดีต ชั้นหินนั้นก็อาจมีคุณค่าในฐานะ Geoheritage จึงอาจจำแบบง่าย ๆ ว่า
Geodiversity = สิ่งที่โลกมี
Geoheritage = ส่วนที่มีคุณค่าจนเราควรเรียนรู้และรักษา
Geosite คืออะไร?
เมื่อ Geoheritage ปรากฏอยู่ ณ สถานที่หนึ่ง เรามักใช้คำว่า Geosite หรือ Geological Site
ตัวอย่างเช่น ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอาจประกอบด้วย Geosite หลายจุด ได้แก่ แหล่งฟอสซิลหนึ่งแห่ง ถ้ำหนึ่งแห่ง หน้าผาที่แสดงลำดับชั้นหินหนึ่งแห่ง รอยเลื่อนหนึ่งแห่ง หรือปล่องภูเขาไฟหนึ่งแห่ง
แต่สิ่งสำคัญคือ UNESCO Global Geopark ไม่ใช่ Geosite เพียงจุดเดียว
UNESCO ให้นิยาม UNESCO Global Geopark ว่าเป็น พื้นที่ทางภูมิศาสตร์หนึ่งเดียวที่มีความเป็นเอกภาพ ซึ่งมี sites และ landscapes ที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยาระดับนานาชาติ และนำพื้นที่เหล่านั้นมาบริหารจัดการอย่างเป็นองค์รวมภายใต้แนวคิดด้านการคุ้มครอง การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงอาจมองความสัมพันธ์อย่างง่ายได้ว่า
Geodiversity → Geoheritage → Geosite → Geopark
แต่คำเหล่านี้ไม่ใช่ “ระดับขั้นของรางวัล” หากเป็นแนวคิดคนละระดับที่ช่วยให้เราเข้าใจองค์ประกอบของพื้นที่
อะไรบ้างที่สามารถเป็น Geological Heritage?
มรดกธรณีมีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะประวัติศาสตร์ของโลกไม่ได้ถูกบันทึกไว้เฉพาะในก้อนหินเท่านั้น แต่อาจปรากฏผ่านโครงสร้าง ภูมิประเทศ ฟอสซิล และกระบวนการต่าง ๆ
ตัวอย่างที่พบได้ใน Geoparks ทั่วโลก ได้แก่ Stratigraphy หรือชั้นหินที่บันทึกลำดับเวลา Palaeontology หรือแหล่งฟอสซิล Mineralogy และแหล่งแร่ Volcanology เช่น ปล่องภูเขาไฟ ลาวา และเถ้าภูเขาไฟ Structural Geology เช่น รอยเลื่อนและชั้นหินคดโค้ง Karst and Caves เช่น ถ้ำ หลุมยุบ และภูมิประเทศหินปูน รวมถึงภูมิประเทศที่เกิดจากแม่น้ำ ชายฝั่ง ทะเลทราย ธารน้ำแข็ง การกัดเซาะ และการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “มีอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า สิ่งนั้นช่วยอธิบายเรื่องราวของโลกได้ดีเพียงใด
ความเก่าไม่ได้แปลว่ามีคุณค่าระดับโลกเสมอไป
นี่เป็นจุดที่ควรทำความเข้าใจให้ชัด
สมมติเราพบหินอายุ 500 ล้านปี ฟังดูเก่าและน่าตื่นเต้นมาก แต่ถ้าหินประเภทและอายุเดียวกันพบทั่วไปในหลายประเทศ และพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้แสดงหลักฐานพิเศษเพิ่มเติม การมีอายุ 500 ล้านปีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้พื้นที่นั้นมีความสำคัญระดับนานาชาติทันที ในทางกลับกัน หินที่มีอายุน้อยกว่ามากอาจมีคุณค่าระดับโลก หากบันทึกเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาที่สำคัญ มีความสมบูรณ์สูง เป็นตัวอย่างอ้างอิงที่ดี หรือช่วยตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ หลักคิดจึงไม่ใช่ “เก่าที่สุด = สำคัญที่สุด” แต่ควรถามว่า “หลักฐานนี้ช่วยให้มนุษย์เข้าใจประวัติศาสตร์โลกเรื่องใด และมีความสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นทั่วโลกอย่างไร?”
ความสวยก็ไม่เพียงพอเช่นกัน ภูเขาที่สวยงามมากอาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก แต่ความงามไม่ได้ทำให้พื้นที่นั้นเป็น UNESCO Global Geopark โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับถ้ำขนาดใหญ่ น้ำตกสูง หรือเสาหินรูปร่างประหลาด สิ่งเหล่านี้อาจมีคุณค่าทางภูมิทัศน์สูง แต่สำหรับ UNESCO Global Geopark ต้องสามารถแสดง คุณค่าทางธรณีวิทยาระดับนานาชาติ และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับด้วย
นี่คือความแตกต่างระหว่างคำว่า Beautiful Landscape กับ Internationally Significant Geological Landscape สองอย่างนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ฟอสซิลหายาก = Geopark หรือไม่?
ก็ยังตอบว่า “ไม่จำเป็น” สมมติชุมชนแห่งหนึ่งค้นพบฟอสซิลชนิดใหม่ของโลก สิ่งนี้อาจทำให้ Geosite มีความสำคัญทางบรรพชีวินวิทยาสูงมาก แต่การเป็น UNESCO Global Geopark ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีก
UNESCO กำหนดคุณลักษณะพื้นฐานของ Global Geopark ไว้มากกว่าคุณค่าทางธรณีวิทยา ได้แก่ การมีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ระบบบริหารจัดการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย การมีส่วนร่วมของชุมชน การสื่อสารและสร้างการรับรู้ รวมถึงการทำงานเป็นเครือข่าย ดังนั้น “มี Geosite ระดับโลก” ≠ “เป็น UNESCO Global Geopark แล้ว”
Geosite เป็นหัวใจทางวิทยาศาสตร์ แต่ Geopark คือระบบการบริหารพื้นที่ที่นำหัวใจนั้นมาเชื่อมกับผู้คน
แล้ว UNESCO รู้ได้อย่างไรว่ามีคุณค่าระดับนานาชาติ?
นี่คือจุดที่ระบบ UNESCO Global Geopark แตกต่างจากการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปอย่างชัดเจน
UNESCO ระบุว่า Geological Heritage of International Value ต้องได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ในกระบวนการประเมิน UNESCO Global Geopark โดยพิจารณาจากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติและผ่านการ peer review แล้วนำมาประเมินเชิงเปรียบเทียบในระดับโลก กล่าวง่าย ๆ คือ การบอกว่า “หินของเราสำคัญระดับโลก” ยังไม่เพียงพอ
ต้องตอบให้ได้ว่า สำคัญเพราะอะไร มีหลักฐานวิทยาศาสตร์อะไร ใครศึกษา มีผลงานตีพิมพ์หรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งประเภทเดียวกันทั่วโลกแล้ว พื้นที่นี้โดดเด่นอย่างไร
UNESCO และ International Union of Geological Sciences (IUGS) ยังมีแนวทางเฉพาะสำหรับการประเมินความสำคัญระดับนานาชาติของมรดกธรณีในใบสมัคร UNESCO Global Geopark ด้วย
จาก “ก้อนหิน” ต้องอ่านให้เป็น “เรื่องราว” หัวใจของ Geoheritage ไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ Story of the Earth – เรื่องราวของโลกที่หลักฐานนั้นสามารถบอกเราได้
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ เราเห็นหินก้อนหนึ่งและพบฟอสซิลแอมโมไนต์อยู่ภายใน หากมองเพียงผิวเผิน เราอาจคิดว่าเป็น “หินที่มีฟอสซิลสวย” แต่นักธรณีวิทยาจะถามต่อว่า ฟอสซิลนี้มีอายุเท่าไร? สิ่งมีชีวิตชนิดนี้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด? หินที่ห่อหุ้มฟอสซิลเกิดขึ้นอย่างไร? ในช่วงเวลานั้นพื้นที่นี้อยู่ตรงไหนของโลก? เหตุใดพื้นที่ที่วันนี้เป็นภูเขาจึงเคยอยู่ใต้ทะเล?
ทันทีที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ ก้อนหินก้อนเดิมจะเปลี่ยนจาก “วัตถุ” กลายเป็น หลักฐานของโลกในอดีต นี่คือพื้นฐานของการสื่อความหมายใน Geopark จากทะเลโบราณสู่ยอดเขา
ตัวอย่างให้เห็นภาพ ลองสมมติว่าเรายืนอยู่บนภูเขาสูงและพบหินปูนที่มีฟอสซิลสัตว์ทะเล คำถามแรกคือ สัตว์ทะเลขึ้นมาอยู่บนภูเขาได้อย่างไร? คำตอบไม่ได้หมายความว่าสัตว์เหล่านั้นเคยปีนภูเขา แต่แสดงว่าพื้นที่นี้เคยมีสภาพแวดล้อมแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก ลำดับเรื่องราวอาจเป็น
ทะเลโบราณ → สิ่งมีชีวิตทะเล → ตะกอนสะสม → กลายเป็นหินปูน → การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก → ชั้นหินถูกยกตัว → การกัดเซาะ → ภูเขาในปัจจุบัน
เพียง Geosite เดียวจึงสามารถสอนทั้ง Sedimentology, Palaeontology, Plate Tectonics และ Geomorphology ได้พร้อมกัน และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Geopark จึงถูกเรียกว่าเป็นเสมือน ห้องเรียนกลางแจ้งของโลก
Geoheritage เชื่อมโยงกับ Biodiversity อย่างไร?
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตไม่ได้แยกจากกัน
Geodiversity เป็นพื้นฐานสำคัญของ Biodiversity
ชนิดของหินมีผลต่อดิน ดินมีผลต่อพืช ภูมิประเทศมีผลต่อแหล่งน้ำ ความสูงมีผลต่ออุณหภูมิและความชื้น ขณะที่ถ้ำ หน้าผา ชายฝั่ง และภูเขาสามารถสร้างถิ่นอาศัยเฉพาะสำหรับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด UNESCO จึงเน้นว่ามรดกธรณีใน Geopark ควรถูกเชื่อมโยงกับมรดกธรรมชาติ วัฒนธรรม และมรดกที่จับต้องไม่ได้ของพื้นที่ ไม่ได้ศึกษาแยกออกจากชีวิตและสังคมมนุษย์ (UNESCO)
เราอาจเขียนความสัมพันธ์ได้ว่า
Rock → Soil → Water → Ecosystem → Agriculture → Settlement → Culture
นี่คือเหตุผลที่การเรียนรู้ Geopark มักเริ่มจากธรณีวิทยา แต่ไม่ได้จบที่ธรณีวิทยา
Geoheritage กับวัฒนธรรมของมนุษย์
ลองคิดถึงหมู่บ้านที่สร้างบ้านด้วยหินท้องถิ่น ชุมชนที่ทำเครื่องปั้นดินเผาจากดินเฉพาะพื้นที่ เมืองเหมืองแร่โบราณ ชุมชนที่สร้างตำนานเกี่ยวกับภูเขาไฟ หรือพื้นที่เกษตรที่มีผลิตผลโดดเด่นเพราะดินจากหินภูเขาไฟ ทั้งหมดนี้แสดงว่า ธรณีวิทยาสามารถสร้างวัฒนธรรมได้
UNESCO จึงมอง Geopark ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง Geological Heritage กับมรดกธรรมชาติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความรู้ของชุมชนและชนพื้นเมืองควบคู่กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ดังนั้น เรื่องเล่าของชาวบ้านไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งของวิทยาศาสตร์ แต่สามารถเป็นอีกมิติหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับภูมิประเทศได้ดีขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดว่าอะไรคือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และอะไรคือเรื่องเล่าหรือมรดกทางวัฒนธรรม
Geoheritage ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างไร?
เมื่อพื้นที่หนึ่งได้รับการยอมรับว่ามี Geoheritage สำคัญ คำถามต่อมาคือจะรักษาอย่างไร UNESCO ระบุว่า Geological Sites ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ UNESCO Global Geopark ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระดับท้องถิ่น ภูมิภาค หรือระดับประเทศที่เหมาะสม และต้องมีมาตรการบริหาร ติดตาม และดูแลพื้นที่ ประเด็นนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะแหล่งฟอสซิล แร่ หรือผลึกที่สามารถถูกนำออกจากพื้นที่ได้
Geopark จึงไม่ควรทำงานแบบ “ค้นพบของสำคัญ → นักท่องเที่ยวมา → เก็บกลับบ้าน → ทรัพยากรหมด”
แต่ควรเป็น “ค้นพบ → ศึกษา → อนุรักษ์ → สื่อความหมาย → เรียนรู้ → สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน”
Geosite ไม่จำเป็นต้องเปิดให้นักท่องเที่ยวทุกแห่ง การเป็น Geosite สำคัญไม่ได้หมายความว่าจะต้องสร้างถนน ร้านค้า หรือจุดถ่ายรูปเข้าไปทุกแห่ง บางพื้นที่อาจมีความเปราะบางสูง บางแห่งอาจเป็นพื้นที่วิจัย บางแห่งมีความเสี่ยงต่อการพังทลาย หรือมีฟอสซิลที่ต้องควบคุมการเข้าถึง การจัดการที่ดีจึงต้องพิจารณาว่า Geosite ใดเหมาะกับการท่องเที่ยว Geosite ใดเหมาะกับการศึกษา และ Geosite ใดควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์เป็นหลัก นี่คือจุดที่ Geoconservation ต้องทำงานร่วมกับ Geotourism
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ทุกจุดมีนักท่องเที่ยวมากที่สุด แต่คือทำให้แต่ละจุดได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมที่สุด
จาก Geoheritage สู่ Geotourism
เมื่อเราเข้าใจคุณค่าของ Geological Heritage แล้ว การท่องเที่ยวก็สามารถเปลี่ยนรูปแบบได้ทันที นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจมองหน้าผาแล้วบอกว่า “สวยมาก” แต่ Geotourism ต้องช่วยให้เขากลับออกไปพร้อมความเข้าใจเพิ่มอีกว่า “หน้าผานี้เกิดจากอะไร อายุเท่าไร ผ่านเหตุการณ์อะไรมา และเหตุใดมันจึงมีรูปร่างแบบที่เราเห็นวันนี้?” เมื่อความสวยงามมี Knowledge เพิ่มเข้ามา สถานที่ก็มีคุณค่ามากกว่าจุดถ่ายภาพ และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ UNESCO Global Geoparks เชื่อมการอนุรักษ์กับการศึกษา การสร้างความตระหนัก และการพัฒนาเศรษฐกิจผ่าน Geotourism
แล้ว Geosite ของไทยล่ะ?
ประเทศไทย มีความหลากหลายทางธรณีสูงมาก ตั้งแต่หินอายุหลายร้อยล้านปี ภูมิประเทศคาร์สต์และถ้ำ แหล่งฟอสซิล ภูเขาไฟเก่า ชั้นหินตะกอน หน้าผา เกาะ ชายฝั่ง ไปจนถึงภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะ สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงถามว่า “ประเทศไทยมีหินสวยตรงไหน?” แต่ควรถามว่า “พื้นที่ใดของประเทศไทยสามารถบอกเรื่องราวทางธรณีวิทยาที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ และเรามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงพอที่จะพิสูจน์คุณค่านั้นหรือไม่?”
นี่คือวิธีคิดเดียวกับที่ต้องใช้เมื่อต้องการพัฒนา Aspiring UNESCO Global Geopark เพราะ UNESCO กำหนดให้ผู้สมัครต้องแสดงทั้งคุณค่าทางธรณีระดับนานาชาติ ระบบบริหารจัดการ แผนงาน และความสัมพันธ์ระหว่างมรดกธรณีกับธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่
iok2u แนะนำ: ฝึกอ่าน Geoheritage ด้วยคำถาม 5 ข้อ
เวลาไปเที่ยวภูเขา ถ้ำ หน้าผา แหล่งฟอสซิล หรือพื้นที่ Geopark ลองเปลี่ยนจากการดูอย่างเดียวเป็นการตั้งคำถาม 5 ข้อง่าย ๆ คือ มันคืออะไร? เกิดขึ้นอย่างไร? เกิดขึ้นเมื่อไร? บอกอะไรเกี่ยวกับโลกในอดีต? และเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนในพื้นที่วันนี้อย่างไร?
ตัวอย่างเช่น เมื่อพบชั้นหินคดโค้ง อย่าหยุดแค่คำว่า “ลายหินสวย” แต่ลองถามว่าหินเดิมวางตัวอย่างไร แรงอะไรทำให้มันคดโค้ง เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร และกระบวนการเดียวกันเกี่ยวข้องกับการสร้างเทือกเขาหรือไม่ เมื่อเราถามได้ถึงระดับนี้ เรากำลังเริ่ม อ่านภูมิประเทศเหมือนนักธรณีวิทยา
สรุป
หัวใจทางวิทยาศาสตร์ของ UNESCO Global Geopark เริ่มจากสามแนวคิดสำคัญ
Geodiversity คือ ความหลากหลายขององค์ประกอบและกระบวนการทางธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตของโลก
Geoheritage คือ ส่วนของความหลากหลายทางธรณีที่มีคุณค่าเป็นพิเศษและควรได้รับการศึกษา สื่อความหมาย หรืออนุรักษ์
Geosite คือ สถานที่ที่แสดงหรือเก็บรักษาคุณค่าทางธรณีเหล่านั้น
แต่สำหรับการเป็น UNESCO Global Geopark ต้องก้าวไปอีกขั้น เพราะพื้นที่ต้องมี Geological Heritage ที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามี International Value ผ่านหลักฐานและการประเมินทางวิทยาศาสตร์ พร้อมนำมรดกนั้นไปเชื่อมโยงกับการบริหารพื้นที่ การศึกษา ชุมชน ธรรมชาติ วัฒนธรรม การอนุรักษ์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น สิ่งที่ทำให้ก้อนหินก้อนหนึ่งมีคุณค่าไม่ได้อยู่ที่ว่ามัน “สวยหรือเก่าแค่ไหน” แต่อยู่ที่ว่า
“ก้อนหินนั้นเก็บเรื่องราวสำคัญอะไรของโลกไว้ และเราสามารถอ่าน รักษา และถ่ายทอดเรื่องราวนั้นให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร”
#Geopark101 #Geopark10103 #UNESCOGlobalGeopark #GlobalGeopark #Geoheritage #Geodiversity #Geosite #Geology #EarthScience #Geoconservation #Geotourism #Fossil #GeologicalHeritage #UNESCO #iok2u
.
------------------------
ที่มา
- อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp)
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
------------------------
------------------------

