iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ

เส้นทางสู่ UNESCO พื้นที่หนึ่งต้องมีอะไรจึงจะเป็น UNESCO Global Geopark?

 

อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp) 

เส้นทางสู่ UNESCO – พื้นที่หนึ่งต้องมีอะไรจึงจะเป็น UNESCO Global Geopark?

จากมรดกธรณีระดับนานาชาติ สู่การบริหาร ชุมชน การประเมิน และสถานะที่ต้องรักษาไว้ทุก 4 ปี เราได้รู้แล้วว่า การมีภูเขาสวย ถ้ำใหญ่ ฟอสซิลหายาก หรือหินอายุหลายร้อยล้านปี ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พื้นที่หนึ่งกลายเป็น UNESCO Global Geopark (UGGp) เพราะ UNESCO ไม่ได้พิจารณาเฉพาะ “สิ่งที่พื้นที่มี” แต่พิจารณาด้วยว่า พื้นที่เข้าใจ รักษา ถ่ายทอด และใช้มรดกนั้นเพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้คนอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ นี่คือหัวใจของ Geopark เพราะเราจะเดินตามเส้นทางของพื้นที่หนึ่ง ตั้งแต่การค้นพบคุณค่าทางธรณีวิทยา การสร้างระบบบริหาร การมีส่วนร่วมของชุมชน การสมัคร การประเมิน ไปจนถึงระบบ Green Card – Yellow Card – Red Card ซึ่งทำให้เห็นชัดว่า UNESCO Global Geopark ไม่ใช่รางวัลที่ได้รับครั้งเดียวแล้วคงอยู่ตลอดไป ข้อมูล UNESCO ทุกพื้นที่อยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน คือเป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นหนึ่งเดียว มีมรดกธรณีที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และบริหารด้วยแนวคิดองค์รวมด้าน Protection + Education + Sustainable Development จุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่ UNESCO แต่อยู่ที่ “พื้นที่” สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจก่อนคือ UNESCO Global Geopark ใช้แนวทาง Bottom-up Approach หมายความว่าการสร้าง Geopark ต้องเกิดจากพื้นที่และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่การที่ UNESCO มองลงมาจากปารีสแล้วเลือกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้เป็น Geopark

UNESCO ระบุว่ากระบวนการควรเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับท้องถิ่นและภูมิภาค เช่น เจ้าของที่ดิน กลุ่มชุมชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ชนพื้นเมือง องค์กรท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งต้องมีความร่วมมือในระยะยาวและการสนับสนุนทางสังคมและการเมืองที่เหมาะสม ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ “เรามีหินสวย มาสมัคร UNESCO กันเถอะ” แต่ควรเป็น “พื้นที่ของเรามีเรื่องราวทางธรณีวิทยาอะไรที่สำคัญ? เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คนอย่างไร? และคนในพื้นที่ต้องการร่วมกันรักษาและใช้คุณค่านั้นสร้างอนาคตแบบใด?” นี่คือฐานคิดของ UNESCO Global Geopark

4 คุณสมบัติพื้นฐานที่ UNESCO กำหนด

UNESCO ระบุ Fundamental Features หรือคุณลักษณะพื้นฐาน 4 ด้าน ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดสำคัญสำหรับพื้นที่ที่จะเป็น UNESCO Global Geopark ได้แก่ Geological Heritage of International Value, Management, Visibility และ Networking หากมองให้เข้าใจง่าย เราอาจเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “มีของดีระดับโลก – บริหารได้ – คนรู้จักและเข้าถึง – ทำงานร่วมกับเครือข่าย” แต่แต่ละเรื่องมีรายละเอียดมากกว่านั้น 

1. Geological Heritage of International Value ต้องมี “มรดกธรณีที่มีคุณค่าระดับนานาชาติ” 

นี่คือหัวใจทางวิทยาศาสตร์ของ UNESCO Global Geopark และเป็นเรื่องที่เราอธิบายไว้ พื้นที่ต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าแหล่งและภูมิประเทศทางธรณีวิทยาภายในพื้นที่มี International Geological Value การบอกว่า “เรามีฟอสซิลที่สำคัญมาก” ด้วยตัวเองไม่เพียงพอ UNESCO ระบุว่าคุณค่าดังกล่าวต้องได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์และผ่านการพิจารณาทางวิชาการแบบ peer review แล้วนำมาเปรียบเทียบในบริบทระดับโลก จึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า

มีอะไร? → เกิดขึ้นอย่างไร? → สำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างไร? → มีงานวิจัยรองรับหรือไม่? → เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งประเภทเดียวกันทั่วโลกแล้วโดดเด่นอย่างไร?

ตัวอย่างเช่น พื้นที่หนึ่งอาจมีชั้นหินที่บันทึกเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ มีแหล่งฟอสซิลที่ช่วยอธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต หรือมีภูมิประเทศที่เป็นหลักฐานสำคัญของกระบวนการแปรสัณฐานของเปลือกโลก ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใหญ่ที่สุด” หรือ “สวยที่สุด” เสมอไป แต่อยู่ที่ Scientific Significance

2. Management มีของดีแล้ว ต้องบริหารพื้นที่ให้ได้จริง

นี่เป็นเงื่อนไขที่หลายคนอาจมองข้าม UNESCO กำหนดว่า UNESCO Global Geopark ต้องได้รับการบริหารโดย Management Body ที่มีสถานะทางกฎหมายและได้รับการยอมรับตามกฎหมายของประเทศ พร้อมมีศักยภาพในการบริหารพื้นที่ทั้งหมด ไม่ใช่ดูแลเฉพาะ Geosite ที่มีชื่อเสียงไม่กี่จุด  องค์กรบริหารควรเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งระดับท้องถิ่นและภูมิภาค และต้องมี Management Plan – แผนบริหารจัดการ ที่ทุกฝ่ายเกี่ยวข้องยอมรับ

แผนดังกล่าวต้องครอบคลุมมากกว่าเรื่องธรณีวิทยา เพราะ UNESCO ระบุถึงองค์ประกอบอย่างการกำกับดูแล การพัฒนา การสื่อสาร การคุ้มครอง โครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และความร่วมมือ ตลอดจนตอบสนองความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการรักษาภูมิทัศน์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ดังนั้น Geopark ที่ดีจึงไม่สามารถทำงานด้วย “โครงการครั้งเดียว” ได้ ต้องมีทั้ง

Organization + People + Plan + Budget + Partnership + Continuity

ตัวอย่าง มีฟอสซิลระดับโลก แต่ไม่มีระบบบริหาร จะเป็นอย่างไร?

ลองสมมติว่าพื้นที่หนึ่งค้นพบฟอสซิลที่มีความสำคัญระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ตีพิมพ์งานวิจัยจำนวนมากและยืนยันคุณค่าทางวิชาการได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อเข้าไปในพื้นที่กลับพบว่าไม่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบ ป้ายข้อมูลไม่มีมาตรฐาน ไม่มีแผนอนุรักษ์ ชุมชนไม่รู้ว่าฟอสซิลสำคัญอย่างไร นักท่องเที่ยวเก็บฟอสซิลกลับบ้าน ไม่มีระบบการศึกษา และไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

พื้นที่นั้นอาจมี Outstanding Geoheritage

แต่ยังไม่ใช่ Outstanding Geopark

นี่เป็นความแตกต่างสำคัญมาก Geoheritage คือทรัพยากร แต่ Geopark คือระบบที่นำทรัพยากรนั้นมาบริหารอย่างมีคุณค่า

3. Visibility Geopark ต้อง “มองเห็นและเข้าใจได้”

คำว่า Visibility ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำโฆษณาให้ดังที่สุด แต่หมายถึงการทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถ รับรู้ เข้าถึง และเข้าใจ Geopark UNESCO ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพราะ Geopark มีบทบาทในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่าน Geotourism ดังนั้นผู้มาเยือนและคนในพื้นที่ต้องสามารถค้นหาข้อมูลได้ว่า

Geopark อยู่ที่ไหน?
ขอบเขตอยู่ตรงไหน?
มี Geosite อะไรบ้าง?
เดินทางอย่างไร?
แต่ละจุดสำคัญอย่างไร?
เรื่องราวทางธรณีวิทยาคืออะไร?

UNESCO ยกตัวอย่างเครื่องมือ เช่น เว็บไซต์เฉพาะของ Geopark เอกสารเผยแพร่ แผนที่รายละเอียดที่เชื่อมโยง Geological Sites กับสถานที่สำคัญอื่น ๆ รวมถึงการมี Corporate Identity ที่ชัดเจน แต่หัวใจที่สำคัญกว่าป้ายคือ Interpretation – การสื่อความหมาย

ป้ายที่เขียนศัพท์ธรณีวิทยาเต็มไปหมดอาจถูกต้องทางวิชาการ แต่ถ้านักท่องเที่ยวทั่วไปอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ยังทำหน้าที่ด้านการศึกษาได้ไม่ดี UNESCO เองเน้นว่าการสื่อสารสำหรับสาธารณะควรหลีกเลี่ยงภาษาวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น

4. Networking Geopark ไม่ได้ทำงานคนเดียว

องค์ประกอบสุดท้ายคือ Networking UNESCO Global Geopark ต้องร่วมมือทั้งกับคนภายในพื้นที่ และกับ UNESCO Global Geoparks แห่งอื่นผ่าน Global Geoparks Network (GGN) รวมถึงเครือข่ายระดับภูมิภาค UNESCO ระบุชัดเจนว่า การเป็นสมาชิก GGN เป็นข้อบังคับสำหรับ UNESCO Global Geoparks เหตุผลก็ตรงไปตรงมา Geopark แห่งหนึ่งอาจเก่งเรื่องการจัดการถ้ำ อีกแห่งเก่งเรื่องเส้นทางภูเขาไฟ อีกแห่งมีระบบโรงเรียนที่ดี อีกแห่งพัฒนา Geo-product สำเร็จ อีกแห่งมีระบบบริหารภัยพิบัติที่เข้มแข็ง เมื่อทุกพื้นที่แลกเปลี่ยน Best Practices กัน คุณภาพของเครือข่ายทั้งหมดก็สูงขึ้น

นี่คือเหตุผลที่คำว่า Global ไม่ได้หมายถึงเพียง “มีชื่อเสียงระดับโลก” แต่หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของ Global Learning Network ด้วย 

แล้วชุมชนอยู่ตรงไหน? คำตอบคือ อยู่ตรงกลาง

UNESCO อธิบายว่า Bottom-up Approach ต้องทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ตั้งแต่การวางแผน การบริหาร การอนุรักษ์ ไปจนถึงการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ลองเปรียบเทียบสองพื้นที่

พื้นที่ A มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานดีมาก มีรายงานหนาหลายร้อยหน้า แต่ชาวบ้านไม่รู้จัก Geopark

พื้นที่ B มีฐานวิทยาศาสตร์ที่แข็งแรงเช่นกัน แต่เด็กในโรงเรียนเรียนเรื่องธรณีบ้านเกิด ชาวบ้านเป็น Geo-guide ร้านอาหารใช้วัตถุดิบและเรื่องราวท้องถิ่น ผู้ประกอบการทำ Geo-product และคนในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการท่องเที่ยว

พื้นที่ B สะท้อนแนวคิด UNESCO Global Geopark ได้ครบกว่ามาก เพราะ Geopark ไม่ได้มีไว้เพื่อ “นักธรณีวิทยา” เพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องสร้างคุณค่าให้ People + Place + Planet 

การคุ้มครอง Geosite ก็ต้องพร้อม

UNESCO Global Geopark ไม่ได้สร้างกฎหมายอนุรักษ์ชุดใหม่ขึ้นมาแทนกฎหมายของประเทศ แต่ Geological Sites ที่เป็นหัวใจของพื้นที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมภายใต้กฎหมายท้องถิ่น ภูมิภาค หรือกฎหมายระดับประเทศ และต้องมีมาตรการติดตาม ดูแล และบริหารจัดการ นี่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับแหล่งฟอสซิล แร่ ผลึก หรือวัตถุทางธรณีที่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้

UNESCO ยังระบุว่าองค์กรบริหารของ UNESCO Global Geopark ไม่ควรเข้าไปมีส่วนโดยตรงกับการขายวัตถุทางธรณี เช่น ฟอสซิล แร่ และหินบางประเภทที่พบได้ในร้านจำหน่ายหินทั่วไปภายในพื้นที่ และหลาย Geopark ยังส่งเสริมให้ลดการค้าที่ไม่ยั่งยืนด้วย หลักการง่าย ๆ คือ

“ใช้เรื่องราวของหินสร้างมูลค่า มากกว่าขายหินออกจากพื้นที่”

Education ต้องไม่ใช่แค่ป้ายหน้าถ้ำ

UNESCO ระบุว่าการพัฒนาและดำเนินกิจกรรมการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัยเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นของ UNESCO Global Geopark กิจกรรมจึงสามารถมีได้ตั้งแต่หลักสูตรโรงเรียน Geo-trail ค่ายเยาวชน Fossil Day การฝึก Geo-guide ศูนย์เรียนรู้ นิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ ไปจนถึงกิจกรรมสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้สูงอายุ ที่สำคัญ Geopark ควรเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยด้วย เพราะพื้นที่ไม่ใช่เพียงพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แต่สามารถเป็น Living Laboratory ห้องปฏิบัติการมีชีวิต สำหรับการศึกษากระบวนการของโลกได้

Sustainable Development ต้องเกิดขึ้นจริง

การอนุรักษ์ที่ไม่เชื่อมโยงกับชีวิตของคนในพื้นที่อาจดำรงอยู่ได้ยากในระยะยาว UNESCO จึงกำหนดให้ Geopark ต้องมีแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับประชาชน เช่น เส้นทางเดินและจักรยาน การฝึกคนท้องถิ่นเป็นมัคคุเทศก์ การสนับสนุนที่พักและผู้ประกอบการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรักษาวิถีชีวิตและศักดิ์ศรีของชุมชน สิ่งสำคัญคือ UNESCO Global Geopark ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดภายในพื้นที่ถูกห้าม ตราบใดที่กิจกรรมนั้นสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

จึงกลับมาที่หลักคิดเดิมว่า Geopark ไม่ใช่การ “ปิดพื้นที่” แต่คือการ จัดการพื้นที่อย่างรู้คุณค่า

จากพื้นที่สู่ใบสมัคร UNESCO 

เมื่อพื้นที่พัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว ขั้นต่อไปจึงเข้าสู่กระบวนการเสนอชื่อ การสมัครไม่ได้หมายถึงการส่งภาพสวย ๆ และคำบรรยายแหล่งท่องเที่ยว แต่ต้องแสดงหลักฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งคุณค่าทางธรณีวิทยา ขอบเขตพื้นที่ ระบบบริหาร Management Plan การอนุรักษ์ การศึกษา การพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือกับชุมชน และกิจกรรมของ Geopark จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประเมิน ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และ Field Evaluation Mission การลงพื้นที่ประเมินจริง โดยผู้ประเมิน UNESCO Global Geopark ที่มีประสบการณ์ด้าน Geoheritage, Sustainable Development, Geotourism, Community Engagement, Education และ Geoconservation

ดังนั้น การประเมินจึงไม่ได้ดูเฉพาะเอกสาร ผู้ประเมินต้องการเห็นว่า สิ่งที่เขียนไว้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่หรือไม่ เส้นทางแบบง่าย: จาก Aspiring Geopark สู่ UNESCO Global Geopark หากย่อกระบวนการทั้งหมดให้เห็นภาพ สามารถคิดเป็นเส้นทางได้ประมาณนี้

ค้นหาและวิจัย Geoheritage 
พิสูจน์ International Geological Value 
กำหนดพื้นที่และ Geosites 
สร้าง Management Body 
จัดทำ Management Plan 
สร้างความร่วมมือกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 
พัฒนา Geoconservation + Education + Geotourism 
สร้าง Visibility และ Identity ของพื้นที่ 
เตรียมและยื่นข้อเสนอผ่านกระบวนการที่กำหนด 
Scientific Assessment + Field Evaluation 
UNESCO Global Geoparks Council พิจารณา 
เข้าสู่กระบวนการรับรองของ UNESCO 
UNESCO Global Geopark

แต่ถึงตรงนี้ก็ยัง ไม่จบ เพราะสิ่งที่ยากกว่าการได้สถานะ คือการรักษาคุณภาพของสถานะนั้นไว้

Green Card – Yellow Card – Red Card คืออะไร?

นี่เป็นระบบที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของ UNESCO Global Geoparks

สถานะ UNESCO Global Geopark ไม่ได้เป็นสถานะถาวร

UNESCO ให้ designation เป็นระยะเวลา 4 ปี หลังจากนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการ Revalidation เพื่อตรวจสอบคุณภาพและการดำเนินงานอีกครั้ง โดยพื้นที่ต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าและมีผู้ประเมินสองคนลงพื้นที่ตรวจสอบ ผลที่ได้สามารถเข้าใจง่ายด้วยระบบบัตรสี

🟢 Green Card – ผ่าน หากพื้นที่ยังคงปฏิบัติตามเกณฑ์ UNESCO Global Geopark ได้อย่างเหมาะสม จะได้รับ Green Card และต่อสถานะอีก 4 ปี (UNESCO)

🟡 Yellow Card – ต้องปรับปรุง หากพบว่าพื้นที่ไม่สามารถรักษามาตรฐานบางด้านไว้ได้ จะได้รับ Yellow Card และมีเวลาประมาณ 2 ปี ในการแก้ไขตามข้อเสนอแนะ Yellow Card จึงไม่ใช่การถอดสถานะทันที แต่เป็นสัญญาณว่า “มีปัญหาที่ต้องแก้ และ UNESCO จะกลับมาตรวจอีกครั้ง”

🔴 Red Card – สูญเสียสถานะ หากหลังจากได้รับ Yellow Card แล้ว พื้นที่ยังไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องให้กลับมาเป็นไปตามเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด พื้นที่จะสูญเสียสถานะ UNESCO Global Geopark หรือที่เรียกกันว่า Red Card ระบบนี้ทำให้คำว่า UNESCO Global Geopark มีความหมายมากกว่าการได้รับประกาศนียบัตร

ทำไมต้องประเมินทุก 4 ปี?

ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากพื้นที่ได้รับสถานะ UNESCO แล้วไม่มีการตรวจอีกเลย สิ่งที่เคยดีในวันสมัครอาจไม่เหมือนเดิมในอีก 10 หรือ 20 ปี

ป้ายอาจเสีย
ศูนย์เรียนรู้อาจปิด
ชุมชนอาจเลิกมีส่วนร่วม
Geosite อาจเสื่อมโทรม
โครงการศึกษาอาจหยุด
Management Body อาจไม่ทำงาน
หรือ Geotourism อาจกลายเป็น Mass Tourism ที่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่

ระบบ Revalidation จึงทำให้ Geopark ต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “เรายังดีพอหรือไม่ และเราดีกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนหรือไม่?” UNESCO ใช้กระบวนการนี้เพื่อรักษาคุณภาพของเครือข่ายทั้งหมด ไม่ใช่เพียงตรวจว่าพื้นที่ยังมีหินอยู่หรือไม่ 

Geopark จึงเป็น “กระบวนการ” มากกว่า “ตำแหน่ง”

เมื่อมาถึงตรงนี้ เราจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า UNESCO Global Geopark แตกต่างจากสิ่งที่หลายคนเข้าใจ ไม่ใช่ 

“ค้นพบแหล่งธรณี → สมัคร UNESCO → ได้ป้าย → จบ” 

แต่เป็นวงจร Research → Protect → Manage → Educate → Engage → Develop → Network → Evaluate → Improve → Revalidate 

แล้ววนกลับมาใหม่ ทุก 4 ปี  นี่ทำให้ UNESCO Global Geopark เป็น Living System ที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาตลอดเวลา

ตัวอย่างให้เห็นภาพ: จากภูเขาไฟเก่าสู่ Geopark 

ลองสมมติจังหวัดหนึ่งมีภูเขาไฟเก่าหลายลูก มีหินบะซอลต์ และดินภูเขาไฟที่ทำให้พื้นที่เกษตรมีลักษณะเฉพาะ การจะพัฒนาเป็น Geopark ไม่ควรเริ่มด้วยการสร้างป้าย UNESCO แต่ควรเริ่มจากนักธรณีวิทยาศึกษาว่าภูเขาไฟเกิดเมื่อใด มีความสำคัญเมื่อเทียบกับภูเขาไฟอื่นของโลกอย่างไร จากนั้นกำหนด Geosites และมาตรการอนุรักษ์

โรงเรียนเริ่มนำเรื่องภูเขาไฟเข้าสู่การเรียนรู้ ชุมชนได้รับการฝึกเป็น Geo-guide เกษตรกรอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างหิน ดิน และผลิตผล ผู้ประกอบการสร้างเส้นทางท่องเที่ยว ร้านอาหารนำอัตลักษณ์ของพื้นที่มาเล่าเรื่อง และมหาวิทยาลัยใช้พื้นที่ทำวิจัย

นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้มาเพียง “ถ่ายรูปภูเขาไฟ” แต่ได้เรียนรู้ว่า

Volcano → Basalt → Soil → Agriculture → Food → Community → Culture

เมื่อระบบทั้งหมดทำงานร่วมกัน เราจึงเริ่มเห็นสิ่งที่ UNESCO เรียกว่า Geopark 

iok2u แนะนำ: ก่อนคิดสมัคร UNESCO ให้ถามตัวเอง 7 ข้อ

สำหรับพื้นที่ที่สนใจพัฒนา Geopark ลองตอบคำถามเหล่านี้ก่อน

- เรามี Geological Heritage ที่สำคัญระดับนานาชาติจริงหรือไม่?

- มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอสำหรับพิสูจน์คุณค่านั้นหรือไม่?

- เรามีองค์กรที่สามารถบริหารพื้นที่ทั้งหมดได้จริงหรือไม่?

- ชุมชนเข้าใจและต้องการร่วมพัฒนา Geopark หรือไม่?

- Geosites ได้รับการคุ้มครองและบริหารอย่างเหมาะสมหรือไม่?

- ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้เรื่องราวของพื้นที่ได้หรือไม่?

- Geopark ช่วยสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้คนในพื้นที่อย่างไร?

หากคำตอบข้อใดข้อหนึ่งยังไม่ชัด สิ่งที่ควรทำอาจไม่ใช่ “รีบสมัคร UNESCO” แต่คือ กลับไปพัฒนาพื้นที่ส่วนนั้นให้แข็งแรงก่อน นี่คือสาระสำคัญของ Bottom-up Approach

สรุป

การเป็น UNESCO Global Geopark ไม่ได้วัดจากจำนวนภูเขา ถ้ำ ฟอสซิล หรือความสวยงามของภูมิประเทศเพียงอย่างเดียว UNESCO ระบุคุณลักษณะพื้นฐาน 4 ด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ Geological Heritage of International Value + Management + Visibility + Networking และทั้งหมดต้องทำงานอยู่บนฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน การศึกษา การอนุรักษ์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การได้รับสถานะคือ การรักษาสถานะ เพราะทุก UNESCO Global Geopark ต้องผ่าน Revalidation ทุก 4 ปี และอาจได้รับ Green Card, Yellow Card หรือท้ายที่สุดสูญเสียสถานะได้หากไม่สามารถรักษามาตรฐานไว้ ดังนั้น หากจะสรุปด้วยประโยคเดียวก็คือ

“การเป็น UNESCO Global Geopark ไม่ได้เริ่มจากการขอป้าย UNESCO แต่เริ่มจากการทำให้คนในพื้นที่เห็นคุณค่าของบ้านตนเอง ร่วมกันรักษา เรียนรู้ บริหาร และพัฒนาให้ดีพอจนโลกยอมรับ”

#Geopark101 #Geopark10104 #UNESCOGlobalGeopark #GlobalGeopark #UNESCO #Geoheritage #Geosite #Geology #Geoconservation #Geotourism #BottomUpApproach #SustainableDevelopment #CommunityDevelopment #EarthScience #iok2u

.

------------------------

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward