iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ

Geotourism เที่ยวอย่างไรให้เข้าใจโลก และสร้างรายได้ให้ชุมชน ?

 

อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp) 

Geotourism เที่ยวอย่างไรให้เข้าใจโลก และสร้างรายได้ให้ชุมชน

จาก “จุดถ่ายรูป” สู่ “พื้นที่เรียนรู้” เปลี่ยนมรดกธรณีให้เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เราได้เห็นว่า “ชุมชน” คือหัวใจของ UNESCO Global Geopark เพราะการมีหิน ฟอสซิล ถ้ำ หรือภูมิประเทศระดับโลกจะมีความหมายไม่มากนัก หากคนในพื้นที่ไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้มีส่วนร่วม และไม่ได้รับประโยชน์จากมรดกเหล่านั้น เมื่อมาถึงตอน Geopark101-06 เราจะเชื่อมเรื่องทั้งหมดเข้าสู่สิ่งที่นักเดินทางสัมผัสได้โดยตรง นั่นคือ Geotourism – การท่องเที่ยวเชิงธรณี

UNESCO ระบุว่า UNESCO Global Geoparks ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดย Geotourism เป็นกลไกสำคัญ ที่สามารถกระตุ้นธุรกิจใหม่ การจ้างงาน การฝึกอบรม และรายได้ใหม่ให้แก่ชุมชน ขณะเดียวกันต้องรักษาทรัพยากรธรณีของพื้นที่ไว้ด้วย ปัจจุบันเครือข่ายมี 241 UNESCO Global Geoparks ใน 51 ประเทศ ครอบคลุมพื้นที่รวมมากกว่า 882,000 ตารางกิโลเมตร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “Geopark จะดึงนักท่องเที่ยวมาได้กี่คน?” แต่ควรเป็นว่า “นักท่องเที่ยวจะเข้าใจพื้นที่มากขึ้นแค่ไหน เงินจากการท่องเที่ยวกระจายถึงชุมชนหรือไม่ และหลังจากนักท่องเที่ยวกลับไปแล้ว Geoheritage ยังได้รับการรักษาไว้หรือเปล่า?”

นี่คือหัวใจของ Geotourism ใน UNESCO Global Geopark

Geotourism คืออะไร?

หลายคนอาจเข้าใจว่า Geotourism คือการพานักธรณีวิทยาไปดูหิน หรือการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยศัพท์วิชาการ แต่ในบริบท UNESCO Global Geopark แนวคิดกว้างกว่านั้นมาก เพราะ UNESCO เชื่อม Geological Heritage เข้ากับธรรมชาติ วัฒนธรรม มรดกที่จับต้องไม่ได้ และชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน  

Geotourism จึงอาจสรุปอย่างเข้าใจง่ายได้ว่า “เที่ยวเพื่อเข้าใจว่าโลกสร้างสถานที่นี้ขึ้นมาอย่างไร และสถานที่นั้นสร้างธรรมชาติ วัฒนธรรม และชีวิตของผู้คนอย่างไร”

สมมติเราไปเที่ยวหน้าผาแห่งหนึ่ง การท่องเที่ยวทั่วไปอาจเป็น เดินทาง → จุดชมวิว → ถ่ายภาพ → กลับ

แต่ Geotourism จะเพิ่มคำถามเข้าไปว่า หินอะไร? → อายุเท่าไร? → เกิดที่ไหน? → กระบวนการอะไรสร้างหน้าผา? → ทำไมจึงมีรูปร่างแบบนี้? → มีผลต่อดิน น้ำ ระบบนิเวศ และคนอย่างไร?

เมื่อเข้าใจเรื่องเหล่านี้ นักท่องเที่ยวจะไม่ได้กลับบ้านพร้อมเพียงภาพถ่าย แต่กลับไปพร้อม ความรู้และเรื่องราว

หัวใจของ Geotourism คือ “Interpretation” 

ลองนึกภาพว่าเรายืนอยู่หน้าชั้นหินอายุ 300 ล้านปี หากมีป้ายเขียนว่า “Permian limestone, bioclastic packstone, carbonate platform facies”

ข้อมูลอาจถูกต้องทางธรณีวิทยา แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจแทบไม่มีความหมาย หากเปลี่ยนเป็น

“หินที่คุณกำลังมองอยู่เกิดจากตะกอนในทะเลโบราณเมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน พื้นที่ที่วันนี้เป็นภูเขาเคยอยู่ใต้ทะเล และซากสิ่งมีชีวิตที่สะสมอยู่ในทะเลนั้นค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของหินที่อยู่ตรงหน้าคุณ” ทันทีนั้น “ก้อนหิน” จะกลายเป็น “เรื่องราว”

UNESCO ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยระบุว่า Geopark เป็นเสมือนห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตสำหรับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และการสื่อสารกับประชาชนต้องระวังไม่ใช้ภาษาวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนจนทำให้ผู้คนรู้สึกห่างเหินจากวิทยาศาสตร์ ดังนั้น Interpretation ไม่ใช่การลดความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการทำให้วิทยาศาสตร์ถูกต้องและเข้าใจได้พร้อมกัน

จาก Geosite สู่ “ประสบการณ์”

Geosite ที่ดีอาจมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์สูง แต่หากต้องการพัฒนา Geotourism ต้องคิดต่อว่า นักท่องเที่ยวจะสัมผัสและเข้าใจคุณค่านั้นอย่างไร

เครื่องมือสามารถมีได้หลายรูปแบบ เช่น Geo-trail เส้นทางเดินศึกษาธรณี Geo-guide หรือมัคคุเทศก์ท้องถิ่น Visitor Centre พิพิธภัณฑ์ จุดชมวิว ป้าย Interpretation แผนที่ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน AR/VR หรือกิจกรรมสำหรับเด็ก

UNESCO กำหนดเรื่อง Visibility เป็นคุณลักษณะพื้นฐานของ UNESCO Global Geopark โดยนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ควรสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Geopark ได้ผ่านเว็บไซต์ เอกสาร และแผนที่ที่เชื่อม Geological Sites กับแหล่งสำคัญอื่นของพื้นที่

ดังนั้น Geotourism ที่ดีจึงต้องคิดทั้ง

Place + Story + Access + Interpretation + Experience

Geo-trail เปลี่ยนทางเดินให้เป็นเส้นทางย้อนเวลา

หนึ่งในเครื่องมือที่เหมาะกับ Geopark มากที่สุดคือ Geo-trail เส้นทางธรรมดาอาจพานักท่องเที่ยวเดินจากจุด A ไปจุด B แต่ Geo-trail ควรทำให้แต่ละจุดเป็นเหมือน “บทหนึ่งของหนังสือโลก”

สมมติพื้นที่หนึ่งเป็นภูเขาไฟเก่า เราอาจออกแบบเส้นทางว่า

จุดที่ 1 – ปล่องภูเขาไฟ เรียนรู้ว่าภูเขาไฟเกิดอย่างไร 

จุดที่ 2 – ลาวาเก่า ดูว่าหินหนืดเย็นตัวกลายเป็นหินอย่างไร 

จุดที่ 3 – หน้าตัดหินบะซอลต์ เรียนรู้โครงสร้างของหินภูเขาไฟ 

จุดที่ 4 – พื้นที่เกษตร ดูการผุพังของหินและการเกิดดิน 

จุดที่ 5 – สวนของชุมชน เชื่อมดินกับพืชผลและอาหาร

นักท่องเที่ยวจึงเรียนรู้เป็นลำดับว่า

Volcano → Rock → Weathering → Soil → Agriculture → Food → Community

นี่คือ Geotourism ที่เชื่อม Earth Story กับ Human Story 

UNESCO เองยกการพัฒนาเส้นทางเดินและเส้นทางจักรยานเป็นตัวอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนใน UNESCO Global Geoparks 

Geo-guide คนที่เปลี่ยนภูมิประเทศให้มีชีวิต

ป้ายสามารถให้ข้อมูลได้ แต่ “คน” สามารถสร้างความสัมพันธ์ได้ Geo-guide ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเป็นนักธรณีวิทยาระดับปริญญาเอก แต่ต้องได้รับการฝึกให้เข้าใจวิทยาศาสตร์พื้นฐานอย่างถูกต้อง และสามารถเล่าเรื่องให้ผู้ฟังเข้าใจได้

ลองเปรียบเทียบว่า “นี่คือหินทรายอายุประมาณ 100 ล้านปีครับ” กับ “ลองมองพื้นผิวหินตรงนี้ครับ เม็ดทรายที่เห็นเคยเป็นตะกอนเมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน ก่อนจะถูกอัดแน่นกลายเป็นหิน และวันนี้กำลังถูกลมกับน้ำกัดเซาะให้กลายเป็นภูมิประเทศที่เราเห็น” ข้อมูลใกล้เคียงกัน แต่ประสบการณ์ต่างกันมาก

UNESCO ระบุว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสามารถรวมถึง การฝึกคนท้องถิ่นให้ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งช่วยสร้างทั้งทักษะ งาน และรายได้ในพื้นที่ ดังนั้น Geo-guide จึงเป็นมากกว่า “คนนำทาง” แต่เป็น Storyteller of the Earth – ผู้เล่าเรื่องของโลก

จากนักท่องเที่ยว 1 คน สู่ Local Value Chain Geotourism จะมีประโยชน์ต่อชุมชนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่า เงินของนักท่องเที่ยวหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่มากเพียงใด

สมมตินักท่องเที่ยวเดินทางเข้า Geopark แล้วจ่ายเพียงค่ารถของบริษัทภายนอก ถ่ายภาพ และกลับออกไป ผลประโยชน์ต่อชุมชนอาจมีไม่มาก แต่หากประสบการณ์ถูกออกแบบเป็น

Local Guide → Local Restaurant → Local Product → Homestay → Craft → Local Transport → Community Activity

เงินหนึ่งก้อนสามารถหมุนผ่านผู้ประกอบการหลายกลุ่ม นี่คือการสร้าง Local Value Chain

UNESCO ระบุว่า Geotourism สามารถกระตุ้นธุรกิจท้องถิ่นใหม่ งานใหม่ การฝึกอบรม และรายได้ใหม่ พร้อมกับสร้างความภาคภูมิใจและความผูกพันของคนกับพื้นที่ จุดวัดความสำเร็จจึงไม่ควรมีเพียง “ปีนี้มีนักท่องเที่ยวกี่คน?” แต่ควรเพิ่มคำถามว่า “รายได้อยู่ในพื้นที่เท่าไร และกระจายไปถึงใครบ้าง?”

Geo-product – ขาย “เรื่องราว” โดยไม่ต้องขายหิน

อีกแนวคิดที่สำคัญคือ Geo-product Geo-product ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนำหินหรือฟอสซิลมาทำของที่ระลึก เพราะการนำทรัพยากรธรณีออกจากพื้นที่อาจขัดกับหลัก Geoconservation และ UNESCO ระบุว่าองค์กรบริหาร Geopark ไม่ควรมีส่วนโดยตรงกับการขายวัตถุทางธรณี เช่น ฟอสซิล แร่ และหินบางประเภท สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการนำ เรื่องราวของธรณีวิทยา มาสร้างมูลค่าให้สิ่งที่ชุมชนผลิตอยู่แล้ว เช่น ลวดลายชั้นหินอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผ้าทอ รูปทรงฟอสซิลอาจนำไปออกแบบบรรจุภัณฑ์ ภูเขาไฟอาจเชื่อมกับอาหารที่ปลูกบนดินภูเขาไฟ หรือภูมิประเทศอาจเป็นแรงบันดาลใจให้งานศิลปะและหัตถกรรม

ตัวอย่างจริงคือ UNESCO รายงานว่า Geoparks บางแห่งใช้แนวคิด geoproducts เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรท้องถิ่น เช่น อินทผลัมและน้ำผึ้ง ช่วยเพิ่มการมองเห็นของเกษตรกรและเชื่อมสินค้าเข้ากับเรื่องราวของพื้นที่ หลักคิดจึงเป็น อย่าขายหิน → ขายความรู้และเรื่องราวของหิน

GEOfood – เมื่อธรณีวิทยาเดินทางมาถึงจานอาหาร หนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้แนวคิดนี้เห็นภาพชัดมากคือ GEOfood

UNESCO สนับสนุนโครงการวิจัยที่ศึกษาการเชื่อมโยง Geoheritage และ Geodiversity เข้ากับระบบนิเวศ ดิน น้ำ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ อาหาร ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิถีดั้งเดิม โดย GEOfood พยายามทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าอาหารที่เรากินมีความสัมพันธ์กับพื้นฐานทางธรณีวิทยาของพื้นที่อย่างไร  

ลองคิดถึงกาแฟหนึ่งแก้ว เราอาจเล่าเพียงว่า “กาแฟจากหมู่บ้าน A” หรืออาจเล่าว่า ภูเขาไฟ → หินบะซอลต์ → การผุพัง → ดิน → แร่ธาตุและการระบายน้ำ → การเกษตร → กาแฟ → เกษตรกร กาแฟแก้วเดิมจึงกลายเป็นอีกหน้าหนึ่งของเรื่องราว Geopark 

แนวคิดเดียวกันสามารถใช้กับชา ผลไม้ น้ำผึ้ง เกลือ อาหารทะเล หรืออาหารพื้นเมืองได้ หากมีความสัมพันธ์ที่แท้จริงและสามารถอธิบายด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง

ตัวอย่างใกล้ไทย: Lenggong UNESCO Global Geopark ประเทศมาเลเซีย

Lenggong UNESCO Global Geopark ซึ่งได้รับ designation ในปี 2026 เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะพื้นที่เชื่อมทั้งธรณีวิทยา โบราณคดี วัฒนธรรม และชุมชน UNESCO ระบุว่าเศรษฐกิจของพื้นที่มีทั้งเกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการท่องเที่ยว ขณะที่โครงการที่นำโดยชุมชนและความร่วมมือกับนักวิจัยและสถาบันการศึกษาช่วยส่งเสริม Geotourism การอนุรักษ์มรดก และองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยมีเป้าหมายให้คนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น พร้อมรักษาแหล่งโบราณคดีและธรรมชาติ 

นี่คือประเด็นสำคัญของ Geotourism:

More Visitors ไม่ควรเป็นเป้าหมายสุดท้าย แต่ควรเป็น

Better Visitors + Better Experience + Better Local Benefits + Better Conservation

ตัวอย่างจากจีน: Geotourism เชื่อมกับวัฒนธรรมและสินค้าเกษตร

Yunyang UNESCO Global Geopark ในจีนแสดงให้เห็นอีกมิติหนึ่ง UNESCO ระบุว่าพื้นที่สนับสนุนการผลิตและจำหน่ายงานหัตถกรรมของชุมชน มีศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ที่ให้บริการสื่อการเรียนรู้ มัคคุเทศก์ และเครื่องมือสื่อความหมาย พร้อมส่งเสริมผลิตภัณฑ์เกษตรภายใต้แบรนด์ท้องถิ่น เช่น ส้ม เห็ดหูหนู เบญจมาศ น้ำผึ้ง ชา และเนื้อวัว 

ตัวอย่างนี้แสดงว่า Geotourism ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกธุรกิจกลายเป็นธุรกิจธรณีวิทยา

แต่ Geopark สามารถทำหน้าที่เป็น Umbrella Story – เรื่องราวใหญ่ของพื้นที่ ที่ช่วยเชื่อมสถานที่ อาหาร งานหัตถกรรม วัฒนธรรม และผู้ประกอบการเข้าหากัน

Geotourism ต้องเชื่อม “ธรรมชาติ + วัฒนธรรม” ด้วย

แม้ชื่อจะขึ้นต้นด้วย Geo แต่ UNESCO Global Geopark ไม่ได้มองธรณีวิทยาแบบแยกส่วน UNESCO กำหนดให้พื้นที่สำรวจและเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่าง Geological Heritage กับมรดกธรรมชาติ วัฒนธรรม และมรดกที่จับต้องไม่ได้ 

ดังนั้นเส้นทาง Geotourism ที่ดีอาจประกอบด้วย

หน้าผา → ถ้ำ → หมู่บ้าน → วัด → ตลาด → อาหาร → งานหัตถกรรม

โดยมี “เรื่องราวของพื้นที่” เชื่อมทุกจุดเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างเช่น

หินปูน → ถ้ำ → น้ำใต้ดิน → เกษตรกรรม → การตั้งถิ่นฐาน → ความเชื่อเกี่ยวกับถ้ำ → อาหาร → วิถีชีวิต

นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้เรียนเฉพาะว่า “ถ้ำเกิดอย่างไร” แต่เข้าใจว่า ถ้ำและภูเขาสร้างชุมชนรอบตัวมันอย่างไร

เที่ยวมากเกินไปก็อาจทำลาย Geopark

Geotourism ไม่ได้แปลว่า “ยิ่งนักท่องเที่ยวเยอะยิ่งดี” หากจำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินขีดความสามารถของพื้นที่ อาจเกิดการเหยียบย่ำแหล่งธรณี การเก็บฟอสซิล ขยะ การกัดเซาะเส้นทาง รถติด น้ำเสีย การรบกวนสัตว์ หรือการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชน ดังนั้นการบริหารต้องพิจารณาเรื่อง Carrying Capacity การกระจายนักท่องเที่ยว การกำหนดเส้นทาง การปิดพื้นที่บางช่วง การจำกัดการเข้าถึง Geosite เปราะบาง และการติดตามผลกระทบ

UNESCO เผยแพร่ Geotourism for UNESCO Global Geoparks: a toolkit for developing and managing tourism ในปี 2024 เพื่อช่วยพื้นที่ ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพัฒนาและบริหาร Geotourism อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะ จึงควรเปลี่ยนเป้าหมายจาก Maximum Tourism เป็น Optimum Sustainable Tourism

ไม่ใช่ทุก Geosite ต้องเปิดให้นักท่องเที่ยว นี่เป็นหลักคิดที่สำคัญมาก Geosite บางแห่งอาจเหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไป บางแห่งเหมาะกับนักเรียน บางแห่งเหมาะกับนักวิจัย และบางแห่งอาจเปราะบางจนไม่ควรเปิดให้คนจำนวนมากเข้า ดังนั้น Geopark ที่บริหารดีอาจแบ่งพื้นที่เป็น

Public Geosite – เปิดสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป

Educational Geosite – เน้นกิจกรรมการเรียนรู้

Scientific Geosite – เน้นการวิจัย

Sensitive Geosite – จำกัดการเข้าถึงเพื่อการอนุรักษ์

การไม่เปิดทุกจุดไม่ใช่ข้อเสียของการท่องเที่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Responsible Geotourism

เทคโนโลยีช่วยให้เรา “เห็นสิ่งที่มองไม่เห็น”

บางครั้งเรื่องราวทางธรณีวิทยาไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา เช่น ชั้นหินใต้พื้นดิน ภูเขาไฟในอดีต การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก หรือภูมิประเทศเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน เทคโนโลยีจึงสามารถช่วย Interpretation ได้ เช่น QR Code, Mobile App, Interactive Map, 3D Model, Augmented Reality, Virtual Reality และ Digital Reconstruction นักท่องเที่ยวอาจยกโทรศัพท์ขึ้นมองภูเขาปัจจุบัน แล้วเห็นภาพจำลองว่า “บริเวณนี้เมื่อ 250 ล้านปีก่อนเคยเป็นทะเล” หรือเดินอยู่ในปล่องภูเขาไฟเก่าแล้วเห็น Animation จำลองการปะทุ แต่เทคโนโลยีควรเป็น เครื่องมือช่วยเล่าเรื่อง ไม่ใช่เป้าหมายของ Geopark เรื่องที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น Scientific Accuracy + Good Storytelling

Geotourism กับประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากสำหรับ Geotourism เพราะมีภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งคาร์สต์และถ้ำ ฟอสซิล ภูเขาไฟเก่า ชั้นหินตะกอน หินแกรนิต ชายฝั่ง เกาะ หน้าผา และภูมิประเทศจากการกัดเซาะ

ประเทศไทยยังมี UNESCO Global Geoparks ที่สามารถใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้แนวคิดนี้ โดย Khorat UNESCO Global Geopark ได้รับการรับรองเข้าสู่เครือข่ายในปี 2023 และ UNESCO อธิบายอย่างชัดเจนว่า Geoparks ทำหน้าที่รับใช้ชุมชนผ่านการเชื่อมการอนุรักษ์มรดกธรณี การสื่อสารสาธารณะ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึง Geotourism ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย โอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้าง Geopark เพิ่ม แต่รวมถึงการสร้าง คุณภาพของประสบการณ์ Geotourism ให้คนไทยเข้าใจว่าธรณีวิทยาไม่ใช่วิชาที่อยู่เฉพาะในห้องเรียน มันอยู่ใต้เท้าของเราทุกวัน

นักท่องเที่ยวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ 

Responsible Geotourism ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริหาร Geopark เพียงฝ่ายเดียว นักท่องเที่ยวก็มีหน้าที่เช่นกัน โดยเฉพาะหลักง่าย ๆ เช่น ไม่เก็บหิน ฟอสซิล หรือแร่จากพื้นที่ที่ห้ามเก็บ ไม่ขีดเขียนผนังถ้ำ ไม่ปีนป่ายชั้นหินเปราะบาง ใช้เส้นทางที่กำหนด ลดขยะ เคารพชุมชน ใช้บริการผู้ประกอบการท้องถิ่น และเรียนรู้ก่อนเดินทาง เมื่อเลือกซื้อของที่ระลึก ควรสนับสนุน Local Product ที่สร้างจากเรื่องราว มากกว่าวัตถุทางธรณีที่ถูกนำออกจากธรรมชาติ เพราะสิ่งที่ควรนำกลับบ้านจาก Geopark มากที่สุดคือ ภาพถ่าย + ความรู้ + ความทรงจำ ไม่ใช่ฟอสซิลหรือก้อนหิน

จาก Sightseeing สู่ Storyseeing

นี่อาจเป็นคำอธิบาย Geotourism ที่เข้าใจง่ายที่สุด การท่องเที่ยวทั่วไปมักเป็น Sightseeing – ไปดูสิ่งที่สวยงาม

แต่ Geotourism ควรเพิ่ม Storyseeing – ไปเห็นเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในภูมิประเทศ

เมื่อเห็นภูเขา เราไม่ได้เห็นเพียงภูเขา แต่เห็นการชนกันของแผ่นเปลือกโลก 

เมื่อเห็นถ้ำ เราไม่ได้เห็นเพียงหินงอกหินย้อย แต่เห็นน้ำที่ทำงานกับหินมานับแสนปี

เมื่อเห็นฟอสซิล เราไม่ได้เห็นเพียงรอยประทับ แต่เห็นสิ่งมีชีวิตจากโลกในอดีต

เมื่อกินอาหารท้องถิ่น เราอาจเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง

Rock → Soil → Water → Agriculture → Food → Culture

นี่คือช่วงเวลาที่ Geotourism เปลี่ยนจาก “การเดินทาง” ไปเป็น การเรียนรู้โลกผ่านสถานที่จริง

iok2u แนะนำ: สูตร 5 ขั้นสำหรับออกแบบประสบการณ์ Geotourism

หากชุมชนหรือพื้นที่ต้องการพัฒนา Geotourism ลองเริ่มจาก 5 คำถามต่อเนื่องกัน

1. VALUE – เรามีอะไร? ค้นหา Geoheritage และเรื่องราวที่มีคุณค่า

2. STORY – มันเล่าเรื่องอะไร? เปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจ

3. EXPERIENCE – นักท่องเที่ยวจะสัมผัสอย่างไร? ออกแบบ Geo-trail, Geo-guide, Visitor Centre หรือกิจกรรม

4. LOCAL BENEFIT – เงินและประโยชน์ไปถึงใคร? เชื่อมร้านอาหาร ที่พัก เกษตรกร หัตถกรรม และบริการท้องถิ่น

5. CONSERVATION – เที่ยวแล้วพื้นที่ดีขึ้นหรือแย่ลง? ติดตามผลกระทบ กำหนดขีดความสามารถ และนำรายได้บางส่วนกลับมาดูแลทรัพยากร

หากทำครบทั้ง 5 ขั้น เราจะได้วงจร

Geoheritage → Story → Experience → Local Income → Conservation → Geoheritage

และนี่คือ Geotourism ที่มีโอกาสยั่งยืน

สรุป 

Geotourism ไม่ใช่การพาคนไปดูหิน แต่คือการใช้ Geoheritage เป็นประตูสู่การเข้าใจโลก ธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คน

UNESCO Global Geoparks ใช้ Geotourism เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สามารถสร้างธุรกิจ งาน การฝึกอบรม และรายได้ใหม่ ขณะเดียวกันต้องรักษาทรัพยากรธรณีและอัตลักษณ์ของพื้นที่ไว้ด้วย Geotourism ที่ดีจึงไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจำนวนผู้มาเยือน แต่ควรถามพร้อมกันว่า

นักท่องเที่ยวเข้าใจมากขึ้นหรือไม่?
ชุมชนได้รับประโยชน์หรือไม่?
คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจมากขึ้นหรือไม่?
และ Geoheritage ได้รับการรักษาดีขึ้นหรือไม่?

หากคำตอบทั้งสี่ข้อคือ “ใช่” การท่องเที่ยวนั้นกำลังทำหน้าที่มากกว่าการสร้างรายได้ เพราะกำลังเปลี่ยนมรดกที่เกิดขึ้นในอดีตหลายล้านปีให้กลายเป็นทุนทางความรู้และทุนทางสังคมสำหรับอนาคต

“Geotourism ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การทำให้นักท่องเที่ยวเห็นหินมากที่สุด แต่คือการทำให้เมื่อกลับออกไปแล้ว

เขามองภูเขา หิน ถ้ำ และภูมิประเทศด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

#Geopark101 #Geopark10106 #UNESCOGlobalGeopark #GlobalGeopark #Geotourism #Geoheritage #Geosite #GeoTrail #GeoGuide #GeoProduct #GEOfood #ResponsibleTourism #SustainableTourism #CommunityDevelopment #iok2u

.

------------------------

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward