iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป

Geopark ไม่ได้มีแค่ธรณีวิทยา จาก Geological Heritage สู่ Nature, Culture และ Community ?

อุทยานธรณีโลก ยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: UGGp) 

Geopark ไม่ได้มีแค่ธรณีวิทยา จาก Geological Heritage สู่ Nature, Culture และ Community

เมื่อ “หิน” กำหนดดิน น้ำ ป่า อาหาร การตั้งถิ่นฐาน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของมนุษย์

เมื่อพูดถึง UNESCO Global Geopark หลายคนอาจนึกถึงภูเขา หิน ฟอสซิล ถ้ำ หน้าผา หรือภูเขาไฟเป็นอันดับแรก ซึ่งไม่ผิด เพราะมรดกธรณีที่มีความสำคัญระดับนานาชาติเป็นรากฐานสำคัญของการเป็น UNESCO Global Geopark แต่หากเราหยุดอยู่เพียงเรื่อง “หิน” เราจะเข้าใจ Geopark เพียงครึ่งเดียว

UNESCO อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า UNESCO Global Geopark ใช้ Geological Heritage เชื่อมโยงกับมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรมด้านอื่นของพื้นที่ เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจประเด็นสำคัญของสังคม ตั้งแต่การใช้ทรัพยากรโลกอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และในกระบวนการสมัคร UNESCO ก็ต้องแสดงให้เห็นว่ามรดกธรณีเชื่อมโยงกับมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างไร รวมถึงนำความสัมพันธ์นั้นไปใช้ด้านการศึกษาและสร้างความตระหนักแก่ประชาชนจริง (UNESCO)

ดังนั้น หากต้องการเข้าใจ Geopark ให้ครบ เราต้องมองความสัมพันธ์ที่ยาวกว่าคำว่า Geology:

Geo → Soil → Water → Bio → Food → Settlement → Culture → Community

นี่คือเรื่องของ “โลกสร้างภูมิประเทศ และภูมิประเทศช่วยสร้างวิถีชีวิตของมนุษย์”

เริ่มจาก Geo – ทุกอย่างมีพื้นฐานอยู่บนธรณีวิทยา

ลองมองพื้นที่ธรรมชาติแห่งหนึ่งตั้งแต่ระดับลึกที่สุด สิ่งที่อยู่ใต้พื้นดินคือหินและโครงสร้างทางธรณีวิทยา หินเหล่านั้นผ่านการยกตัว การพับ การแตก การผุพัง การกัดเซาะ และกระบวนการอื่นเป็นเวลาหลายล้านปี จนสร้างภูมิประเทศที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน

หินแต่ละชนิดมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน หินปูนละลายน้ำได้และสามารถพัฒนาเป็นภูมิประเทศคาร์สต์และถ้ำ หินแกรนิตผุพังเป็นดินและภูมิประเทศอีกลักษณะหนึ่ง หินภูเขาไฟสามารถพัฒนาเป็นดินที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ส่วนหินทรายอาจสร้างหน้าผาและภูมิประเทศจากการกัดเซาะที่โดดเด่น

ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นบนพื้นผิวจึงไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม

Bedrock → Geological Process → Landform

หรือกล่าวง่าย ๆ ว่า

“ภูมิประเทศทุกแห่งมีประวัติศาสตร์อยู่ใต้เท้าของเรา”

UNESCO มอง Geodiversity เป็นองค์ประกอบสำคัญของโลก และ UNESCO Global Geoparks ใช้มรดกธรณีเป็นจุดเริ่มต้นในการอธิบายความสัมพันธ์กับมรดกด้านอื่น ๆ ของพื้นที่ (UNESCO)

จาก Rock สู่ Soil – หินสร้างดิน

ดินไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากการผุพังของวัตถุต้นกำเนิด รวมกับอินทรียวัตถุ น้ำ อากาศ สิ่งมีชีวิต ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และเวลา

หินต้นกำเนิดที่แตกต่างกันจึงสามารถมีอิทธิพลต่อคุณสมบัติของดินได้

เราจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ว่า

Rock → Weathering → Soil

และเมื่อมีดิน คำถามต่อไปคือ

พืชอะไรขึ้นได้?

เมื่อชนิดของดิน ความสูง ความลาดชัน ปริมาณน้ำ และภูมิอากาศแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมสำหรับสิ่งมีชีวิตก็เปลี่ยนตามไปด้วย

จากจุดนี้ Geology เริ่มเชื่อมเข้ากับ Ecology

จาก Geo สู่ Bio – Geodiversity รองรับ Biodiversity

ลองเปรียบเทียบภูเขาหินปูนกับพื้นที่ราบตะกอนแม่น้ำ แม้อยู่ในภูมิอากาศเดียวกัน แต่ลักษณะดิน การระบายน้ำ หน้าผา ถ้ำ และสภาพแวดล้อมขนาดเล็กสามารถแตกต่างกันมาก

พื้นที่หินปูนอาจมีหน้าผา ถ้ำ หลุมยุบ และระบบน้ำใต้ดิน ขณะที่ที่ราบน้ำท่วมถึงอาจมีดินตะกอน พื้นที่ชุ่มน้ำ และระบบนิเวศริมแม่น้ำ

สภาพแวดล้อมเหล่านี้สร้าง Habitat – ถิ่นอาศัย ที่แตกต่างกัน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

เราจึงเริ่มต่อสายสัมพันธ์ได้ว่า

Geodiversity → Landscape → Habitat → Biodiversity

UNESCO Global Geoparks จึงไม่ได้มอง Geological Heritage แยกออกจากธรรมชาติ แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงมรดกธรณีกับมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่อย่างเป็นองค์รวม (UNESCO)

Water – ตัวเชื่อมสำคัญระหว่างหินกับชีวิต

น้ำเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของระบบทั้งหมดได้ชัดมาก

ลองดูพื้นที่หินปูน

น้ำฝนซึมผ่านรอยแตกของหินปูน เกิดกระบวนการละลายและพัฒนาระบบคาร์สต์ขึ้นมา เมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดถ้ำ ทางน้ำใต้ดิน หลุมยุบ และน้ำพุคาร์สต์

ดังนั้น

Rock → Fracture → Groundwater → Spring → Community

น้ำพุแห่งหนึ่งอาจกลายเป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้าน เป็นพื้นที่เกษตร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐาน

ทันทีที่มนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องธรณีวิทยาจึงกลายเป็นเรื่องของ Society

ภูมิประเทศกำหนดว่าคนจะตั้งบ้านอยู่ที่ไหน

มนุษย์ไม่ได้ตั้งเมืองแบบสุ่มเช่นกัน

ตลอดประวัติศาสตร์ เรามักเลือกตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีน้ำ มีพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก มีทรัพยากร มีเส้นทางคมนาคม หรือมีภูมิประเทศที่ช่วยป้องกันภัย

หุบเขาอาจกลายเป็นเส้นทางเดินทาง
แม่น้ำอาจกลายเป็นเส้นทางการค้า
ที่ราบตะกอนอาจกลายเป็นพื้นที่เกษตร
หน้าผาอาจกลายเป็นแนวป้องกันเมือง
ถ้ำอาจเป็นที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ประกอบพิธีกรรม

เราจึงต่อเรื่องราวได้อีกว่า

Geology → Landform → Water → Resources → Settlement

นี่คือช่วงที่ Geopark เริ่มเปลี่ยนจาก “เรื่องของโลก” ไปเป็น “เรื่องของมนุษย์”

หินยังกลายเป็นบ้านของเรา

UNESCO อธิบายอย่างน่าสนใจว่า โลกมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราเป็น ตั้งแต่แนวทางการทำเกษตร วัสดุและวิธีสร้างบ้าน ไปจนถึงตำนาน นิทานพื้นบ้าน และประเพณีต่าง ๆ (UNESCO)

ลองเดินเข้าไปในหมู่บ้านเก่าแห่งหนึ่ง เราอาจพบว่า

บ้านสร้างด้วยหินปูนท้องถิ่น
หลังคาทำจากหินชนวน
กำแพงสร้างจากหินภูเขาไฟ
เครื่องปั้นดินเผาทำจากดินในพื้นที่

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

คนในอดีตมักใช้ทรัพยากรที่หาได้ใกล้ตัว

ดังนั้น

Local Geology → Local Material → Architecture

เมื่อใช้ต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน รูปแบบการก่อสร้างเหล่านั้นอาจกลายเป็น อัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชุมชน

หินจึงไม่ได้อยู่แค่ในภูเขาอีกต่อไป

มันเข้ามาอยู่ในบ้าน วัด กำแพง ถนน และเมืองของมนุษย์

จาก Rock สู่ Food – ธรณีวิทยาอยู่ในอาหารด้วยหรือ?

คำตอบคือ เกี่ยวข้อง แต่ต้องอธิบายอย่างระมัดระวัง

เราไม่ควรสรุปง่ายเกินไปว่า “หินชนิดหนึ่งทำให้อาหารอร่อย” เพราะคุณภาพอาหารและผลผลิตทางเกษตรเกิดจากปัจจัยจำนวนมาก เช่น พันธุ์พืช ดิน น้ำ ภูมิอากาศ ความสูง การจัดการ และภูมิปัญญาของเกษตรกร

แต่ธรณีวิทยาสามารถเป็นหนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานของระบบนั้นได้

เช่น

Rock → Weathering → Soil properties → Agriculture

เมื่อรวมกับ

Climate + Water + Topography + Farmer Knowledge

จึงกลายเป็น Terroir หรือเอกลักษณ์ของพื้นที่การผลิต

นี่ทำให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นใน Geopark สามารถมี “เรื่องราวของพื้นที่” เพิ่มขึ้น โดยต้องยึดหลักฐานจริง ไม่สร้างคำอธิบายทางธรณีวิทยาเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ

จากอาหารสู่ Culture

เมื่อชุมชนปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน สิ่งนั้นสามารถพัฒนาไปไกลกว่าเรื่องอาหาร

เกิดวิธีปรุง
เกิดเทศกาล
เกิดตลาด
เกิดเครื่องมือ
เกิดอาชีพ
เกิดพิธีกรรม
เกิดเรื่องเล่า
และเกิดอัตลักษณ์ของชุมชน

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่เป็นหิน เราจึงสามารถเดินทางมาได้ถึง

Rock → Soil → Agriculture → Food → Tradition → Culture

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ UNESCO Global Geoparks ให้ความสำคัญกับ Intangible Cultural Heritage – มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ควบคู่ไปกับ Geological Heritage

เพราะสิ่งที่ภูมิประเทศสร้างขึ้นไม่ได้มีเฉพาะวัตถุ แต่รวมถึง วิธีที่มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่กับพื้นที่นั้น

Mythology & Folklore – เมื่อภูเขากลายเป็นตำนาน

ลองนึกถึงภูเขาที่มีรูปร่างประหลาด ถ้ำลึกที่ไม่รู้ว่าปลายอยู่ที่ไหน น้ำพุที่ไหลออกจากหน้าผา หรือภูเขาไฟที่เคยปะทุ

ก่อนมนุษย์มีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เราพยายามอธิบายสิ่งเหล่านี้ผ่านเรื่องเล่า

ภูเขาอาจเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า
หินอาจเป็นมนุษย์ที่ถูกสาป
ถ้ำอาจเป็นทางเข้าสู่โลกอีกแห่ง
น้ำพุอาจเกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ภูเขาไฟอาจถูกอธิบายว่าเป็นความโกรธของเทพ

เรื่องเหล่านี้อาจไม่ใช่คำอธิบายทางธรณีวิทยา แต่มีคุณค่าในฐานะ Cultural Heritage

UNESCO จึงส่งเสริมให้ Global Geoparks สำรวจและเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับ mythology, folklore และ folk traditions ของชุมชน (UNESCO)

สิ่งสำคัญคือการสื่อความหมายควรแยกให้ชัดว่า

Science บอกว่าเกิดขึ้นอย่างไร

ขณะที่

Culture บอกว่าผู้คนเคยเข้าใจและให้ความหมายกับมันอย่างไร

สองเรื่องนี้สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสวยงาม

ตัวอย่างให้เห็นภาพ: ถ้ำหนึ่งแห่งมีเรื่องมากกว่าธรณีวิทยา

สมมติเรามีถ้ำหินปูนแห่งหนึ่ง

นักธรณีวิทยาอาจสนใจการละลายของหินปูน หินงอกหินย้อย ตะกอนถ้ำ และอายุของถ้ำ

นักชีววิทยาอาจสนใจค้างคาว แมลง และสิ่งมีชีวิตเฉพาะถ้ำ

นักโบราณคดีอาจพบเครื่องมือหินหรือหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์

นักประวัติศาสตร์อาจพบหลักฐานว่าชุมชนเคยใช้ถ้ำเป็นที่หลบภัย

ชาวบ้านอาจมีตำนานเกี่ยวกับถ้ำ

พระสงฆ์อาจใช้พื้นที่บางส่วนในการปฏิบัติธรรม

นักท่องเที่ยวอาจสนใจความงามของหินงอกหินย้อย

ถ้ำเดียวกันจึงมีหลายชั้นของคุณค่า

Geo + Bio + Archaeology + History + Spirituality + Tourism + Community

นี่คือวิธีที่ UNESCO Global Geopark มองพื้นที่แบบ Holistic Approach

ไม่ใช่แยกแต่ละเรื่องออกจากกันจนไม่เห็นความสัมพันธ์

Local & Indigenous Knowledge – ความรู้ของคนที่อยู่กับพื้นที่

ใน Geopark101-05 เราได้พูดถึง Local Knowledge ไปแล้ว แต่ในบริบทของ Nature และ Culture เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ

UNESCO กำหนดให้ความรู้ แนวปฏิบัติ และระบบการจัดการของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมืองต้องได้รับการพิจารณาควบคู่กับวิทยาศาสตร์ในการวางแผนและบริหาร UNESCO Global Geopark และชุมชนต้องเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก Geopark ด้วย (UNESCO)

เพราะคนที่อยู่กับภูเขามาหลายชั่วอายุคนอาจมีความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ เช่น รู้ว่าบ่อน้ำใดไม่เคยแห้ง รู้ฤดูกาลของน้ำในถ้ำ รู้พื้นที่เสี่ยงดินถล่ม รู้ว่าพืชชนิดใดขึ้นบนดินแบบไหน หรือรู้วิธีใช้ทรัพยากรโดยไม่ทำลายระบบ

UNESCO ยังเผยแพร่ผลงานเกี่ยวกับ Indigenous Knowledge ในพื้นที่ UNESCO โดยเฉพาะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความรู้ คุณค่า แนวปฏิบัติ และระบบการจัดการที่สั่งสมมาหลายรุ่นมีบทบาทต่อการดูแลพื้นที่และการรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (UNESCO)

ภัยธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว Geopark

Geology ไม่ได้ให้เราเฉพาะภูมิประเทศสวยงาม

มันยังสร้าง Geological Hazards

เช่น

ภูเขาไฟ
แผ่นดินไหว
สึนามิ
ดินถล่ม
หินถล่ม

UNESCO Global Geoparks หลายแห่งจึงใช้ Geological Heritage เป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรณี และช่วยชุมชนพัฒนาความรู้ด้านการลดความเสี่ยงและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ (UNESCO)

นี่เป็นอีกตัวอย่างว่า

Geoheritage ไม่ใช่เรื่องของอดีตเท่านั้น

แต่สามารถช่วยเรา เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

ได้ด้วย

Climate Change – อ่านอดีตเพื่อเข้าใจอนาคต

ชั้นหิน ฟอสซิล ตะกอน ถ้ำ ธารน้ำแข็ง และภูมิประเทศหลายประเภทสามารถเก็บหลักฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศในอดีต

เมื่อเราอ่านหลักฐานเหล่านั้น เราสามารถเห็นว่าโลกเคยเปลี่ยนแปลงอย่างไร

UNESCO จึงระบุว่าหนึ่งในบทบาทของ UNESCO Global Geoparks คือช่วยสร้างความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่สังคมเผชิญ เช่น Climate Change และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน (UNESCO)

Geopark จึงเป็นเสมือนหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีหน้ากระดาษเป็นชั้นหิน

ทรัพยากรธรรมชาติ – สิ่งที่เราใช้ทุกวันก็มาจากโลก

โทรศัพท์ บ้าน รถ ถนน กระจก เซรามิก ปูนซีเมนต์ และระบบพลังงานจำนวนมาก ล้วนต้องใช้ทรัพยากรจากโลกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

UNESCO เน้นว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มนุษย์นำมาใช้มีต้นกำเนิดเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรณี และทรัพยากรจำนวนมากไม่สามารถเกิดใหม่ในช่วงเวลาของมนุษย์ได้ จึงต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบ (UNESCO)

Geopark จึงมีหน้าที่ช่วยให้คนเข้าใจว่า

Earth Resources ≠ Unlimited Resources

การศึกษาธรณีวิทยาจึงไม่ได้มีไว้เพื่อเรียนเรื่องโลกเก่า ๆ เท่านั้น

แต่ช่วยให้เราตัดสินใจว่า จะใช้โลกในปัจจุบันอย่างไร

ศิลปะก็เกิดจากภูมิประเทศได้

อีกมิติที่น่าสนใจคือ Geo + Art

UNESCO ระบุว่า UNESCO Global Geoparks หลายแห่งมีความสัมพันธ์อย่างเข้มแข็งกับชุมชนศิลปะ และการนำวิทยาศาสตร์มาพบกับศิลปะสามารถสร้างผลลัพธ์ใหม่ ๆ ได้ (UNESCO)

ลองนึกถึง

ลายชั้นหินบนผ้าทอ
รูปฟอสซิลบนเครื่องปั้นดินเผา
สีของแร่ในงานจิตรกรรม
รูปทรงภูเขาในงานประติมากรรม
เพลงเกี่ยวกับแม่น้ำและภูเขา
หรือสถาปัตยกรรมที่ใช้รูปทรงของภูมิประเทศ

สิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยน

Earth Story → Human Creativity

และสามารถนำไปต่อยอดเป็น Geo-product หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ของชุมชนได้อีกด้วย

ตัวอย่างจาก Maros Pangkep UNESCO Global Geopark

พื้นที่ที่ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง Geo, Bio และ Culture ได้ดีแห่งหนึ่งคือ Maros Pangkep UNESCO Global Geopark ในอินโดนีเซีย

พื้นที่นี้มีภูมิประเทศคาร์สต์ที่โดดเด่น พร้อมมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชน Bugis และ Makassarese โดย UNESCO อธิบายว่าขนบของบรรพบุรุษยังสะท้อนอยู่ในภาษา ศิลปะ คุณค่าทางสังคม และรูปแบบชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ (UNESCO)

จุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้มีเพียง

“Karst Landscape”

แต่คือการมองว่า

Karst + Ecosystem + Archaeology + Community + Tradition

อยู่ร่วมกันอย่างไร

นี่คือแนวคิดของ Geopark ที่แท้จริง

Geopark, Biosphere Reserve และ World Heritage เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน และเป็นเรื่องที่ควรแยกให้ชัด

UNESCO มีการรับรองพื้นที่หลักสามประเภทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่ World Heritage Sites, Biosphere Reserves และ UNESCO Global Geoparks แต่แต่ละระบบมีวัตถุประสงค์และเกณฑ์ต่างกัน

UNESCO อธิบายโดยสรุปว่า Biosphere Reserves เน้นการบริหารความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมอย่างสอดคล้องกัน ส่วน World Heritage มุ่งอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มี Outstanding Universal Value ขณะที่ UNESCO Global Geoparks ให้การยอมรับพื้นที่ที่ใช้ความสำคัญของ Geodiversity เป็นฐาน พร้อมทำงานอย่างแข็งขันกับชุมชน (UNESCO)

บางพื้นที่สามารถมี designation มากกว่าหนึ่งประเภทได้ แต่ต้องอธิบายให้ชัดว่าการเป็น Geopark เพิ่มคุณค่าอะไรและทำงานเสริมกับ designation อื่นอย่างไร (UNESCO)

ดังนั้นอย่าใช้คำว่า

World Heritage = Biosphere Reserve = Global Geopark

เพราะเป็นคนละระบบ

สูตร Geo + Bio + Culture + People

หากเรานำทุกเรื่องในตอนนี้มาต่อกัน จะเห็นระบบที่น่าสนใจมาก

GEO
หิน แร่ ฟอสซิล โครงสร้างธรณี ภูมิประเทศ

SOIL & WATER
ดิน น้ำใต้ดิน แม่น้ำ น้ำพุ

BIO
ป่า พืช สัตว์ ระบบนิเวศ

RESOURCE
น้ำ วัตถุดิบ พื้นที่เกษตร

PEOPLE
การตั้งถิ่นฐาน อาชีพ

CULTURE
อาหาร บ้าน ภาษา ความเชื่อ ตำนาน ศิลปะ ประเพณี

COMMUNITY

และทั้งหมดนี้ย้อนกลับมาที่คำถามสำคัญว่า

มนุษย์จะดูแลพื้นที่ที่สร้างชีวิตและวัฒนธรรมของเราอย่างไร?

ตัวอย่างให้เห็นภาพ: ภูเขาหินปูนหนึ่งลูก

ลองใช้ภูเขาหินปูนเพียงลูกเดียวเป็นตัวอย่าง

GEO

หินปูนเกิดจากตะกอนคาร์บอเนตในทะเลโบราณ

LANDFORM

การยกตัวและการละลายสร้างภูเขาคาร์สต์ หน้าผา และถ้ำ

WATER

น้ำไหลผ่านรอยแตก เกิดระบบน้ำใต้ดินและน้ำพุ

BIO

ถ้ำและหน้าผากลายเป็นถิ่นอาศัยเฉพาะของสิ่งมีชีวิต

PEOPLE

คนตั้งหมู่บ้านใกล้แหล่งน้ำ

AGRICULTURE

น้ำและดินช่วยสนับสนุนพื้นที่เกษตรบางประเภท

CULTURE

ถ้ำอาจกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เกิดตำนานหรือประเพณี

ECONOMY

ชุมชนพัฒนา Geo-guide, Geo-trail, Local Food และ Homestay

CONSERVATION

รายได้และความเข้าใจช่วยสร้างแรงจูงใจในการรักษาภูเขาและถ้ำ

นี่คือการเปลี่ยนจาก

“ภูเขาหินปูนหนึ่งลูก”

ให้กลายเป็น

“ระบบความสัมพันธ์ของโลก ธรรมชาติ และมนุษย์”

สิ่งสำคัญคืออย่า “ฝืนเชื่อม”

ในการทำบทความ ป้าย Interpretation หรือกิจกรรม Geotourism มีข้อควรระวังสำคัญมาก คือ ไม่ควรพยายามเชื่อมทุกอย่างเข้ากับธรณีวิทยาโดยไม่มีหลักฐาน

เช่น ไม่ควรกล่าวว่าอาหารชนิดหนึ่งมีรสชาติพิเศษ “เพราะแร่ในหิน” หากไม่มีงานวิจัยรองรับ หรืออ้างว่าประเพณีหนึ่งเกิดจากภูเขาเพียงเพราะทั้งสองอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

การเชื่อมโยงที่ดีต้องมีหลักฐานรองรับตามประเภทของข้อมูล

Geology → ใช้หลักฐานธรณีวิทยา

Ecology → ใช้ข้อมูลระบบนิเวศ

History → ใช้หลักฐานประวัติศาสตร์

Culture → ใช้ข้อมูลจากชุมชนและงานศึกษาวัฒนธรรม

Local Knowledge → ระบุว่าเป็นภูมิปัญญาหรือเรื่องเล่าท้องถิ่น

การแยกแหล่งความรู้ให้ชัดเจนไม่ได้ทำให้เรื่องเล่าน่าสนใจน้อยลง ตรงกันข้าม กลับทำให้ Geopark มี Scientific Credibility มากขึ้น

iok2u แนะนำ: เวลาเที่ยว Geopark ลองมองให้ครบ 7 ชั้น

แทนที่จะมองเพียง “หินอะไร?” ลองใช้คำถาม 7 ชั้นเพื่ออ่านพื้นที่

1. GEO – พื้นที่นี้สร้างจากอะไร? หิน ฟอสซิล โครงสร้าง และกระบวนการทางธรณี

2. LANDSCAPE – ทำไมภูมิประเทศจึงเป็นแบบนี้? ภูเขา ถ้ำ หุบเขา หน้าผา แม่น้ำ

3. WATER – น้ำเดินทางอย่างไร? แม่น้ำ น้ำใต้ดิน น้ำพุ พื้นที่ชุ่มน้ำ

4. BIO – สิ่งมีชีวิตปรับตัวกับพื้นที่อย่างไร? ป่า พืช สัตว์ ระบบนิเวศ

5. PEOPLE – ทำไมคนจึงมาอยู่ตรงนี้? น้ำ อาหาร การคมนาคม ทรัพยากร

6. CULTURE – ภูมิประเทศปรากฏในวัฒนธรรมอย่างไร? อาหาร บ้าน ความเชื่อ ตำนาน ศิลปะ และประเพณี

7. FUTURE – เราจะรักษาความสัมพันธ์นี้อย่างไร? การศึกษา การท่องเที่ยว การอนุรักษ์ และการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อถามครบ เราจะพบว่า Geopark ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์หินกลางแจ้ง แต่คือ เรื่องราวของโลกที่ยังดำเนินอยู่

สรุป 

หัวใจของ UNESCO Global Geopark เริ่มจาก Geological Heritage of International Value แต่ไม่ได้จบอยู่ที่ธรณีวิทยา UNESCO ต้องการให้พื้นที่เชื่อมมรดกธรณีกับธรรมชาติ วัฒนธรรม และชุมชน พร้อมใช้ความสัมพันธ์เหล่านั้นในการศึกษา การสร้างความตระหนัก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน นี่ทำให้เราเห็นภาพใหญ่ขึ้นว่า

หินสร้างภูมิประเทศ
ภูมิประเทศมีอิทธิพลต่อน้ำและดิน
ดิน น้ำ และภูมิอากาศร่วมกันกำหนดระบบนิเวศ
ทรัพยากรและภูมิประเทศมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน
มนุษย์ใช้ทรัพยากรสร้างอาหาร บ้าน อาชีพ และศิลปะ
เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชุมชน

นี่คือความหมายของการมอง Geopark แบบ Holistic Approach

“Geopark ไม่ได้สอนเราเพียงว่าหินเกิดขึ้นอย่างไร แต่ช่วยให้เราเข้าใจว่า

โลกใต้เท้าของเรามีส่วนสร้างธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างไร”

#Geopark101 #Geopark10107 #UNESCOGlobalGeopark #GlobalGeopark #Geoheritage #Geodiversity #Biodiversity #Nature #Culture #LocalKnowledge #Geoeducation #Geotourism #SustainableDevelopment #EarthHeritage #iok2u

.

------------------------

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward