2018 แหล่งคริสเตียนลับในภูมิภาคนางาซากิ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region)
ร่องรอยแห่งศรัทธาที่ซ่อนเร้น: การวิเคราะห์เชิงลึกแหล่งมรดกโลก แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ'
แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง (serial property) แห่งนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบ 12 ส่วน กระจายตัวอยู่ในสองจังหวัด ได้แก่ จังหวัดนางาซากิและจังหวัดคูมาโมโตะ ครอบคลุมหกเมืองและสองเมืองเล็ก ๆ ในภูมิภาคคิวชูตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศญี่ปุ่น
แหล่งมรดกแห่งนี้เป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของประวัติศาสตร์ของกลุ่มผู้คนและชุมชนที่ได้ส่งต่อศรัทธาในศาสนาคริสต์อย่างลับ ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ศาสนาคริสต์ถูกห้ามในญี่ปุ่น เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ (Tokugawa shogunate) ได้ประกาศห้ามศาสนาคริสต์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ. 2143 - 2242) ทำให้กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kakure Kirishitans (คาคุเระ คิริชิตัน) ต้องรักษาความเชื่อของตนมานานกว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 กลุ่มคนเหล่านี้มักประกอบอาชีพเกษตรกรและชาวประมงธรรมดา บ้างก็ย้ายไปยังพื้นที่ห่างไกล และได้หลอมรวมองค์ประกอบของพุทธศาสนาและศาสนาชินโตเข้ากับการปฏิบัติศาสนกิจของตนเพื่อซ่อนเร้นความเชื่อ ภายหลังการยกเลิกการห้ามศาสนาคริสต์อย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) ชุมชนคริสตชนเหล่านี้ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาได้ติดต่อกับมิชชันนารีอีกครั้งและสิ้นสุดการซ่อนเร้น
คุณค่าสากลอันโดดเด่น
คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value - OUV) ของ "แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ" ได้รับการยอมรับภายใต้เกณฑ์ที่ (iii) ซึ่งระบุว่าแหล่งมรดกนี้เป็นประจักษ์พยานอันเป็นเอกลักษณ์หรือโดดเด่นอย่างยิ่งต่อประเพณีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ยังคงมีชีวิตอยู่หรือที่สูญสิ้นไปแล้ว
คุณค่าหลักอยู่ที่การเป็นพยานที่ไม่เหมือนใครต่อประเพณีทางศาสนาที่โดดเด่น ซึ่งได้รับการบ่มเพาะโดยกลุ่ม "คริสตชนที่ซ่อนเร้น" (Kakure Kirishitans) ชุมชนเหล่านี้ได้รักษาศรัทธาในศาสนาคริสต์ของตนไว้อย่างลับ ๆ เป็นเวลากว่าสองศตวรรษ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่ศาสนาคริสต์ถูกห้ามอย่างเข้มงวดในญี่ปุ่น แหล่งมรดกนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบ 12 ส่วน ซึ่งรวมถึงหมู่บ้านสิบแห่ง ซากปราสาทฮารา (Hara Castle) และอาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral) โดยตั้งอยู่ในพื้นที่หลักของจังหวัดนางาซากิและจังหวัดคูมาโมโตะ บนเกาะคิวชู
แหล่งต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงยุคของการห้ามศาสนาคริสต์ การดำรงอยู่ของชุมชนคริสตชนอย่างยืดหยุ่นในพื้นที่ห่างไกล และการฟื้นฟูชุมชนในที่สุดหลังจากคำสั่งห้ามถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้นได้พัฒนาประเพณีทางศาสนาที่ดูเหมือนเป็นพื้นเมือง ซึ่งแม้จะมีการแสดงออกภายนอกที่ปรับเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงรักษาสาระสำคัญหลักของศาสนาคริสต์ไว้ได้อย่างครบถ้วน
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ศาสนาคริสต์ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นและเจริญรุ่งเรืองในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 16 (ประมาณ พ.ศ. 2043 - 2142) ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ประมาณ พ.ศ. 2143 - 2242) อย่างไรก็ตาม นโยบายการห้ามศาสนาของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้นำมาซึ่งการกดขี่ข่มเหงและการปราบปรามที่กินเวลานานกว่าสองศตวรรษ ส่งผลให้ศาสนาคริสต์ที่เคยรุ่งเรืองเริ่มเสื่อมถอยลง
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้น (Kakure Kirishitans) ได้ปรับตัวและย้ายไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อรักษาศรัทธาของตนไว้ พวกเขาได้ผสานการปฏิบัติศาสนกิจเข้ากับองค์ประกอบของพุทธศาสนาและศาสนาชินโตอย่างลับ ๆ ตัวอย่างเช่น ที่หมู่บ้านซากิตสึ (Sakitsu Village) ในอามาคุสะ (Amakusa) คริสตชนเริ่มรวมเอาองค์ประกอบทางพุทธศาสนาและชินโตเข้ากับการบูชาในช่วงเวลาที่ถูกห้ามศาสนา
การห้ามศาสนาคริสต์ถูกยกเลิกใน ค.ศ. 1873 (พ.ศ. 2416) นำไปสู่การ "ค้นพบ" กลุ่มคริสตชนที่ซ่อนเร้นเมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้นเพื่อประกอบพิธีบูชาอย่างเปิดเผย โดยมีอาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral) ในเมืองนางาซากิ ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ยังคงตั้งอยู่ เป็นสถานที่สำคัญในการเหตุการณ์ดังกล่าว
บริบททางสถาปัตยกรรม: แหล่งมรดกนี้แสดงถึงความหลากหลายทางสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อนเร้นและการฟื้นตัวของศาสนาคริสต์ แม้ว่ารายงานจะไม่ได้ระบุรายละเอียดการวัดทางสถาปัตยกรรมที่เป็นหน่วยเมตริกโดยเฉพาะ แต่โครงสร้างต่าง ๆ ได้แก่:
-
ซากปราสาทฮารา (Remains of Hara Castle) ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการต่อต้านและโศกนาฏกรรม
-
หมู่บ้านและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น หมู่บ้านคาสึกะ (Kasuga Village) ภูเขายาสุมานดาเกะ (Mt. Yasumandake) และเกาะนาคาเอโนชิมะ (Nakaenoshima Island) ในฮิราโดะ (Hirado) ซึ่งสะท้อนถึงการใช้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นที่หลบซ่อนและประกอบพิธี
-
โบสถ์หลายแห่ง เช่น โบสถ์ซากิตสึ (Sakitsu Church) โบสถ์ชิตสึ (Shitsu Church) โบสถ์โอโนะ (Ono Church) โบสถ์คุโรชิมะ (Kuroshima Church) และโบสถ์เก่าโนคุบิ (Nokubi Church) บนเกาะโนซากิ (Nozaki Island) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตน และอาสนวิหารโออุระ ที่เป็นโบสถ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงตั้งอยู่ในญี่ปุ่น โบสถ์เหล่านี้สร้างขึ้นหลังจากการยกเลิกคำสั่งห้ามศาสนาคริสต์ สะท้อนถึงการฟื้นตัวของชุมชนและเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาอย่างเปิดเผย
รายงานนี้เน้นย้ำถึงบริบททางวัฒนธรรมและชุมชนมากกว่ารายละเอียดสถาปัตยกรรมที่เป็นการวัดเชิงกายภาพโดยตรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของศรัทธาผ่านรูปแบบการใช้ชีวิตและการสร้างสรรค์พื้นที่ทางศาสนาที่หลากหลาย
จุดเด่นสำคัญ
องค์ประกอบ 12 ส่วนของ "แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ" ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก แสดงถึงแง่มุมสำคัญของประวัติศาสตร์คริสตชนลับในญี่ปุ่น:
-
ซากปราสาทฮารา (Remains of Hara Castle) ในเมืองมินามิชิมาบาระ (Minamishimabara City) จังหวัดนางาซากิ
-
หมู่บ้านคาสึกะและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในฮิราโดะ (Kasuga Village and Sacred Places in Hirado) ซึ่งรวมถึงหมู่บ้านคาสึกะ (Kasuga Village) ภูเขายาสุมานดาเกะ (Mt. Yasumandake) และเกาะนาคาเอโนชิมะ (Nakaenoshima Island) ในเมืองฮิราโดะ (Hirado City) จังหวัดนางาซากิ
-
หมู่บ้านซากิตสึในอามาคุสะ (Sakitsu Village in Amakusa) (โบสถ์ซากิตสึ - Sakitsu Church) ในเมืองอามาคุสะ (Amakusa City) จังหวัดคูมาโมโตะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คริสตชนเริ่มผสมผสานองค์ประกอบของพุทธศาสนาและชินโตเข้ากับการบูชาในช่วงที่ถูกห้ามศาสนา
-
หมู่บ้านชิตสึในโซโตเมะ (Shitsu Village in Sotome) (โบสถ์ชิตสึ - Shitsu Church) ในเมืองนางาซากิ (Nagasaki City) จังหวัดนางาซากิ
-
หมู่บ้านโอโนะในโซโตเมะ (Ono Village in Sotome) (โบสถ์โอโนะ - Ono Church) ในเมืองนางาซากิ (Nagasaki City) จังหวัดนางาซากิ
-
หมู่บ้านบนเกาะคุโรชิมะ (Villages on Kuroshima Island) (โบสถ์คุโรชิมะ - Kuroshima Church) ในเมืองซาเซโบะ (Sasebo City) จังหวัดนางาซากิ
-
ซากหมู่บ้านบนเกาะโนซากิ (Remains of Villages on Nozaki Island) (โบสถ์เก่าโนคุบิ - Nokubi Church) ในหมู่เกาะโกโตะ (Goto Archipelago) เมืองซาเซโบะ (Sasebo City) จังหวัดนางาซากิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตน
-
หมู่บ้านบนเกาะคาชิรากาชิมะ (Villages on Kashiragashima Island)
-
หมู่บ้านบนเกาะฮิซากะ (Villages on Hisaka Island) (โบสถ์เก่าโกริน - Former Gorin Church)
-
หมู่บ้านเองามิบนเกาะนารุ (Egami Village on Naru Island) (โบสถ์เองามิและบริเวณโดยรอบ - Egami Church and its Surroundings)
-
อาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral) ในเมืองนางาซากิ (Nagasaki City) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงตั้งอยู่ในญี่ปุ่น และมีบทบาทสำคัญในการ "ค้นพบ" คริสตชนที่ซ่อนเร้น เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ออกมาจากที่ซ่อนเพื่อประกอบพิธีบูชาอย่างเปิดเผย
คู่มือสำหรับผู้เยี่ยมชมและข้อบังคับ
เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงมรดกอย่างยั่งยืน ผู้เยี่ยมชม "แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ" ควรปฏิบัติตามแนวทางและข้อบังคับที่กำหนดโดยศูนย์ข้อมูลแหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิและอามาคุสะ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region: Nagasaki Churches Information Center)
ข้อควรปฏิบัติ:
-
โบสถ์ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกโลกหลายแห่งขอความร่วมมือจากผู้เข้าชมในการแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้าชม (prior notice system) ผู้เยี่ยมชมสามารถตรวจสอบได้ว่าสถานที่ใดบ้างที่ต้องแจ้งล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของศูนย์ข้อมูลฯ
-
สถานที่ที่ ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า ได้แก่ ซากปราสาทฮารา (Remains of Hara Castle) และอาสนวิหารโออุระ (Oura Cathedral)
-
สถานที่ที่ จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า ได้แก่ โบสถ์ซากิตสึ (Sakitsu Church) โบสถ์ชิตสึ (Shitsu Church) โบสถ์โอโนะ (Ono Church) โบสถ์คุโรชิมะ (Kuroshima Church) โบสถ์เก่าโนคุบิ (Nokubi Church) โบสถ์คาชิรากาชิมะ (Kashiragashima Church) โบสถ์เก่าโกริน (Former Gorin Church) และโบสถ์เองามิ (Egami Church)
-
-
โบสถ์ทุกแห่งถือเป็น "สถานที่สำหรับการอธิษฐาน" (place of a prayer) ผู้เยี่ยมชมจึงควรปฏิบัติตนด้วยความเคารพ สำรวม และรักษามารยาทอันดีงามตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสงบและเป็นส่วนตัวในการเยี่ยมชม
-
การเยี่ยมชมอาจไม่สามารถทำได้ในบางกรณี เช่น ในช่วงที่มีกิจกรรมทางศาสนาของโบสถ์ หรือจำนวนผู้เข้าชมอาจถูกจำกัดในคราวเดียว ขึ้นอยู่กับขนาดของอาคารโบสถ์
แหล่งคริสตชนลับในภูมิภาคนางาซากิ (Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region) เป็นเครื่องยืนยันถึงความยืดหยุ่นและพลังแห่งศรัทธาของมนุษย์ เป็นการสะท้อนถึงประเพณีทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมของการกดขี่อย่างรุนแรง แหล่งมรดกโลกแห่งนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนที่พยายามรักษาความเชื่อทางศาสนาของตนอย่างลับ ๆ ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นตัวและความหวังหลังจากการยกเลิกคำสั่งห้ามทางศาสนา คุณค่าของสถานที่เหล่านี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทเรียนที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการอดทน การปรับตัว และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าสำหรับมวลมนุษยชาติ
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

