ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋า (Sacred Taoist Mountains of China) จากวิถีแห่งเต๋าสู่ขุนเขาแห่งความสมดุล
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋า (Sacred Taoist Mountains of China) จากวิถีแห่งเต๋าสู่ขุนเขาแห่งความสมดุล
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋าของจีน ไม่ได้มีระบบ “สี่ภูเขา” หรือ “ห้าภูเขา” ที่ตายตัวเหมือน Four Sacred Buddhist Mountains หรือ Five Great Mountains เพราะตลอดประวัติศาสตร์มีภูเขาหลายแห่งที่พัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางของสำนักเต๋า การบำเพ็ญตน การสร้างวัด และชุมชนทางศาสนา บางแห่งมีความสำคัญระดับชาติ ขณะที่บางแห่งมีบทบาทเฉพาะต่อสำนักหรือประเพณีเต๋าบางสาย
หากต้องการทำความเข้าใจภูเขาเต๋าในมุมการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุดคือ ชิงเฉิงซาน (Mount Qingcheng) เมืองตูเจียงเยี่ยน มณฑลเสฉวน และ อู่ตังซาน (Wudang Mountains) เมืองสือเยี่ยน มณฑลหูเป่ย์ เพราะทั้งสองแห่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชัดเจนและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก นอกจากนี้ยังควรรู้จัก หลงหู่ซาน (Mount Longhu) มณฑลเจียงซี ซึ่งสัมพันธ์กับสายเทียนซือเต้า รวมถึง ฉีอวิ๋นซาน (Mount Qiyun) มณฑลอันฮุย และ ซานชิงซาน (Mount Sanqingshan) มณฑลเจียงซี ซึ่งมีมรดกทางเต๋าควบคู่กับภูมิประเทศธรรมชาติที่โดดเด่น ดังนั้นบทความนี้จะไม่พยายามกำหนดว่า “จีนมีภูเขาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดกี่แห่ง” แต่จะใช้ภูเขาสำคัญเหล่านี้เพื่ออธิบายว่า เหตุใดลัทธิเต๋าจึงผูกพันกับภูเขา และทำไมภูเขาจึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดสำหรับทำความเข้าใจปรัชญาและวัฒนธรรมจีน
บทนำ
หากพุทธศาสนามองภูเขาเป็นพื้นที่แห่งการปฏิบัติธรรมและการแสวงบุญ โลกของลัทธิเต๋าก็มีความสัมพันธ์กับภูเขาอย่างลึกซึ้งไม่แพ้กัน แต่ความหมายแตกต่างออกไป ภูเขาในโลกทัศน์ของเต๋าเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ความสงบ การบำเพ็ญตน การแสวงหาความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับโลก และแนวคิดเรื่องการดำรงชีวิตตามวิถีแห่งธรรมชาติ
คำว่า เต๋า (Dao) มีความหมายกว้างประมาณว่า “หนทาง” หรือ “วิถี” แนวคิดพื้นฐานของเต๋าไม่ได้สอนให้มนุษย์เอาชนะธรรมชาติ แต่ให้เข้าใจจังหวะและกฎของธรรมชาติแล้วดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับมัน แนวคิดอย่าง อู๋เหวย (Wuwei) จึงไม่ได้หมายถึงการไม่ทำอะไรเลย แต่สื่อถึงการกระทำโดยไม่ฝืนธรรมชาติหรือไม่บังคับสิ่งต่าง ๆ เกินความจำเป็น เมื่อมองจากแนวคิดนี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมวัดเต๋าจำนวนมากจึงไม่ได้สร้างเป็นอาคารขนาดมหึมาบนพื้นที่ราบ แต่กระจายตัวอยู่ตามป่า ไหล่เขา ถ้ำ หน้าผา และยอดเขา เส้นทางขึ้นวัดเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ เพราะผู้เดินทางต้องค่อย ๆ เปลี่ยนจากพื้นที่เมืองเข้าสู่ป่า จากเสียงผู้คนเข้าสู่ความเงียบ และจากโลกภายนอกเข้าสู่พื้นที่แห่งการพิจารณาตนเอง
สองภูเขาที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ชิงเฉิงซานและอู่ตังซาน แต่ทั้งสองแห่งกลับมีบุคลิกต่างกันอย่างชัดเจน ชิงเฉิงซาน คือ ภูเขาป่าเขียวที่สัมพันธ์กับรากสำคัญของลัทธิเต๋า ส่วนอู่ตังซาน คือ ภูเขาที่แสดงให้เห็นว่าลัทธิเต๋าสามารถเชื่อมโยงกับราชสำนัก สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมวิทยายุทธ์ได้อย่างไร
จุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยว
ชิงเฉิงซาน (Mount Qingcheng) หนึ่งในพื้นที่กำเนิดสำคัญของลัทธิเต๋า
ชิงเฉิงซานตั้งอยู่ใกล้เมืองตูเจียงเยี่ยน มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครเฉิงตู เป็นภูเขาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเริ่มต้นทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเต๋ากับธรรมชาติ UNESCO ระบุว่าชิงเฉิงซานมีความสำคัญในประวัติศาสตร์จีนในฐานะสถานที่ที่ จางหลิง (Zhang Ling หรือ Zhang Daoling) ก่อตั้งหลักคำสอนของลัทธิเต๋าที่นี่ใน ค.ศ. 142 และวัดบนภูเขาที่สร้างขึ้นในยุคต่อมามีบทบาทในการเผยแพร่แนวคิดดังกล่าว ชิงเฉิงซานยังกลับมามีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางความคิดและจิตวิญญาณของเต๋าอีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 17 (UNESCO World Heritage Centre)
เสน่ห์ของชิงเฉิงซานไม่ได้อยู่ที่ยอดเขาหิมะหรือหน้าผาหวาดเสียว แต่คือป่าที่หนาแน่น ความชื้น หมอก เสียงน้ำ และวัดเต๋าที่แทรกตัวอยู่ตามภูเขา จนเกิดคำกล่าวที่รู้จักกันดีว่า “青城天下幽” ซึ่งสื่อถึงความสงบและร่มรื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของชิงเฉิงซาน
พื้นที่ท่องเที่ยวโดยทั่วไปแบ่งเป็น Front Mountain และ Back Mountain หากต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเต๋า Front Mountain คือพื้นที่สำคัญกว่า เพราะมีวัดและศาสนสถานหลักหลายแห่ง เช่น Jianfu Palace, Tianshi Cave และ Shangqing Palace ส่วน Back Mountain มีลักษณะเน้นธรรมชาติ ป่า ลำธาร และการเดินเขามากกว่า สำหรับผู้เดินทางจากเฉิงตู ชิงเฉิงซานสามารถจัดเป็น Day Trip ได้ แต่หากต้องการเที่ยวทั้งระบบชลประทานตูเจียงเยี่ยน เมืองโบราณกวนเซียน และชิงเฉิงซานโดยไม่เร่งเกินไป การพักในพื้นที่ตูเจียงเยี่ยนหนึ่งคืนจะช่วยให้เที่ยวได้สบายกว่า
ชิงเฉิงซานและระบบชลประทานตูเจียงเยี่ยน ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 2000 โดย UNESCO ให้ความสำคัญกับภูเขาในฐานะพื้นที่ที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการกำเนิดและพัฒนาการของลัทธิเต๋า (UNESCO World Heritage Centre)
อู่ตังซาน (Wudang Mountains) ขุนเขาแห่งเต๋า ราชสำนัก และวิทยายุทธ์
ถ้าชิงเฉิงซาน ช่วยให้เราเข้าใจ “ราก” ของเต๋า อู่ตังซานในมณฑลหูเป่ย์จะช่วยให้เห็นอีกด้านหนึ่ง คือช่วงเวลาที่ลัทธิเต๋าได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิและถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่บนภูเขา อู่ตังซาน มีประวัติเป็นศูนย์กลางเต๋าตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์ถัง และยังมีหลักฐานอาคารทางศาสนาที่สามารถย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 7 แต่ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดเกิดขึ้นในราชวงศ์หมิง โดยเฉพาะสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ UNESCO ระบุว่าการก่อสร้างครั้งใหญ่ทำให้อู่ตังเคยมีพระราชวัง 9 แห่ง อาราม 9 แห่ง สำนักชี 36 แห่ง และวัด 72 แห่ง ปัจจุบันยังคงเหลืออาคารโบราณและแหล่งสถาปัตยกรรมจำนวนมาก (UNESCO World Heritage Centre)
ไฮไลต์สำคัญคือ Golden Summit หรือ Jinding ซึ่งอยู่บนยอด Tianzhu Peak และเป็นที่ตั้งของ Golden Hall รวมถึง Purple Heaven Palace หนึ่งในกลุ่มอาคารเต๋าที่สำคัญที่สุดของภูเขา และ Nanyan Palace ซึ่งมีสถาปัตยกรรมสัมพันธ์กับหน้าผาและภูมิประเทศอย่างโดดเด่น สิ่งที่ควรสังเกตคือ อาคารไม่ได้ถูกวางลงบนภูเขาอย่างไร้ระบบ แต่ภูมิประเทศถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม หุบเขา สันเขา หน้าผา ทางเดิน และยอดเขาทำหน้าที่เหมือนส่วนหนึ่งของผังศาสนสถาน สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้ชัดเจน
UNESCO ขึ้นทะเบียน Ancient Building Complex in the Wudang Mountains เป็นมรดกโลกในปี 1994 และระบุว่ากลุ่มอาคารเหล่านี้สะท้อนมาตรฐานระดับสูงของศิลปะและสถาปัตยกรรมจีนตลอดช่วงเวลาเกือบหนึ่งพันปี รวมทั้งเป็นหลักฐานสำคัญต่อการศึกษาลัทธิเต๋าและการเมืองในต้นราชวงศ์หมิง (UNESCO World Heritage Centre)
หลงหู่ซาน (Mount Longhu) ภูเขามังกรและเสือแห่งเจียงซี
หลงหู่ซาน ตั้งอยู่ใกล้เมืองอิงถาน มณฑลเจียงซี และมีความสัมพันธ์กับประเพณีของ เทียนซือเต้า (Tianshi Dao หรือ Way of the Celestial Masters) จึงเป็นอีกชื่อสำคัญเมื่อศึกษาเครือข่ายภูเขาเต๋าของจีน ในมุมของนักท่องเที่ยว หลงหู่ซานน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะวัฒนธรรมเต๋าตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศ Danxia ที่เกิดบนชั้นตะกอนสีแดงซึ่งผ่านการยกตัว ผุพัง และกัดเซาะ จนเกิดหน้าผา ยอดหิน และภูมิประเทศรูปทรงต่าง ๆ พื้นที่ Longhushan เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของแหล่งมรดกโลก China Danxia ซึ่ง UNESCO ขึ้นทะเบียนในปี 2010 โดยแหล่งมรดกโลกชุดนี้ประกอบด้วยพื้นที่ 6 กลุ่มในจีนตอนใต้ และ Longhushan เป็นหนึ่งในนั้น (UNESCO World Heritage Centre)
นี่ทำให้หลงหู่ซานน่าสนใจมากสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบ ศาสนา + ธรณีวิทยา เพราะสามารถเรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์เต๋าและกระบวนการสร้างภูมิประเทศ Danxia ในพื้นที่เดียวกัน
ฉีอวิ๋นซาน (Mount Qiyun) ภูเขาเต๋าแห่งอันฮุย
ฉีอวิ๋นซาน อยู่ในมณฑลอันฮุยใกล้พื้นที่หวงซาน เป็นอีกหนึ่งภูเขาที่มีประเพณีเต๋ายาวนาน จุดเด่นอยู่ที่วัด ศาลเจ้า ถ้ำ จารึกบนหน้าผา และภูมิประเทศหินสีแดง สำหรับนักเดินทาง ฉีอวิ๋นซานมีข้อดีตรงที่สามารถเชื่อมกับเส้นทางท่องเที่ยวทางใต้ของอันฮุยได้ แต่บรรยากาศแตกต่างจากหวงซานอย่างชัดเจน หวงซานโดดเด่นเรื่องยอดหินแกรนิตและทะเลหมอก ส่วนฉีอวิ๋นซานให้ภาพของชุมชน ศาสนสถาน และวัฒนธรรมเต๋าที่พัฒนาอยู่บนภูเขา ฉีอวิ๋นซานจึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ต้องการเพียงจุดชมวิว แต่ต้องการเดินช้า ๆ ผ่านวัด จารึก และพื้นที่ชุมชน เพื่อสังเกตว่าศาสนากับภูเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างไร
ซานชิงซาน (Mount Sanqingshan) เมื่อชื่อภูเขาสื่อถึง “สามองค์บริสุทธิ์”
ซานชิงซาน ตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซี ชื่อ “Sanqing” เชื่อมโยงกับ Three Pure Ones ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในลัทธิเต๋า พื้นที่มีศาสนสถานเต๋าและภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์กับลัทธิเต๋า เอกสารการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกระบุถึง Sanqing Temple และอาคารเต๋าโบราณในพื้นที่ (UNESCO World Heritage Centre) อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักที่ซานชิงซานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปัจจุบันคือ คุณค่าทางธรรมชาติ ไม่ใช่ในฐานะแหล่งมรดกโลกศาสนาเต๋า จึงควรแยกสองประเด็นนี้ให้ชัดเจน ซานชิงซานเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติของจีน (UNESCO World Heritage Centre) จุดเด่น คือ ยอดหินแกรนิตรูปร่างแปลก หน้าผา ป่าสน และทะเลหมอก ทำให้ซานชิงซานเหมาะกับการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง “ภูเขาที่มีความหมายทางศาสนา” กับ “ภูเขาที่มีคุณค่าทางธรณีสัณฐานและธรรมชาติ” โดยไม่จำเป็นต้องนำสองสถานะมาปะปนกัน
ประวัติหรือความสำคัญ หากต้องการเข้าใจภูเขาเต๋าอย่างถูกต้อง ต้องแยกระหว่าง ลัทธิเต๋าในฐานะปรัชญาและชุดความคิด กับ ศาสนาเต๋าที่พัฒนาเป็นสำนัก พิธีกรรม นักบวช และสถาบันทางศาสนา เพราะทั้งสองส่วนมีพัฒนาการยาวนานและซับซ้อน
แนวคิดเกี่ยวกับ Dao, ความเป็นธรรมชาติ และการไม่ฝืนธรรมชาติปรากฏอยู่ในคัมภีร์และความคิดจีนโบราณ ขณะที่ศาสนาเต๋าในรูปแบบองค์กรพัฒนาขึ้นในยุคต่อมา ชิงเฉิงซานมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทหลังนี้ เพราะ UNESCO เชื่อมโยงภูเขากับจางหลิงและการก่อตั้งหลักคำสอนใน ค.ศ. 142 (UNESCO World Heritage Centre)
อู่ตังซาน แสดงพัฒนาการอีกขั้น เมื่อศาสนาเต๋าเชื่อมโยงกับราชสำนักและการสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ ในราชวงศ์หมิง ภูเขาถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่มีระบบพระราชวัง วัด และเส้นทางบนภูเขาอย่างซับซ้อน การก่อสร้างเหล่านี้ไม่ได้ลบภูเขาออกเพื่อสร้างเมือง แต่พยายามใช้ภูมิประเทศเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม สิ่งนี้ทำให้ภูเขาเต๋าแตกต่างจากความคิดเรื่อง “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์” ที่มีเพียงอาคารสำคัญหนึ่งหลัง เพราะในหลายพื้นที่ ภูเขาทั้งลูกทำหน้าที่เป็นภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ เส้นทางเดิน ต้นไม้ ลำธาร ถ้ำ หน้าผา และยอดเขาล้วนสามารถมีความหมายทางศาสนาได้
วิทยายุทธ์ ไทเก๊ก และตำนานจางซานเฟิง
เรื่องหนึ่งที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อกล่าวถึงอู่ตังซานคือ จางซานเฟิง (Zhang Sanfeng, 张三丰) และไทเก๊ก วัฒนธรรมสมัยนิยม นิยายกำลังภายใน ภาพยนตร์ และประเพณีของสำนักอู่ตังมักเชื่อมโยงจางซานเฟิงกับการกำเนิดไทเก๊กและวิทยายุทธ์สาย “ภายใน” จนกลายเป็นส่วนสำคัญของภาพจำอู่ตังซาน แต่ในบทความเชิงความรู้ควรระบุให้ชัดว่า เรื่องจางซานเฟิงเป็นผู้สร้างไทเก๊กไม่สามารถยืนยันเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างเด็ดขาดได้ หลักฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของ Taijiquan มีความซับซ้อนและมีหลายประเพณีอธิบายแตกต่างกัน ดังนั้นเวลาไปอู่ตังซาน เราสามารถเรียนรู้และสนุกกับวัฒนธรรม Wudang Martial Arts ได้เต็มที่ แต่ควรแยก “ประเพณีและตำนาน” ออกจาก “หลักฐานประวัติศาสตร์” การแยกเช่นนี้ไม่ได้ลดคุณค่าของอู่ตัง ตรงกันข้าม กลับทำให้เราเห็นว่าสถานที่หนึ่งสามารถมีทั้งประวัติศาสตร์จริง ศาสนา ตำนาน และวัฒนธรรมสมัยนิยมซ้อนทับกันได้อย่างไร
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
หากต้องเลือกภูเขาเต๋าเพียงแห่งเดียว
สำหรับผู้เดินทางครั้งแรก ชิงเฉิงซาน เหมาะกับผู้ที่พักเฉิงตูและต้องการเข้าใจต้นกำเนิดของศาสนาเต๋าควบคู่กับธรรมชาติ การเดินทางสะดวกกว่าอู่ตังซาน และสามารถจัดร่วมกับตูเจียงเยี่ยนได้ ควรเลือก Front Mountain หากจุดประสงค์หลักคือวัฒนธรรมเต๋า และเลือก Back Mountain หากเน้นเดินป่า ลำธาร และธรรมชาติ ไม่ควรพยายามเที่ยวทั้งสองฝั่งแบบเร่งรีบภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
สำหรับ อู่ตังซาน ควรเผื่ออย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม และ 2 วันจะเหมาะกว่าหากต้องการชม Golden Summit, Purple Heaven Palace และพื้นที่สำคัญโดยไม่ต้องรีบ นักเดินทางควรศึกษาระบบรถรับส่งและกระเช้าก่อน เพราะพื้นที่กว้างและจุดสำคัญอยู่ต่างระดับกันมาก
หลงหู่ซาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจธรณีวิทยา เพราะสามารถอ่านภูเขาผ่านสองมิติพร้อมกัน คือวัฒนธรรมเต๋าและภูมิประเทศ Danxia ซึ่ง UNESCO อธิบายว่าเกิดจากชั้นตะกอนสีแดงที่ถูกอิทธิพลจากการยกตัว การผุพัง และการกัดเซาะ จนเกิดหน้าผา เสาหิน หุบเขา และภูมิประเทศรูปร่างโดดเด่น (UNESCO World Heritage Centre)
ส่วนซานชิงซาน เหมาะกับผู้ให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นอันดับแรก แต่ต้องการเรียนรู้มิติของเต๋าควบคู่กัน
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว
โดยทั่วไปฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับเที่ยวภูเขาเต๋าหลายแห่ง เพราะอากาศเหมาะกับการเดิน แต่แต่ละภูเขามีภูมิอากาศต่างกัน จึงไม่ควรใช้คำแนะนำเดียวกันทั้งหมด
ชิงเฉิงซาน มีป่าหนาทึบและความชื้นสูง ฝนสามารถทำให้ทางเดินหินและบันไดลื่น รองเท้าที่เกาะพื้นดีจึงสำคัญกว่ารองเท้าแฟชั่น แม้ภูเขาไม่สูงมากเมื่อเทียบกับภูเขาหิมะ แต่การเดินขึ้นลงบันไดต่อเนื่องสามารถใช้พลังงานมากกว่าที่คาด
อู่ตังซาน มีพื้นที่กว้างและระดับความสูงต่างกัน การเดินทางระหว่างจุดจึงต้องคิดทั้งเวลาเดิน รถรับส่ง และกระเช้า ไม่ควรวางแผนจากระยะทางเส้นตรงบนแผนที่เพียงอย่างเดียว
ผู้สูงวัยหรือผู้ที่เดินไม่สะดวกควรตรวจสอบว่า หลังจากลงรถหรือกระเช้าแล้วต้องเดินอีกเท่าใด เพราะคำว่า “มีกระเช้า” ไม่ได้หมายความว่าจะถึงศาสนสถานโดยไม่ต้องเดินหรือขึ้นบันได ควรหลีกเลี่ยงช่วงวันหยุดยาวของจีนหากต้องการสัมผัสความสงบของภูเขา เพราะสถานที่อย่างชิงเฉิงซานและอู่ตังซานสามารถมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเทศกาล เวลาเปิด ค่าเข้าชม รถรับส่ง กระเช้า การปิดเส้นทางจากสภาพอากาศ และระบบจองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งทางการ ก่อนเดินทาง
สรุปบทส่งท้าย
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋า ทำให้เราเข้าใจภูเขาจีนในมิติที่แตกต่างจาก Five Great Mountains และ Four Sacred Buddhist Mountains เพราะหัวใจของภูเขาเต๋าไม่ได้อยู่ที่การเป็นตัวแทนทิศหรือการเชื่อมโยงกับพระโพธิสัตว์ แต่คือความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ ธรรมชาติ การบำเพ็ญตน และวิถีแห่งเต๋า ชิงเฉิงซาน พาเรากลับไปยังรากสำคัญของศาสนาเต๋า อู่ตังซานแสดงช่วงเวลาที่เต๋า ศิลปะ สถาปัตยกรรมและราชสำนักมาบรรจบกัน หลงหู่ซานทำให้เห็นการอยู่ร่วมกันของมรดกทางศาสนากับภูมิประเทศ Danxia ขณะที่ฉีอวิ๋นซานและซานชิงซานช่วยขยายภาพว่าภูเขาเต๋าของจีนมีความหลากหลายมากกว่ารายชื่อภูเขาไม่กี่แห่ง เมื่อเดินขึ้นภูเขาเหล่านี้ สิ่งที่ควรสังเกตจึงไม่ใช่เพียงว่าวัดไหนใหญ่ที่สุดหรือยอดไหนสูงที่สุด แต่ควรมองว่าทางเดินถูกวางอย่างไร อาคารหันเข้าหาภูเขาหรือลำธารอย่างไร ป่าถูกเก็บไว้รอบศาสนสถานอย่างไร และเหตุใดผู้คนในอดีตจึงเลือกภูเขาแห่งนั้นเป็นสถานที่บำเพ็ญตน เมื่อเข้าใจจุดนี้ ภูเขาเต๋าจะไม่ใช่เพียงสถานที่ถ่ายภาพ แต่กลายเป็นพื้นที่สำหรับอ่านแนวคิดสำคัญข้อหนึ่งของอารยธรรมจีน นั่นคือมนุษย์ไม่จำเป็นต้องยืนอยู่เหนือธรรมชาติ แต่อาจเลือกเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ภายในธรรมชาติอย่างสมดุล
#MountainChina101 #MountainChina10104 #SacredTaoistMountains #ภูเขาเต๋า #ลัทธิเต๋า #ชิงเฉิงซาน #อู่ตังซาน #หลงหู่ซาน #ฉีอวิ๋นซาน #ซานชิงซาน #MountQingcheng #WudangMountains #Taoism #เที่ยวจีน #iok2uTravel
-------------------------
ที่มา
-
รวบรวมข้อมูลและรูป
-------------------------
ดูเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ที่
-------------------------

ชมอัลปั้มภาพเพิ่มเติมที่
.xxx
yyy
-------------------------
