iok2u.com แหล่งรวมข้อมูลข่าวสารเรื่องราวน่าสนใจเพื่อการศึกษาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้

Pay It Forward เป้าหมายเล็ก ๆ ในการส่งมอบความดีต่อ ๆ ไป
เว็ปไซต์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward ที่เล่าถึงการมีเป้าหมายเล็ก ๆ กำหนดไว้ให้ส่งมอบความดีต่อไปอีก 3 คน หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา อยากให้ส่งต่อเพื่อถ่ายทอดต่อไป
ยืนหยัด เข้มแข็ง และกล้าหาญ (Stay Strong & Be Brave)
ขอเป็นกำลังใจให้คนดีทุกคนในการต่อสู้ความอยุติธรรม ในยุคสังคมที่คดโกงยึดถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกฟ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จนหลายคนคิดว่าพวกด้านได้อายอดมักได้ดี แต่หากยึดคำในหลวงสอนไว้ในเรื่องการทำความดีเราจะมีความสุขครับ
มิสเตอร์เรน (Mr. Rain) และมิสเตอร์เชน (Mr. Chain)
Mr. Rain และ Mr. Chain สองพี่น้องในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่จะมาร่วมมือกันสร้างสื่อสารสนเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องราวต่างๆ มากมายสร้างสังคมในการเรียนรู้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องตอบแทนกลับมา

ภูเขาในภาพวาด บทกวี และวัฒนธรรมจีน (Mountains in Chinese Art & Literature) เมื่อขุนเขากลายเป็นภาษาของศิลปะจีน

 

ภูเขาในภาพวาด บทกวี และวัฒนธรรมจีน (Mountains in Chinese Art & Literature) เมื่อขุนเขากลายเป็นภาษาของศิลปะจีน

บทความตอนนี้ไม่ได้กล่าวถึงภูเขาเพียงแห่งเดียว แต่พาไปทำความเข้าใจ “ภูเขาในวัฒนธรรมจีน” ผ่านพื้นที่สำคัญสองแห่ง คือ หวงซาน (Mount Huangshan) ในมณฑลอันฮุย และ หลูซาน (Mount Lushan) เมืองจิ่วเจียง มณฑลเจียงซี ประเทศจีน ภูเขาทั้งสองมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ศิลปะ วรรณกรรม และแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของจีนอย่างเด่นชัด

หวงซาน เป็นภูเขาหินแกรนิตที่มีชื่อเสียงจากยอดหินรูปร่างแปลก ต้นสนบนหน้าผา หมอก และ “ทะเลเมฆ” UNESCO ระบุว่าภูมิทัศน์ของหวงซานสร้างแรงบันดาลใจแก่กวี จิตรกร และศิลปินจีนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง และมีอิทธิพลเด่นชัดต่อจิตรกรรมภูมิทัศน์ในสมัยหมิง (UNESCO World Heritage Centre)

หลูซาน มีบุคลิกต่างออกไป ภูเขาตั้งอยู่ระหว่างบริบทของแม่น้ำแยงซีและทะเลสาบโผหยาง ภายในพื้นที่มีทั้งยอดเขา หุบเขา น้ำตก ลำธาร วัดพุทธ ศาสนสถานเต๋า สำนักการศึกษา และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก UNESCO มองหลูซานเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของอารยธรรมจีน และเป็นภูมิทัศน์ที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ศิลปินและนักคิดมายาวนานกว่า 2,000 ปี (UNESCO World Heritage Centre)

ภูเขาทั้งสองจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ตอบคำถามสำคัญของ Mountain China ตอนนี้ว่า เหตุใดในศิลปะจีนเราจึงเห็นภูเขา หมอก สายน้ำ ต้นสน และมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเหตุใดภูเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่กลายเป็นหนึ่งใน “ภาษาทางความคิด” ที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรมจีน

บทนำ

เมื่อพูดถึงจิตรกรรมจีนแบบดั้งเดิม หลายคนคงนึกถึงภาพภูเขาสูงที่ถูกวาดด้วยหมึกดำ สันเขาค่อย ๆ จางหายเข้าไปในหมอก มีน้ำตกไหลจากหน้าผา ด้านล่างอาจมีบ้านหลังเล็ก สะพาน ศาลา หรือคนเดินทางเพียงไม่กี่คน ภาพเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการบันทึกภูมิประเทศให้เหมือนภาพถ่าย แต่เป็นผลจากวิธีที่ศิลปินจีนมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

คำสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้คือ ซานสุ่ย (Shanshui) แปลตรงตัวว่า “ภูเขา–สายน้ำ” และใช้เรียกศิลปะภูมิทัศน์จีนในความหมายกว้าง ภูเขาและน้ำจึงกลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ศิลปินใช้สำรวจพื้นที่ จังหวะ ความว่าง ความเคลื่อนไหว และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ภาพภูเขาจีนจึงไม่จำเป็นต้องมีจุดมองเพียงตำแหน่งเดียวเหมือนภาพถ่าย ศิลปินสามารถพาผู้ชมเดินทางผ่านภาพ จากหุบเขาด้านล่าง ข้ามสะพาน ผ่านต้นสน ขึ้นสู่หน้าผา แล้วมองต่อไปยังยอดเขาที่หายเข้าไปในหมอก ภาพหนึ่งจึงอาจเปรียบเสมือน “การเดินทาง” มากกว่าการหยุดมองทิวทัศน์จากจุดเดียว 

แนวคิดนี้ยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดพื้นที่ว่างจึงมีความสำคัญมากในภาพจีน บริเวณกระดาษที่ไม่ได้ลงหมึกอาจทำหน้าที่เป็นท้องฟ้า หมอก น้ำ หรือระยะห่างระหว่างภูเขา ความว่างจึงไม่ได้หมายถึงพื้นที่ที่ไม่มีอะไร แต่ทำหน้าที่สร้างความลึก บรรยากาศ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมใช้จินตนาการเชื่อมองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เมื่อเราเดินทางไปหวงซานหรือหลูซานหลังจากเข้าใจแนวคิดเหล่านี้ การมองภูเขาจะเปลี่ยนไป เราจะเริ่มสนใจไม่เพียงว่า “วิวสวยไหม” แต่จะเริ่มมองชั้นของภูเขา การเคลื่อนตัวของหมอก รูปทรงต้นสน ช่องว่างระหว่างยอดเขา และขนาดของมนุษย์เมื่อเทียบกับธรรมชาติ เหมือนกำลังยืนอยู่ภายในภาพซานสุ่ยขนาดมหึมา

จุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยว

หวงซาน (Mount Huangshan) ภูเขาที่กลายเป็นภาพจำของจิตรกรรมจีน

หวงซาน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุยและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1990 จุดเด่นทางกายภาพของภูเขาคือกลุ่มยอดหินแกรนิตจำนวนมาก UNESCO ระบุว่ามียอดสูงเกิน 1,000 เมตร 77 ยอด โดยยอดเหลียนฮวาเฟิง (Lotus Peak) สูงประมาณ 1,864 เมตร ภูมิประเทศยังประกอบด้วยแท่งหิน หน้าผา ถ้ำ น้ำตก น้ำพุร้อน และต้นสนเก่าแก่ (UNESCO World Heritage Centreแต่สิ่งที่ทำให้หวงซานมีสถานะพิเศษใน Mountain China ไม่ใช่ความสูง สิ่งสำคัญกว่าคือ รูปทรงของภูเขาและบรรยากาศ

ยอดหินแกรนิตที่โผล่ขึ้นเหนือเมฆ ต้นสนที่เติบโตบนรอยแตกของหน้าผา และหมอกที่เคลื่อนตัวผ่านช่องเขาทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยอดเขาที่เห็นชัดในช่วงเช้าอาจหายเข้าไปในหมอกไม่กี่นาทีต่อมา ก่อนปรากฏขึ้นใหม่เมื่อกระแสลมเปลี่ยน สภาวะเช่นนี้เหมาะอย่างยิ่งกับสุนทรียศาสตร์ของจิตรกรรมจีน เพราะศิลปินไม่จำเป็นต้องวาดภูเขาทั้งลูกอย่างชัดเจน สิ่งที่ถูกหมอกซ่อนสามารถมีความสำคัญพอ ๆ กับสิ่งที่มองเห็น 

UNESCO ระบุว่าหวงซาน เริ่มมีสถานะเด่นในจินตนาการและวรรณกรรมจีนตั้งแต่ราชวงศ์ถัง และเมื่อเข้าสู่สมัยหมิง ภูมิประเทศของหวงซานได้สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากต่อจิตรกรภูมิทัศน์ ภาพของยอดเขา หินรูปร่างประหลาด ต้นไม้เก่า และทะเลเมฆกลายเป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการสร้างภาพภูมิทัศน์แบบซานสุ่ย (UNESCO World Heritage Centreนักเดินทางที่มาหวงซานจึงไม่ควรรีบผิดหวังเมื่อพบหมอก เพราะสำหรับภูเขาแห่งนี้ หมอกไม่ใช่อุปสรรคต่อวิว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิว

หินแกรนิต ต้นสน และทะเลเมฆ อ่านหวงซานผ่านธรรมชาติ

ภาพจำของหวงซานมักสรุปเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น ต้นสน หินรูปร่างแปลก ทะเลเมฆ และน้ำพุร้อน แต่หากมองให้ลึกขึ้น สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศจริง หินแกรนิตถูกกระบวนการผุพังและกัดเซาะตามแนวรอยแตกเป็นเวลายาวนาน ทำให้เกิดยอดหิน เสาหิน และหน้าผาที่มีรูปร่างแตกต่างกัน UNESCO อธิบายว่าภูมิประเทศอันโดดเด่นของหวงซานสัมพันธ์กับประวัติทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อน (UNESCO World Heritage Centreต้นสนที่เติบโตตามหน้าผาเพิ่มเส้นสายที่ต่างจากหินแข็ง ขณะที่เมฆและหมอกสร้างองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภูเขาจึงมีทั้งสิ่งที่ดูมั่นคงและสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในภาพเดียว

สำหรับผู้สนใจถ่ายภาพ ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและหลังสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมักเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นชั้นเมฆและแสงที่น่าสนใจ แต่ไม่มีหลักประกันว่าจะเห็นทะเลเมฆทุกครั้ง การพักบนภูเขาหนึ่งคืนช่วยเพิ่มโอกาสพบสภาพแสงหลายรูปแบบมากกว่าการขึ้น–ลงภายในวันเดียว

หลูซาน (Mount Lushan) เมื่อภูเขา บทกวี ศาสนา และการศึกษามาบรรจบกัน

หลูซาน มีความซับซ้อนทางวัฒนธรรมมากกว่า เพราะภูเขาแห่งนี้เกี่ยวข้องทั้งกับวรรณกรรม พุทธศาสนา ลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และประวัติศาสตร์การศึกษาของจีน หลูซาน ตั้งอยู่ในเมืองจิ่วเจียง มณฑลเจียงซี ยอดสูงสุด คือ Hanyang Peak สูงประมาณ 1,474 เมตร UNESCO ระบุว่าพื้นที่ภูเขามีความสัมพันธ์กับแม่น้ำแยงซีทางเหนือและทะเลสาบโผหยางทางใต้ ทำให้เกิดองค์ประกอบของภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบอยู่ในภูมิทัศน์เดียวกัน ภูเขาแห่งนี้ดึงดูดนักคิด นักบวช นักเขียน และศิลปินมายาวนานกว่า 2,000 ปี ภายในอุทยานมีอาคารประวัติศาสตร์มากกว่า 200 แห่ง รวมถึงวัด สถานที่ศึกษา จารึก และอาคารจากหลายยุค UNESCO จึงไม่ได้มองหลูซานเป็นเพียงพื้นที่ธรรมชาติ แต่เป็น Cultural Landscape หรือภูมิทัศน์วัฒนธรรม ที่ธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์พัฒนาร่วมกัน นี่คือจุดที่หลูซานแตกต่างจากภูเขาที่เราไปเพื่อชมยอดเขาเพียงอย่างเดียว เพราะการเที่ยวหลูซานที่สมบูรณ์ควรให้ความสนใจทั้งน้ำตก เส้นทางธรรมชาติ วัด สำนักศึกษา และร่องรอยทางวัฒนธรรม

หลูซานในบทกวี เมื่อภูเขาเปลี่ยนเป็นถ้อยคำ

หลูซาน มีความสัมพันธ์กับกวีจีนหลายยุค และหนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือ หลี่ไป๋ (Li Bai) กวีสำคัญแห่งราชวงศ์ถัง ผู้เขียนบทกวีเกี่ยวกับน้ำตกหลูซานซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบทกวีที่คนจีนจำนวนมากคุ้นเคยตั้งแต่วัยเรียน ภาพของสายน้ำที่ตกลงมาจากภูเขาสูงถูกหลี่ไป๋ขยายผ่านจินตนาการจนกลายเป็นภาพยิ่งใหญ่เกินขนาดจริง นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าบทกวีจีนไม่ได้ทำหน้าที่บอกข้อมูลภูมิศาสตร์ แต่ใช้ภูมิประเทศจริงเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความรู้สึกและจินตภาพ ดังนั้นผู้เดินทางที่มาหลูซานพร้อมความรู้เกี่ยวกับวรรณกรรมจะเห็นน้ำตกต่างจากคนที่มาเพียงถ่ายรูป เพราะสถานที่ตรงหน้าไม่ได้มีเพียงน้ำ หิน และหน้าผา แต่มี “ความทรงจำทางภาษา” ซ้อนอยู่ด้วย

หลูซานยังสัมพันธ์กับนักคิดและนักปราชญ์อีกจำนวนมาก UNESCO ระบุถึงบทบาทของพระฮุ่ยหย่วนที่ Donglin Temple และความสำคัญของ White Deer Cave Academy ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยจูซี (Zhu Xi) จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญของระบบสำนักการศึกษาจีนในยุคต่อมา ภูเขาลูกเดียวจึงสามารถพาเราเดินจากบทกวีไปสู่พุทธศาสนา จากพุทธศาสนาไปสู่ปรัชญาขงจื๊อ และจากธรรมชาติไปสู่ประวัติศาสตร์การศึกษาได้

ประวัติหรือความสำคัญ

ความสัมพันธ์ระหว่างภูเขากับศิลปะจีนมีรากลึกมาก และไม่ควรตีความว่าจิตรกรเพียงเดินไปยังภูเขาแล้ววาดสิ่งที่เห็นตรงหน้า ในจิตรกรรมภูมิทัศน์จีน ธรรมชาติสามารถเป็นพื้นที่สำหรับแสดงความคิด ความรู้สึก และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล ศิลปินจึงสามารถรวมประสบการณ์จากหลายสถานที่ หลายมุมมอง และหลายช่วงเวลาไว้ในภาพเดียว

ตัวอย่างจากคอลเล็กชันของ Metropolitan Museum of Art แสดงให้เห็นว่าภาพภูมิทัศน์จีนสามารถเชื่อมจิตรกรรมเข้ากับบทกวีได้โดยตรง เช่น ผลงานในศตวรรษที่ 19 ที่ศิลปิน Li Kui นำบทกวีของหวังเหวยมาประกอบภาพภูเขา สน ลำธาร และบุคคลในภูมิทัศน์ แสดงให้เห็นว่าภาพและภาษาไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาดในวัฒนธรรมศิลปะจีน (The Metropolitan Museum of Art)

หวงซาน มีบทบาทเด่นชัดในกระบวนการนี้ UNESCO ระบุว่าตั้งแต่สมัยถัง ภูเขาดึงดูดฤๅษี กวี และจิตรกร และในสมัยหมิงภาพหวงซานกลายเป็นหัวข้อสำคัญของจิตรกรรมภูมิทัศน์ จิตรกรอย่าง Jian Jiang, Zha Shibiao, Mei Qing, Xugu และ Shitao ต่างมีความสัมพันธ์กับการสร้างภาพภูเขาในบริบทนี้ 

หลูซาน ทำหน้าที่อีกแบบหนึ่ง ภูเขาไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบทางทัศนศิลป์ แต่เป็นพื้นที่ที่ศาสนา ปรัชญา การศึกษา และวรรณกรรมพัฒนาซ้อนกัน UNESCO จึงมองว่าหลูซานเป็นตัวแทนสำคัญของวัฒนธรรมภูมิทัศน์จีน และเป็นตัวอย่างของการผสมผสานธรรมชาติเข้ากับชีวิตทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม 

เมื่อนำสองภูเขามาวางร่วมกัน เราจึงเห็นความหมายของคำว่า “ภูเขาในวัฒนธรรมจีน” ชัดขึ้น หวงซานช่วยอธิบาย การมอง ส่วนหลูซานช่วยอธิบาย การคิดและการเขียน และทั้งคู่แสดงให้เห็นว่าภูมิประเทศสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำทางวัฒนธรรมได้อย่างไร

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

สำหรับ หวงซาน หากต้องการสัมผัสภูมิทัศน์ในแบบที่สัมพันธ์กับจิตรกรรมจีน ควรให้ความสำคัญกับจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ยอดหิน ต้นสน และบริเวณที่สามารถมองเห็นยอดเขาซ้อนกันหลายระดับ จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ยอดเขา จึงไม่จำเป็นต้องพยายามเดินเก็บทุกจุดภายในวันเดียว สิ่งที่ควรทำคือหยุดดูภูเขาให้นานขึ้น ลองสังเกตว่าหมอกทำให้ยอดเขาด้านหน้าและด้านหลังแยกออกจากกันอย่างไร ต้นสนช่วยสร้างเส้นนำสายตาอย่างไร และเมื่อมีคนเดินอยู่บนทางภูเขา ขนาดของมนุษย์เมื่อเทียบกับหน้าผาเปลี่ยนความรู้สึกของภาพอย่างไร นี่คือการ “อ่านภูมิทัศน์” แบบเดียวกับที่เราสามารถใช้ดูภาพซานสุ่ย หากมีเวลา ควรพักบนหวงซานอย่างน้อยหนึ่งคืน เพราะช่วงเช้า เย็น กลางวัน และหลังฝนให้บุคลิกของภูเขาต่างกันมาก นักท่องเที่ยวที่ขึ้นและลงในวันเดียวสามารถเที่ยวได้ แต่จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกับกระเช้า การเดิน และรถรับส่ง ทำให้มีเวลาหยุดชมภูมิทัศน์น้อยลง

สำหรับ หลูซาน ควรจัดลำดับต่างออกไป เพราะพื้นที่มีทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม นักเดินทางที่สนใจวรรณกรรมควรให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์น้ำตกและจุดที่สัมพันธ์กับกวีและนักคิด ส่วนผู้สนใจประวัติศาสตร์ควรพิจารณา White Deer Cave Academy และ Donglin Temple ควบคู่กับพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ควรพยายามเก็บหลูซานทุกแห่งในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะ UNESCO ระบุว่าพื้นที่อุทยานมรดกโลกมีขนาดกว่า 30,000 เฮกตาร์ และองค์ประกอบสำคัญกระจายอยู่หลายส่วน 

อีกประสบการณ์ที่น่าสนใจคือ การนำภาพจิตรกรรมภูเขาจีนติดไว้ในโทรศัพท์สักสองสามภาพ แล้วลองเปรียบเทียบกับภูมิประเทศจริง ไม่ใช่เพื่อหาว่า “จิตรกรวาดจากตรงไหน” แต่เพื่อสังเกตว่าศิลปินเลือกตัดทอน ขยาย หรือจัดองค์ประกอบธรรมชาติอย่างไร วิธีนี้ทำให้การเที่ยวภูเขากลายเป็นการเรียนรู้ศิลปะไปพร้อมกัน

เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว

หวงซาน เที่ยวได้ตลอดปี แต่บุคลิกของภูเขาเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิมีความชื้นและบรรยากาศสดชื่น ฤดูร้อนเขียวชอุ่มแต่มีฝนและนักท่องเที่ยวมาก ฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อนข้างสบายและเหมาะกับการเดิน ส่วนฤดูหนาวสามารถพบหิมะ น้ำแข็ง และภูมิทัศน์อีกแบบหนึ่ง แต่ต้องเตรียมอุปกรณ์และตรวจสอบการเปิดเส้นทางอย่างละเอียด สำหรับคนที่ต้องการถ่ายภาพ “ทะเลเมฆ” สิ่งสำคัญกว่าฤดูกาลเพียงอย่างเดียวคือสภาพอากาศในแต่ละวัน เมฆ หมอก ความชื้น ลม และอุณหภูมิสามารถเปลี่ยนภาพตรงหน้าอย่างรวดเร็ว จึงไม่ควรวางแผนโดยคาดหวังว่าจะเห็นทะเลเมฆแน่นอน หวงซาน เป็นภูเขาที่เดินมาก แม้ใช้กระเช้าแล้วก็ยังมีบันไดหินจำนวนมาก ทางบางช่วงชันและมีการขึ้นลงต่อเนื่อง นักเดินทางทั่วไปควรเผื่อ 1–2 วัน ส่วนผู้สูงวัยควรลดจำนวนจุดชมวิวและเลือกเส้นทางใกล้สถานีกระเช้ามากขึ้น

หลูซาน เหมาะกับฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง โดยฤดูร้อนมีประวัติเป็นพื้นที่พักอากาศจากความร้อน แต่ช่วงฝนต้องระวังทางเดินลื่น หมอก และทัศนวิสัย ส่วนฤดูหนาวอากาศเย็นและสภาพบางเส้นทางอาจเปลี่ยนแปลง หากเน้นทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ควรเผื่อหลูซานประมาณ 2 วันมากกว่าการเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ เพราะสถานที่สำคัญไม่ได้อยู่ในจุดเดียว และการเดินทางภายในพื้นที่ต้องใช้เวลา

ทั้งสองแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ควรหลีกเลี่ยงวันหยุดยาวของจีนหากต้องการชมภูเขาอย่างสงบ ระบบจองบัตร รถรับส่ง กระเช้า การปิดยอดเขา และเวลาเปิดสถานที่สามารถเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและสภาพอากาศ จึง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งทางการ ก่อนเดินทาง

สรุปบทส่งท้าย

ภูเขาในวัฒนธรรมจีน ไม่ได้มีคุณค่าเพราะสูงใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่สำคัญเพราะมนุษย์ใช้ภูเขาเป็นพื้นที่สำหรับมองโลก คิด เขียน วาดภาพ และตั้งคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งของตนเองท่ามกลางธรรมชาติ หวงซานแสดงเรื่องนี้ผ่านยอดหินแกรนิต ต้นสน และทะเลเมฆ ภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงตามแสงและหมอกทำให้ภูเขากลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินหลายยุค UNESCO ยืนยันถึงบทบาทของหวงซานต่อประวัติศาสตร์ศิลปะและวรรณกรรมจีนอย่างชัดเจน ขณะที่หลูซานแสดงอีกด้านหนึ่งของภูเขาวัฒนธรรม เพราะธรรมชาติ วัด สำนักศึกษา ปรัชญา และบทกวีถูกสะสมอยู่ในพื้นที่เดียวกันจนกลายเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่มีชีวิต เมื่อเราเข้าใจแนวคิด Shanshui หรือ “ภูเขาและสายน้ำ” การเที่ยวภูเขาจีนก็จะเปลี่ยนไป เราอาจหยุดถามว่าจุดไหนถ่ายรูปสวยที่สุด แล้วเริ่มสังเกตว่าเหตุใดหมอกจึงทำให้ภูเขาดูลึกขึ้น เหตุใดต้นสนต้นเล็กบนหน้าผาจึงดึงสายตา หรือเหตุใดจิตรกรจีนจึงมักวาดมนุษย์ให้เล็กมากเมื่อเทียบกับภูเขา ภูเขาจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่มนุษย์ต้องพิชิต แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เรียนรู้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและข้อจำกัดของตนเอง

#MountainChina101 #MountainChina10105 #ChineseMountains #Shanshui #ภูเขาจีน #หวงซาน #หลูซาน #MountHuangshan #MountLushan #จิตรกรรมจีน #บทกวีจีน #ศิลปะจีน #เที่ยวจีน #TravelChina #iok2uTravel

.

-------------------------

ที่มา

-

รวบรวมข้อมูลและรูป

www.iok2u.com

-------------------------

ดูเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ที่

เที่ยวจีน (Travel China)

เที่ยวรอบโลก (World Travel)

-------------------------

ชมอัลปั้มภาพเพิ่มเติมที่

.

xxx

yyy

.

-------------------------

 

 

ขอต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์
www.iok2u.com
แหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อคุณ

เว็บไซต์ www.iok2u.com นี้เกิดมาจาก แรงบันดาลใจในภาพยนต์เรื่อง Pay It Forward โดยมีเป้าหมายเล็ก ๆ ที่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนสัมมนาหรืออบรมในแต่ละครั้ง จะนำความรู้มาจัดทำเป็นบทความอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อมาลงในเว็บนี้
ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาทำการถ่ายทอดต่อไป และหวังว่าจะมีคนมาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์นำเอาไปใช้ได้ หากใครคิดว่ามันมีประโยชน์ก็สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลย โดยอาจไม่ต้องอ้างอิงที่มาหรือมาตอบแทนผู้จัด แต่ขอให้ส่งต่อหากคิดว่ามันดีหรือมีประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดความรู้และสิ่งดี ๆ ต่อไปข้างหน้าต่อไป Pay It Forward