แนวคิดและทฤษฎี Michael E. Porter เกี่ยวข้องกับ 4M อย่างไร

ปัจจัยในกระบวนการผลิต 4 ด้าน ( 4M in Production Process)
แนวคิดและทฤษฎี Michael E. Porter เกี่ยวข้องกับ 4M อย่างไร?
เมื่อกล่าวถึง Michael E. Porter คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเรื่องกลยุทธ์การแข่งขัน เช่น Five Forces, Value Chain และ Competitive Advantage ขณะที่เมื่อกล่าวถึง 4M – Man, Machine, Material และ Method เรามักนึกถึงโรงงาน การควบคุมกระบวนการผลิต การวิเคราะห์ปัญหา และการปรับปรุงคุณภาพ เมื่อมองผิวเผิน แนวคิดทั้งสองอาจดูเหมือนอยู่คนละระดับ แต่ในความเป็นจริงสามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับองค์กรการผลิต
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ Michael E. Porter ไม่ได้เป็นผู้คิดหรือเสนอทฤษฎี 4M ดังนั้นจึงไม่ควรกล่าวว่า 4M เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎี Porter โดยตรง การเชื่อมโยงที่เหมาะสมคือ Porter = มองว่าองค์กรควรแข่งขันอย่างไร และกิจกรรมใดสร้างความได้เปรียบ ขณะที่ 4M = มองว่าภายในกิจกรรมนั้น ต้องควบคุมคน เครื่องจักร วัตถุดิบ และวิธีการอย่างไร กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ Porter กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ ส่วน 4M ช่วยทำให้กลยุทธ์นั้นเกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการ
Michael E. Porter กับแนวคิด Competitive Advantage
หัวใจสำคัญของแนวคิด Porter คือการสร้าง Competitive Advantage หรือความได้เปรียบในการแข่งขัน ความได้เปรียบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะองค์กรมีขนาดใหญ่หรือมีเทคโนโลยีทันสมัย แต่เกิดจากการที่องค์กรสามารถดำเนินกิจกรรมบางอย่างในลักษณะที่สร้างคุณค่าหรือมีต้นทุนแตกต่างจากคู่แข่ง
แนวคิด Value Chain ของ Porter จึงแยกองค์กรออกเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เห็นว่าแหล่งที่มาของความได้เปรียบอยู่ตรงไหน เช่น กิจกรรมใดช่วยลดต้นทุน กิจกรรมใดช่วยสร้างความแตกต่าง และกิจกรรมใดสามารถสร้างคุณค่าแก่ลูกค้าได้มากกว่า เมื่อเชื่อมแนวคิดนี้กับ 4M คำถามจึงเปลี่ยนจาก “องค์กรจะสร้างความได้เปรียบจากกิจกรรมใด?” ไปเป็นคำถามต่อว่า “Man, Machine, Material และ Method ในกิจกรรมนั้นต้องถูกบริหารอย่างไร จึงจะทำให้ความได้เปรียบนั้นเกิดขึ้นจริง?”
นี่คือจุดเชื่อมที่สำคัญที่สุดระหว่าง Porter กับ 4M Value Chain ของ Porter คือสะพานเชื่อม 4M ที่ชัดเจนที่สุด แนวคิด Value Chain มององค์กรเป็นชุดของกิจกรรมที่ร่วมกันสร้างคุณค่า โดยแบ่งออกเป็นกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน ในกิจกรรมหลักมีตั้งแต่ Inbound Logistics, Operations, Outbound Logistics, Marketing & Sales และ Service ส่วนกิจกรรมสนับสนุนเกี่ยวข้องกับ Infrastructure, Human Resource Management, Technology Development และ Procurement หากนำมามองในบริบทโรงงาน จะเห็นว่า 4M แทรกอยู่แทบทุกกิจกรรมใน Value Chain
ตัวอย่าง
Inbound Logistics
Material มีความสำคัญมาก เพราะต้องควบคุม Supplier, Incoming Quality, Inventory และ Storage
Machine อาจเป็น Forklift, Conveyor, Barcode Scanner หรือระบบคลังสินค้า
Man คือพนักงานรับสินค้าและคลัง
Method คือ FIFO, FEFO, Receiving Procedure และ Inspection Standard
ดังนั้น Value Chain บอกเราว่า Inbound Logistics เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สร้างคุณค่า ส่วน 4M บอกเราว่า กิจกรรมนี้ต้องบริหารอะไรบ้างจึงจะมีประสิทธิภาพ Porter มอง “กิจกรรม” ส่วน 4M มอง “ทรัพยากรภายในกิจกรรม” นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์
สมมติเรามี Process หนึ่งใน Value Chain คือ
Operations – การผลิตสินค้า
Porter จะสนใจว่า Operations นี้ช่วยให้องค์กรมีต้นทุนต่ำหรือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างไร
แต่เมื่อเข้ามาที่หน้างาน เราต้องถามต่อว่า
Man: คนมี Skill เพียงพอหรือไม่?
Machine: เครื่องจักรมี OEE และ Reliability ดีหรือไม่?
Material: วัตถุดิบมีคุณภาพสม่ำเสมอหรือไม่?
Method: วิธีการผลิตเป็น Standard และควบคุมได้หรือไม่?
ดังนั้นสามารถมองความสัมพันธ์ได้ว่า
Strategic Activity → 4M → Operational Performance → Competitive Advantage
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: โรงงานต้องการแข่งขันด้วย “ต้นทุนต่ำ”
สมมติโรงงานแห่งหนึ่งต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน การลดต้นทุนไม่ได้หมายถึงเพียงการกดราคาจาก Supplier หรือการลดจำนวนพนักงาน
เราสามารถใช้ Value Chain เพื่อถามก่อนว่า ต้นทุนเกิดจากกิจกรรมใดมากที่สุด?
สมมติพบว่า Operations มีต้นทุนสูงเพราะ Scrap, Downtime และ Rework จากนั้นนำ 4M เข้าไปวิเคราะห์
Man: พนักงานมี Skill ไม่เท่ากัน ทำให้ Defect แตกต่างกัน
Machine: เครื่องหยุดบ่อย ทำให้ OEE ต่ำ
Material: Incoming Defect สูง ทำให้ Scrap เพิ่ม
Method: Setup Standard ไม่ชัด ทำให้ Changeover ใช้เวลานาน
เมื่อแก้ 4M ได้ ต้นทุนของกิจกรรม Operations ก็ลดลง
ผลลัพธ์คือ 4M Improvement → Cost Reduction → Value Chain ดีขึ้น → Cost Advantage
นี่คือตัวอย่างว่ากลยุทธ์ตามแนวคิด Porter สามารถถูกแปลงให้กลายเป็นกิจกรรมปรับปรุงหน้างานผ่าน 4M ได้อย่างไร
ตัวอย่างที่สอง: แข่งขันด้วย “คุณภาพและความแตกต่าง”
สมมติอีกโรงงานไม่ได้ต้องการเป็นสินค้าราคาถูกที่สุด แต่ต้องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและมีความน่าเชื่อถือมากกว่าคู่แข่ง
ในกรณีนี้สิ่งที่ต้องสร้างคือ Differentiation 4M สามารถช่วยสร้างความแตกต่างได้เช่นกัน
Man: พัฒนาพนักงานให้มีความเชี่ยวชาญสูง
Machine: ใช้เครื่องจักรที่มี Precision สูงและทำ Calibration อย่างเข้มงวด
Material: เลือก Supplier และวัตถุดิบเกรดสูง
Method: ใช้ Process Control, SPC และ Traceability ที่เข้มแข็ง
ผลที่เกิดขึ้นคือ Defect ต่ำ คุณภาพสม่ำเสมอ และลูกค้าเชื่อมั่น ดังนั้น 4M Excellence → Superior Quality → Customer Value → Differentiation Advantage จะเห็นว่า 4M ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแก้ปัญหาหน้างาน แต่สามารถสนับสนุนกลยุทธ์การแข่งขันได้โดยตรง
Five Forces กับ 4M เกี่ยวข้องกันอย่างไร
อีกแนวคิดสำคัญของ Porter คือ Five Forces ซึ่งใช้วิเคราะห์โครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม ได้แก่ Rivalry among Existing Competitors, Threat of New Entrants, Threat of Substitutes, Bargaining Power of Buyers และ Bargaining Power of Suppliers โดย Five Forces อยู่ในระดับ External Strategic Analysis ส่วน 4M อยู่ในระดับ Internal Operational Management
ตัวอย่างเช่น หาก Five Forces บอกว่า Supplier มี Bargaining Power สูง องค์กรอาจต้องลดความเสี่ยงจาก Supplier 4M โดยเฉพาะ Material จึงเข้ามาช่วย เช่น สร้าง Approved Supplier หลายราย, พัฒนา Alternative Material, สร้าง Supplier Development, ควบคุม Safety Stock, สร้าง Traceability ดังนั้น Five Forces บอกว่า Supplier เป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ 4M ช่วยบอกว่าเราจะบริหาร Material อย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงนั้น
ตัวอย่าง: Supplier มีอำนาจต่อรองสูง
สมมติโรงงานใช้วัตถุดิบพิเศษจาก Supplier เพียงรายเดียว เมื่อ Supplier ขึ้นราคา 15% โรงงานแทบไม่มีทางเลือก
Five Forces จะมองว่า Bargaining Power of Suppliers = สูง แต่การแก้ปัญหาในระดับปฏิบัติอาจใช้ Material Management เช่น
Qualification Supplier รายใหม่, ทดสอบ Alternative Material, ปรับ Specification โดยไม่ลด Product Performance, ลด Material Waste, เพิ่ม Material Yield, สร้าง Dual Sourcing เมื่อทำสำเร็จ อำนาจต่อรองของ Supplier ต่อองค์กรก็ลดลง นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ Strategic Analysis → Operational Action
Rivalry สูง ยิ่งต้องบริหาร 4M ให้แข็งแรง
ถ้าอุตสาหกรรมมีการแข่งขันรุนแรง คู่แข่งจำนวนมาก สินค้าใกล้เคียงกัน และลูกค้าเปลี่ยนผู้ขายได้ง่าย บริษัทไม่สามารถพึ่งการขึ้นราคาเพื่อสร้างกำไรได้ง่าย ความสามารถในการบริหาร Operations จึงยิ่งสำคัญ ในสถานการณ์นี้ 4M สามารถช่วยลด
Defect
Downtime
Lead Time
Inventory
Scrap
Energy Consumption
Rework
เมื่อ Loss เหล่านี้ลดลง บริษัทสามารถแข่งขันด้านต้นทุนและการส่งมอบได้ดีขึ้น ดังนั้น Five Forces ช่วยให้เราเห็นว่า “สนามการแข่งขันกดดันเรามากแค่ไหน” ส่วน 4M ช่วยตอบว่า “ภายในโรงงานเราต้องแข็งแรงขึ้นตรงไหน”
Porter Value Chain กับ Man
ใน Value Chain มีเรื่อง Human Resource Management เป็นหนึ่งในกิจกรรมสนับสนุน ขณะที่ 4M ให้ความสำคัญกับ Man โดยตรง ความเชื่อมโยงนี้เห็นได้ชัดมาก หากกลยุทธ์ต้องการสร้างสินค้าคุณภาพสูง แต่พนักงานไม่มี Skill ที่เหมาะสม กลยุทธ์นั้นก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ องค์กรจึงต้องแปลง Strategic Requirement มาเป็น Competency Requirement
ตัวอย่าง
กลยุทธ์ → Smart Manufacturing จึงต้องการ
Operator → Digital Literacy
Maintenance → Predictive Maintenance
Engineer → Data Analytics
Quality → SPC / Data Analysis
Manager → Data-Driven Decision Making
นี่คือการทำให้ Human Resource Strategy เชื่อมกับ Man ใน 4M
Porter Value Chain กับ Machine
Technology Development เป็นกิจกรรมสนับสนุนหนึ่งของ Value Chain และ Operations เป็นกิจกรรมหลัก ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีและเครื่องจักรมีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
ตัวอย่างโรงงานสองแห่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน
โรงงาน A OEE = 65%, Breakdown สูง, Manual Inspection, Energy Consumption สูง
โรงงาน B OEE = 88%, Predictive Maintenance, Automated Inspection, Energy Monitoring
แม้จะขายสินค้าในตลาดเดียวกัน แต่ Cost Structure และ Delivery Reliability ย่อมแตกต่างกัน Machine จึงสามารถกลายเป็นแหล่งของ Competitive Advantage ได้ หากองค์กรบริหาร Technology และ Reliability ได้ดีกว่าคู่แข่ง
Porter Value Chain กับ Material
Value Chain มีทั้ง Inbound Logistics และ Procurement ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหา การรับ และการบริหาร Input อย่างชัดเจน
นี่คือพื้นที่ที่เชื่อมกับ Material มากที่สุด องค์กรที่จัดการ Material ได้ดีสามารถสร้างความได้เปรียบหลายด้าน เช่น
ลด Purchase Cost
ลด Inventory
ลด Defect
ลด Stockout
ลด Lead Time
เพิ่ม Traceability
เพิ่ม Supplier Reliability
ตัวอย่างบริษัทหนึ่งอาจซื้อ Material แพงกว่าคู่แข่ง 3% แต่มี Material Yield สูงกว่า 10% ต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปอาจกลับต่ำกว่า นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรใช้เพียง Purchase Price เป็นตัวตัดสิน Material Strategy
Porter Value Chain กับ Method
Method เชื่อมกับแทบทุกกิจกรรมใน Value Chain เพราะวิธีที่องค์กรดำเนินกิจกรรมจะส่งผลต่อต้นทุนและคุณค่าที่สร้างขึ้น การมอง Value Chain ในลักษณะของระบบกิจกรรมจึงมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการออกแบบกระบวนการและมาตรฐานการปฏิบัติงาน
ตัวอย่าง
บริษัท A ใช้ Changeover 90 นาที
บริษัท B ใช้ SMED ลดเหลือ 20 นาที
บริษัท B จึงสามารถผลิต Lot เล็กกว่า ตอบสนองลูกค้าเร็วกว่า และลด Inventory
Method ที่ดีกว่าจึงไม่ได้สร้างเพียง Productivity แต่สามารถกลายเป็น Strategic Capability
ตารางสรุปการเชื่อมโยง Porter กับ 4M
|
4M |
แนวคิด Porter ที่เชื่อมโยงได้ |
ผลเชิงกลยุทธ์ |
|---|---|---|
|
Man |
HR Management, Value Chain |
Skill, Productivity, Innovation |
|
Machine |
Operations, Technology Development |
Cost, Quality, Speed, Reliability |
|
Material |
Procurement, Inbound Logistics, Supplier Power |
Cost, Quality, Supply Risk |
|
Method |
Operations, Activity System, Value Chain |
Standardization, Efficiency, Differentiation |
สิ่งสำคัญคือ ตารางนี้เป็น การประยุกต์เชื่อมกรอบคิด ไม่ใช่การกล่าวว่า Porter เป็นผู้กำหนดความสัมพันธ์ดังกล่าวไว้โดยตรง
Porter มองกิจกรรมที่เชื่อมกัน ไม่ใช่การปรับปรุงจุดเดียว
จุดหนึ่งที่น่าสนใจมากของแนวคิด Value Chain คือ Competitive Advantage ไม่ได้ขึ้นกับกิจกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับวิธีที่กิจกรรมต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน หลักนี้คล้ายกับสิ่งที่เราได้เรียนรู้ใน 4M
ถ้า Man ดี แต่ Machine ไม่พร้อม → ผลผลิตยังไม่ดี
Machine ดี แต่ Material ไม่สม่ำเสมอ → คุณภาพยังแกว่ง
Material ดี แต่ Method ไม่ชัด → ผลผลิตยังแตกต่างกัน
ดังนั้นความสามารถในการแข่งขันไม่ได้เกิดจากการมี M ตัวใด “ดีที่สุด” แต่เกิดจาก Fit and Integration ของทั้งระบบ
ตัวอย่างโรงงานที่ซื้อเครื่องจักรทันสมัยแต่ยังแข่งขันไม่ได้
สมมติโรงงานลงทุนซื้อ Automation 50 ล้านบาท เพราะเชื่อว่าเครื่องจักรใหม่จะสร้าง Productivity Machine ใหม่มีความเร็วสูงมาก แต่หลังใช้งานพบว่า OEE เพียง 55% เมื่อวิเคราะห์พบว่า
Man: Operator ยังไม่เข้าใจระบบ Automation
Material: Supplier ส่ง Material Variation สูง
Method: Setup Procedure ยังเป็นวิธีจากเครื่องเก่า
Machine: เครื่องใหม่จึงไม่สามารถวิ่งด้วย Speed ที่ออกแบบไว้
นี่คือตัวอย่างว่าการลงทุนใน Machine เพียงตัวเดียวไม่สามารถสร้าง Competitive Advantage ได้ หาก 4M ไม่สอดคล้องกัน
จากมุม Porter ความได้เปรียบเกิดจากระบบกิจกรรม ไม่ใช่สินทรัพย์เดี่ยวเพียงชิ้นเดียว
จากมุม 4M เราสามารถพูดได้ว่า
Competitive Machine ต้องมี Competitive 4M System รองรับ
จาก Competitive Strategy สู่ Operational Excellence
เราสามารถวางลำดับแนวคิดได้ดังนี้
Industry Analysis ใช้ Five Forces เพื่อเข้าใจตลาดและการแข่งขัน
↓
Competitive Strategy กำหนดว่าองค์กรจะสร้างคุณค่าและแข่งขันในลักษณะใด
↓
Value Chain ระบุกิจกรรมที่ต้องสร้างความได้เปรียบ
↓
4M Management บริหาร Man, Machine, Material และ Method ในกิจกรรมสำคัญ
↓
KPI วัดว่ากระบวนการทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่
↓
PDCA / Continuous Improvement ปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
↓
Competitive Advantage สร้างคุณค่าที่ลูกค้าต้องการด้วยระบบที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
นี่คือภาพรวมที่ทำให้แนวคิดเชิงกลยุทธ์และการบริหารโรงงานเชื่อมต่อกัน
ตัวอย่างครบวงจร: โรงงานต้องการส่งสินค้าเร็วที่สุดในตลาด สมมติบริษัทกำหนดจุดแข่งขันว่า “ผลิตตามคำสั่งและจัดส่งได้เร็วกว่าคู่แข่ง” นี่คือ Strategic Positioning เมื่อวิเคราะห์ Value Chain พบกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ Inbound Logistics, Operations, Outbound Logistics จากนั้นใช้ 4M วิเคราะห์
Man: ต้องเป็น Multi-Skill เพื่อสลับ Product ได้เร็ว
Machine: ต้องมี OEE สูงและ Breakdown ต่ำ
Material: ต้องมี Material Availability และ Supplier Lead Time ที่เหมาะสม
Method: ต้องลด Changeover และใช้ Standard Work
จากนั้นกำหนด KPI เช่น
OEE ≥ 85%
Changeover < 20 นาที
Material Availability ≥ 99%
On-Time Delivery ≥ 98%
Lead Time < 2 วัน
เมื่อ KPI ผิดเป้า ใช้ 4M + Fishbone + 5 Why + PDCA เพื่อปรับปรุง
ในที่สุดกลยุทธ์คำว่า “ส่งเร็ว” จึงกลายเป็นสิ่งที่วัดและบริหารได้จริง นี่คือการเชื่อม Strategy กับ Execution
4M ทำให้กลยุทธ์ลงมาถึงหน้างาน
ปัญหาสำคัญของหลายองค์กรคือกลยุทธ์อยู่ในห้องประชุม แต่หน้างานไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรแตกต่างจากเดิม เช่น ผู้บริหารประกาศ “ปีนี้เราจะเป็นผู้นำด้านคุณภาพ” แต่หน้างานยังใช้ Machine เดิมที่ไม่มี Calibration, Material Variation สูง, WI ไม่ Update, พนักงานไม่ได้ Training กลยุทธ์จึงไม่สามารถเกิดขึ้นจริง
หากใช้ 4M เราสามารถแปลงคำว่า Quality Leadership ให้เป็น Action ได้
Man → Competency ≥ 95%
Machine → Calibration 100%
Material → Incoming Defect < 300 PPM
Method → Process Compliance ≥ 98%
นี่คือประโยชน์สำคัญของการใช้ 4M เป็น Execution Framework
จาก 4M สู่ Sustainable Competitive Advantage
การสร้าง Competitive Advantage ที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจาก Improvement Project เพียงครั้งเดียว หากคู่แข่งสามารถซื้อเครื่องจักรแบบเดียวกัน ซื้อ Material จาก Supplier เดียวกัน หรือจ้าง Consultant คนเดียวกันได้ ความได้เปรียบอาจหายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เลียนแบบได้ยากกว่าคือ ระบบการทำงานขององค์กร เช่น วัฒนธรรมการแก้ปัญหา, ความรู้ของบุคลากร, มาตรฐานการทำงาน, Supplier Relationship, Data Discipline, Continuous Improvement, การเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรม นี่คือจุดที่ 4M Management System สามารถสนับสนุน Strategic Advantage ในระยะยาวได้
Porter + 4M + PDCA
หากต้องการนำแนวคิดทั้งหมดไปใช้จริง สามารถสร้างวงจรได้ดังนี้
Plan – Porter วิเคราะห์ Five Forces, กำหนด Competitive Strategy, วิเคราะห์ Value Chain, เลือก Strategic Activities ที่สำคัญ
Do – 4M พัฒนา Man, เพิ่มประสิทธิภาพ Machine, ควบคุม Material, สร้าง Method ที่เป็นมาตรฐาน
Check – KPI, วัด Quality, วัด Productivity, วัด Cost, วัด Delivery, วัด 4M KPI
Act – Improvement, Fishbone, 5 Why, Corrective Action, Kaizen, Change Management, Standardization
แล้วกลับไปสู่ Plan ใหม่ นี่คือการเชื่อม Strategy → Operation → Measurement → Improvement ให้กลายเป็นระบบเดียวกัน
สิ่งที่ต้องระวังในการเชื่อม Porter กับ 4M สิ่งสำคัญคืออย่าเขียนหรือสอนว่า “Michael Porter เสนอทฤษฎี 4M” เพราะไม่ถูกต้อง ควรใช้คำว่า “สามารถประยุกต์แนวคิดของ Michael E. Porter ร่วมกับกรอบ 4M เพื่อเชื่อมกลยุทธ์การแข่งขันกับการบริหารกระบวนการผลิต” หรือ “4M สามารถใช้เป็น Operational Framework เพื่อสนับสนุน Competitive Strategy และ Value Chain ขององค์กร” ข้อความเหล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์ได้ถูกต้องกว่า
Michael E. Porter กับ 4M อยู่คนละระดับของการบริหาร แต่สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Porter ช่วยตอบว่า องค์กรอยู่ในสภาพการแข่งขันแบบใด? กิจกรรมใดสร้างคุณค่า? เราควรสร้างความได้เปรียบจากตรงไหน? ขณะที่ 4M ช่วยตอบว่า คนต้องมีความสามารถอะไร? เครื่องจักรต้องมีประสิทธิภาพเพียงใด? วัตถุดิบต้องถูกควบคุมอย่างไร? วิธีการทำงานต้องถูกออกแบบอย่างไร? เมื่อรวมทั้งสองแนวคิด เราจึงสามารถมองเห็นตั้งแต่ระดับ Market → Strategy → Value Chain → Process → 4M → KPI → Improvement → Customer Value และสามารถสรุปความสัมพันธ์ได้ว่า Porter บอกว่า “Where to Compete & How to Create Value” ส่วน 4M ช่วยทำให้ “How to Execute” เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ดังนั้นองค์กรที่ต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ไม่ควรมีเพียงกลยุทธ์ที่ดี แต่ต้องมีระบบปฏิบัติการที่สามารถทำให้กลยุทธ์นั้นเกิดขึ้นจริง
Competitive Advantage ไม่ได้เกิดขึ้นบนกระดาษกลยุทธ์ แต่เกิดขึ้นทุกวันที่คน เครื่องจักร วัตถุดิบ และวิธีการ
ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างคุณค่าที่ลูกค้ายอมรับนี่คือจุดที่ Michael E. Porter และ 4M สามารถพบกันได้อย่างลงตัวที่สุด
#MichaelPorter #Porter #4M #ManMachineMaterialMethod #ValueChain #CompetitiveAdvantage #FiveForces #CompetitiveStrategy #ProductionManagement #OperationsManagement #Manufacturing #OperationalExcellence #StrategyExecution #CostLeadership #Differentiation #PDCA #ContinuousImprovement #SmartFactory #บริหารการผลิต #กลยุทธ์ธุรกิจ
.
-------------------------
สนใจเรื่องราวการจัดการธุรกิจเพิ่มเติมคลิกที่นี่
การจัดการธุรกิจ (Business Management)
ปัจจัยในกระบวนการผลิต (Production Process)
-------------------------


