พื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจู: มรดกแห่งอาณาจักรชิลลาอันรุ่งเรืองและงานพุทธศิลป์อมตะ
พื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจู (Gyeongju Historic Areas) ตั้งอยู่ในเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) เป็นแหล่งมรดกโลกที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปีคริสต์ศักราช 2000 (พุทธศักราช 2543) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะ "พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง" (museum without walls) อันเนื่องมาจากการเป็นแหล่งรวมศิลปะพุทธศาสนาและโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมเกาหลีอันโดดเด่นจากราชวงศ์ชิลลา (Silla dynasty) ที่เคยรุ่งเรืองเป็นเวลาร่วมหนึ่งพันปี ตั้งแต่ 57 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณพุทธศักราช 486) ถึงคริสต์ศักราช 935 (พุทธศักราช 1478)แหล่งมรดกแห่งนี้เป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ศาสนา และโครงสร้างทางสังคมของอาณาจักรชิลลา พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองแบ่งออกเป็น 5 เขตย่อยที่แตกต่างกัน โดยแต่ละเขตประกอบด้วยอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของเกาหลีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 10 (พุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 15) ปัจจุบัน พื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจูทั้งหมดได้รับการกำหนดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Protection Act) และยังเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งจำกัดการพัฒนาใดๆ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของภูมิทัศน์และโบราณสถาน
คุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value)
พื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจูได้รับการยกย่องให้มีคุณค่าสากลอันโดดเด่น (Outstanding Universal Value) และได้ถูกขึ้นทะเบียนภายใต้เกณฑ์สองข้อหลักของ UNESCO ดังนี้:
-
เกณฑ์ (ii): พื้นที่นี้ประกอบด้วยตัวอย่างอันโดดเด่นของศิลปะพุทธศาสนาเกาหลีจำนวนมาก รวมถึงประติมากรรม ภาพนูนต่ำ เจดีย์ และซากปรักหักพังของวัดวาอารามและพระราชวัง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสถาปัตยกรรมทั้งทางพุทธศาสนาและทางโลกในเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 10 (พุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 15) งานศิลปะเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและเทคนิคเชิงช่างของยุคชิลลา
-
เกณฑ์ (iii): โบราณสถานและอนุสาวรีย์ในและรอบเมืองคยองจูเป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นถึงความสำเร็จทางวัฒนธรรมของราชวงศ์ชิลลา ซึ่งปกครองคาบสมุทรเกาหลีมาเกือบหนึ่งพันปี ในฐานะที่เป็นแหล่งมรดกแบบอนุกรม (serial property) แต่ละพื้นที่ย่อยได้ร่วมกันถ่ายทอดคุณค่าของเมืองคยองจูในฐานะเมืองหลวง โดยนำเสนอหลักฐานของวัฒนธรรมชิลลาทั้งหมด ทั้งในด้านผังเมือง โครงสร้างทางสังคม และวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น
คุณค่าสากลอันโดดเด่นของพื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจูจึงอยู่ที่บทบาทในการเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เก็บรักษาโบราณวัตถุและซากปรักหักพังจำนวนมหาศาลจากราชวงศ์ชิลลา ซึ่งสะท้อนถึงวิวัฒนาการทางศิลปะ ศาสนา และอารยธรรมบนคาบสมุทรเกาหลีได้อย่างสมบูรณ์
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ราชวงศ์ชิลลา (Silla dynasty) ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 57 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณพุทธศักราช 486) และปกครองเกาหลีมาอย่างยาวนานจนถึงคริสต์ศักราช 935 (พุทธศักราช 1478) โดยมีเมืองคยองจูเป็นเมืองหลวงตลอดช่วงเวลาอันรุ่งเรืองนี้ พื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจูเป็นแหล่งรวมของหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 เขตย่อย ได้แก่
-
เขตนัมซาน (Mount Namsan Belt): เขตนี้เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 2,650 เฮกตาร์ (hectares) เป็นที่ตั้งของซากปรักหักพังของวัด 122 แห่ง, รูปสลักหิน 53 ชิ้น, เจดีย์หิน 64 องค์, และโคมไฟหิน 16 ชิ้น นอกจากนี้ยังพบหลักฐานทางวัฒนธรรมก่อนพุทธศาสนา อาทิ ศาสนสถานของลัทธินับถือธรรมชาติและวิญญาณ โบราณสถานที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ซากป้อมปราการภูเขานัมซาน (Namsan Mountain Fortress) และสระซอชุลจี (Seochulji Pond)
-
เขตวอลซอง (Wolseong Belt): เขตนี้เป็นที่ตั้งของซากพระราชวังวอลซอง (Wolseong palace) ซึ่งเป็นพระราชวังโบราณอันเป็นหัวใจของการปกครองชิลลา นอกจากนี้ยังมีป่าเกริม (Gyerim woodland) และสระอนัปจี (Anapji Pond) หรือที่รู้จักกันในชื่อพระราชวังดงกุงและสระวอลจี (Donggung Palace and Wolji Pond) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังอิมแฮจอน (Imhaejeon Palace) และหอดูดาวชอมซองแด (Cheomseongdae Observatory) ซึ่งเป็นหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออก โดยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และสถาปัตยกรรมในยุคชิลลา
-
เขตสุสานหลวง (Tumuli Park Belt/Daereungwon): เขตนี้ประกอบด้วยกลุ่มสุสานหลวงสามแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเนินดินหรือโดมขนาดใหญ่ การขุดค้นทางโบราณคดีได้เผยให้เห็นโบราณวัตถุฝังศพอันล้ำค่า เช่น ทองคำ เครื่องแก้ว และเครื่องปั้นดินเผา ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือ สุสานม้าสวรรค์ (Heavenly Horse Tomb หรือ Cheonmachong) ซึ่งเปิดให้สาธารณชนเข้าชม หลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูลอันล้ำค่าเกี่ยวกับประเพณีการฝังศพและศิลปะของราชวงศ์ชิลลา
-
เขตฮวังนยงซา (Hwangnyongsa Belt): เขตนี้มีซากปรักหักพังของวัดฮวังนยงซา (Hwangnyongsa Temple) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างขึ้นในเกาหลี และวัดบุลฮวังซา (Bunhwangsa Temple) พร้อมเจดีย์หินที่สร้างขึ้นในปีคริสต์ศักราช 634 (พุทธศักราช 1177) สถาปัตยกรรมเหล่านี้แสดงถึงความศรัทธาและความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในยุคชิลลา
-
เขตซันซอง (Sanseong Belt/Fortress Belt): เขตนี้ประกอบด้วยโครงสร้างการป้องกันที่สำคัญ เช่น ป้อมปราการภูเขาเมียงฮวาล (Myeonghwal Mountain Fortress) ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องเมืองหลวงของชิลลาจากศัตรูภายนอก ซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ถึงความสำคัญของการป้องกันประเทศในอดีต
สถานที่เหล่านี้เป็นศูนย์รวมศิลปะพุทธศาสนาเกาหลีจากคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 10 (พุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 15) ซึ่งรวมถึงประติมากรรม ภาพนูนต่ำ และเจดีย์ รวมถึงซากของวัดวาอารามและพระราชวัง ที่ล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรชิลลา
จุดเด่นที่สำคัญ
-
หอดูดาวชอมซองแด (Cheomseongdae Observatory): เป็นหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออก แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ของอาณาจักรชิลลา
-
สุสานม้าสวรรค์ (Heavenly Horse Tomb/Cheonmachong): หนึ่งในสุสานหลวงที่ถูกขุดค้นและเปิดให้สาธารณชนเข้าชม ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่พบจากสุสาน ซึ่งรวมถึงภาพวาดม้าสวรรค์บนอานม้า
-
ซากวัดฮวังนยงซา (Hwangnyongsa Temple Ruins): ครั้งหนึ่งเคยเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองสูงสุดของพุทธศาสนาในยุคชิลลา แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็ยังคงสื่อถึงขนาดและความสำคัญทางสถาปัตยกรรม
-
ภูเขานัมซาน (Mount Namsan): ได้รับการยกย่องให้เป็น "พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากการมีประติมากรรมหิน ภาพสลัก เจดีย์หิน และซากวัดพุทธจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วภูเขา
-
สระอนัปจี (Anapji Pond): เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดงกุงและวอลจี (Donggung Palace and Wolji Pond) ซึ่งเป็นสวนหย่อมในพระราชวังที่ใช้สำหรับการพักผ่อนและงานเลี้ยงของราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามค่ำคืนที่ประดับประดาด้วยแสงไฟ สะท้อนความงดงามของสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์
คู่มือและข้อกำหนดสำหรับผู้เยี่ยมชม
การเยี่ยมชมพื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจู ผู้เยี่ยมชมควรปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อกำหนดเพื่อช่วยในการอนุรักษ์มรดกอันล้ำค่าเหล่านี้:
-
มารยาททั่วไป: ผู้เยี่ยมชมควรแสดงความเคารพต่อสถานที่ ไม่ทิ้งขยะ และหลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังเกินควร เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่สงบและคงความสมบูรณ์ทางประวัติศาสตร์ของสถานที่
-
เส้นทางและโครงสร้าง: โปรดเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ และห้ามสัมผัสหรือปีนป่ายโครงสร้างหรือโบราณวัตถุโบราณโดยเด็ดขาด การกระทำดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้สำหรับคนรุ่นหลัง
-
การถ่ายภาพ: โดยทั่วไปแล้วอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ เช่น สระอนัปจี แต่การใช้โดรนหรืออุปกรณ์ถ่ายภาพทางอากาศอื่นๆ อาจถูกจำกัดหรือต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ การถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าอาจมีข้อจำกัดเช่นกัน
-
ค่าเข้าชมและเวลาทำการ: สถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายแห่งภายในพื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจูมีค่าเข้าชมซึ่งอาจแตกต่างกันไป อาจมีตัวเลือกสำหรับตั๋วรวม (combination tickets) เว็บไซต์ส่วนใหญ่เปิดตลอดทั้งปี แต่เวลาทำการอาจแตกต่างกันไปตามฤดูกาล และบางแห่งอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงหรือปิดให้บริการเพื่อการบำรุงรักษาหรืองานพิเศษ แนะนำให้ตรวจสอบเว็บไซต์การท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการหรือศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นเพื่อข้อมูลล่าสุดก่อนเข้าชม
-
การเข้าถึง: แม้ว่าบางพื้นที่อาจสามารถเข้าถึงได้ แต่บางส่วนของสถานที่ทางประวัติศาสตร์อาจมีพื้นผิวที่ไม่เรียบหรือไม่เอื้อต่อผู้ใช้รถเข็น
-
การพักค้างคืน: นักท่องเที่ยวไม่สามารถพักค้างคืนภายในเขตโบราณสถานได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีที่พักมากมายในเมืองคยองจูและบริเวณโดยรอบ
-
ข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสถานที่:
-
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคยองจู (Gyeongju National Museum): อาจจำกัดจำนวนผู้เข้าชมสำหรับนิทรรศการพิเศษ และอาจมีการแจกจ่ายตั๋วตามเวลาที่กำหนด ค่าเข้าชมทั่วไปมักจะฟรี แต่นิทรรศการพิเศษอาจมีค่าใช้จ่าย พิพิธภัณฑ์มักปิดทำการในวันจันทร์ วันขึ้นปีใหม่ ตรุษเกาหลี (Lunar New Year) และชูซ็อก (Chuseok) และขยายเวลาทำการในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันวัฒนธรรม
-
สระอนัปจี (Anapji Pond/Donggung Palace and Wolji Pond): โดยทั่วไปมีค่าเข้าชมเล็กน้อย แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้า โดยเฉพาะสำหรับการเยี่ยมชมในตอนเย็นเมื่อสระประดับด้วยแสงไฟ ไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้า
-
เขตสุสานหลวง (Tumuli Park): โดยทั่วไปมีค่าเข้าชม ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าชมสุสานที่ถูกขุดค้นบางแห่ง เช่น สุสานม้าสวรรค์ (Cheonmachong)
-
-
ข้อจำกัดในการพัฒนา: พื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจูทั้งหมด รวมถึงพื้นที่ย่อยต่างๆ ได้รับการกำหนดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และเป็นอุทยานแห่งชาติภายใต้กฎหมายอุทยานแห่งชาติ มาตรการเหล่านี้จำกัดการพัฒนาทุกรูปแบบภายในพื้นที่ที่กำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสภาพทางกายภาพและทัศนียภาพ อีกทั้งมีเขตกันชน (buffer zone) ขนาด 500 เมตร (metres) รอบแต่ละพื้นที่ ซึ่งกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตสำหรับการก่อสร้างทั้งหมด
บทสรุป
พื้นที่ประวัติศาสตร์คยองจูเป็นศูนย์รวมแห่งความรุ่งโรจน์ทางวัฒนธรรมของอาณาจักรชิลลา ซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และศิลปะที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางสังคม ศาสนา และสถาปัตยกรรมของเกาหลีได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยคุณค่าสากลอันโดดเด่นที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นพยานหลักฐานของอารยธรรมโบราณเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลกในการทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเพื่ออนาคต
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

