2024 มรดกทางโบราณคดีถ้ำเนียห์ (The Archaeological Heritage of Niah National Park’s Caves Complex)
มรดกทางโบราณคดีถ้ำเนียห์: บทสำรวจอารยธรรมมนุษย์และการปรับตัวสู่ป่าฝนแห่งบอร์เนียว
อุทยานแห่งชาติถ้ำเนียห์ (Niah National Park) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มถ้ำอันเป็นแหล่งมรดกทางโบราณคดีที่สำคัญระดับโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) มรดกแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตมริดี (Miri Division) รัฐซาราวัก (Sarawak) บนเกาะบอร์เนียว (Borneo) ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) มีชื่ออย่างเป็นทางการในทะเบียนยูเนสโกคือ "มรดกทางโบราณคดีถ้ำเนียห์: กลุ่มถ้ำอุทยานแห่งชาติถ้ำเนียห์" (The Archaeological Heritage of Niah National Park’s Caves Complex)
อุทยานแห่งชาตินี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,100 เฮกตาร์ (hectares) ประกอบด้วยป่าดิบชื้นแบบผสม (mixed dipterocarp forest) หินปูนคาร์สต์ (limestone karst formations) และระบบนิเวศใต้ดิน (subterranean ecosystems) กลุ่มถ้ำเนียห์มีความโดดเด่นในฐานะแหล่งบันทึกการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับป่าฝนที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ โดยครอบคลุมช่วงเวลาอย่างน้อย 50,000 ปี ตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน (Pleistocene) ไปจนถึงยุคกลางโฮโลซีน (Mid-Holocene) การบริหารจัดการและคุ้มครองแหล่งมรดกนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ Sarawak Forestry Corporation และ Sarawak Museum Department ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลมาเลเซีย
คุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value)
มรดกทางโบราณคดีถ้ำเนียห์: กลุ่มถ้ำอุทยานแห่งชาติถ้ำเนียห์ ได้รับการยอมรับในคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value) โดยมีพื้นฐานจากเกณฑ์ทางวัฒนธรรมสองข้อ ได้แก่ เกณฑ์ (iii) และ (v)
-
เกณฑ์ (iii): เป็นพยานหลักฐานอันโดดเด่นหรืออย่างน้อยก็พิเศษเฉพาะต่อประเพณีวัฒนธรรม หรืออารยธรรมซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่ได้สาบสูญไปแล้ว
-
กลุ่มถ้ำเนียห์นำเสนอหลักฐานทางโบราณคดีที่ถือเป็นพยานหลักฐานอันยอดเยี่ยมของประเพณีวัฒนธรรมของประชากรยุคก่อนประวัติศาสตร์สองกลุ่มที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน (Pleistocene) จนถึงยุคกลางโฮโลซีน (Mid-Holocene) ซึ่งรวมถึงวิถีชีวิตในป่าฝน ระบบการจัดการป่า (vegeculture) และพิธีกรรมศพที่ซับซ้อน การค้นพบเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อความเข้าใจเรื่องพัฒนาการ การปรับตัว และการกระจายตัวของมนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในบริบทโลก
-
-
เกณฑ์ (v): เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของถิ่นฐานของมนุษย์ การใช้ที่ดิน หรือการใช้ทะเลแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นตัวแทนของวัฒนธรรม (หรือวัฒนธรรมต่างๆ) หรือการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ส่งผลกระทบให้แหล่งนั้นเปราะบาง
-
กลุ่มถ้ำเนียห์ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของถิ่นฐานและการใช้ที่ดินของมนุษย์ในยุคแรกเริ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจากการหาของป่าไปสู่รูปแบบการเกษตรในยุคแรกเริ่ม เช่น การทำนาข้าว การปลูกไม้ยืนต้น (arboriculture) และระบบการจัดการป่า (vegeculture) ความสมบูรณ์ของแหล่งมรดกนี้รับประกันว่าคุณค่าโดดเด่นสากลได้รับการถ่ายทอดอย่างเพียงพอ โดยครอบคลุมทั้งมวลหิน (rock massif) กลุ่มถ้ำ แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ภาพเขียนบนผนังถ้ำ และโลงศพรูปเรือ
-
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม (Historical and Architectural Context)
มรดกทางโบราณคดีถ้ำเนียห์เป็นแหล่งกำเนิดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ ด้วยหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่ย้อนกลับไปประมาณ 40,000 ถึง 50,000 ปีที่แล้ว ถือเป็นแหล่งที่สำคัญระดับโลกและมีความหมายอย่างยิ่งต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคแรกเริ่ม: หลักฐานบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของมนุษย์ในกลุ่มถ้ำนี้ในช่วงปลายยุคไพลสโตซีน (Late Pleistocene) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบ "กะโหลกศีรษะลึก" (The Deep Skull) ในถ้ำใหญ่ (Great Cave) ถือเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง เชื่อกันว่าเป็นกะโหลกของมนุษย์ยุคใหม่ (modern human) ที่มีอายุประมาณ 40,000 ปี การค้นพบนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการทำความเข้าใจพัฒนาการ การปรับตัว และการกระจายตัวของมนุษย์ในหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในบริบทโลก นอกจากนี้ ถ้ำยังเผยให้เห็นชุดของสิ่งประดิษฐ์ (artifacts) ที่หลากหลาย รวมถึงเครื่องมือหินประเภทสับและเกล็ดหินจากยุคไพลสโตซีน ขวานและเครื่องมือขัดจากยุคหินใหม่ (Neolithic) เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องประดับเปลือกหอย ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตยุคแรกเริ่มและประเพณีทางวัฒนธรรมของมนุษย์ในภูมิภาคนี้
ศิลปะบนผนังถ้ำและพิธีกรรมฝังศพ: ถ้ำเพนเตด (Painted Cave หรือ Gua Kain Hitam) ซึ่งเป็นถ้ำขนาดเล็กแต่มีความสำคัญ นำเสนอภาพเขียนบนผนังถ้ำ (rock art) ที่เก่าแก่ แสดงภาพบุคคลและสัตว์ ภาพเหล่านี้ได้รับการตีความว่าอาจสื่อถึงพิธีกรรมฝังศพและแนวปฏิบัติทางจิตวิญญาณของชุมชนยุคแรกเริ่ม ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างข้อเท็จจริงของการมีอยู่ของภาพเขียนกับตำนานหรือการตีความความหมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์คือ การค้นพบโลงศพรูปเรือ (boat-shaped coffins) หรือที่เรียกว่า "เรือแห่งความตาย" (death ships) พร้อมกับการฝังศพภายในถ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมงานศพที่ซับซ้อนของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์
สถาปัตยกรรมธรรมชาติของถ้ำ: กลุ่มถ้ำเนียห์ประกอบด้วยถ้ำที่เชื่อมต่อกันขนาดใหญ่ อาทิ ถ้ำใหญ่ (Great Cave) ที่มีปากถ้ำกว้างกว่า 250 เมตร และสูงกว่า 60 เมตร ถือเป็นหนึ่งในปากถ้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก ภายในถ้ำมีทางเดินมืดสนิทที่เรียกว่า ถ้ำจันทรา (Moon Cave หรือ Gan Kira) ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฉายเพื่อนำทางและชื่นชมรูปทรงหินที่น่าทึ่ง ถ้ำแห่งการค้า (Trader’s Cave) เป็นส่วนที่ยื่นออกมาของหินมากกว่าจะเป็นถ้ำ ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่ค้าขายรังนกและมูลค้างคาว ส่วนลึกเข้าไปในถ้ำใหญ่จะพบห้องโถงใหญ่ที่เรียกว่าปาดัง (Padang) ที่ซึ่งแสงแดดสาดส่องลงมาจากช่องขนาดใหญ่บนเพดานถ้ำ ส่องสว่างไปยังรูปทรงหินประหลาดในถ้ำเบิร์นท์ (Burnt Cave หรือ Lubang Hangus) สภาพทางธรณีวิทยาเหล่านี้เป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรมธรรมชาติที่สำคัญซึ่งรองรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มายาวนาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับป่าฝน: หลักฐานทางโบราณคดีที่เนียห์แสดงให้เห็นถึงกระบวนการพัฒนาและการปรับตัวของมนุษย์ต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีปฏิสัมพันธ์กับป่าฝนเขตร้อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการหาของป่าไปสู่รูปแบบการเกษตรในยุคแรกเริ่ม เช่น การทำนาข้าว การปลูกไม้ยืนต้น และ "vegeculture" (ระบบการจัดการป่า) ซึ่งเป็นความรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการปรับตัวและการอพยพของมนุษย์
จุดเด่นที่สำคัญ (Key Highlights)
-
กะโหลกศีรษะลึก (The Deep Skull): เป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในถ้ำใหญ่ (Great Cave) เชื่อกันว่าเป็นของมนุษย์ยุคใหม่จากยุคปลายไพลสโตซีน (Late Pleistocene) ซึ่งมีอายุประมาณ 40,000 ปี การค้นพบนี้มีความสำคัญในการทำความเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์และการกระจายตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
-
ถ้ำเพนเตด (Painted Cave หรือ Gua Kain Hitam): มีภาพเขียนหินโบราณที่แสดงภาพบุคคลและสัตว์ พร้อมด้วยโลงศพรูปเรือ ซึ่งสะท้อนถึงพิธีกรรมฝังศพและความเชื่อทางจิตวิญญาณของชุมชนยุคแรกเริ่ม
-
สิ่งประดิษฐ์และเครื่องมือ: การค้นพบสิ่งประดิษฐ์มากมาย รวมถึงเครื่องมือสับและเกล็ดหินจากยุคไพลสโตซีน ขวานและเครื่องมือขัดจากยุคหินใหม่ เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องประดับเปลือกหอย ซึ่งเผยให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ยุคแรกเริ่ม
-
ปฏิสัมพันธ์กับป่าฝน: หลักฐานที่แสดงถึงกระบวนการพัฒนาของมนุษย์และการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมป่าฝนเขตร้อน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจากการหาของป่าไปสู่การเกษตร เช่น การทำนาข้าวและการจัดการป่า
-
ถ้ำใหญ่ (Great Cave): เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่และน่าประทับใจ ด้วยปากถ้ำที่สูงกว่า 60 เมตร และกว้างกว่า 250 เมตร เป็นหนึ่งในปากถ้ำที่งดงามที่สุดในโลก
-
กิจกรรมดั้งเดิม: เป็นแหล่งที่พรานป่าจากชนเผ่าเพนัน (Penan) ยังคงสืบทอดวิถีชีวิตการเก็บรังนกนางแอ่น (edible birds nests) ซึ่งเป็นที่ต้องการของนักชิมทั่วโลก
-
การสังเกตสัตว์ป่า: ยามค่ำคืน ผู้เยี่ยมชมสามารถชมค้างคาวเปลือย (naked bats) นับพันตัวบินออกจากถ้ำ และฝูงนกนางแอ่น (swiftlets) จำนวนมากบินกลับเข้าสู่ถ้ำเพื่อพักอาศัย
มรดกทางโบราณคดีถ้ำเนียห์: กลุ่มถ้ำอุทยานแห่งชาติถ้ำเนียห์ เป็นแหล่งมรดกโลกที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งนำเสนอหน้าต่างสู่ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานยุคแรกเริ่มไปจนถึงการพัฒนาวัฒนธรรมและเทคโนโลยี การค้นพบที่สำคัญเช่น "กะโหลกศีรษะลึก" และหลักฐานการปรับตัวของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมป่าฝนที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดระยะเวลากว่า 50,000 ปี ทำให้แหล่งนี้เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงคุณค่าโดดเด่นสากลในการทำความเข้าใจวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมและสังคมของมนุษยชาติ อุทยานแห่งชาตินี้จึงมิใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ที่รอคอยการค้นพบและการอนุรักษ์ต่อไปในอนาคต
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------


