2011 มะละกาและจอร์จทาวน์: มรดกโลกแห่งช่องแคบมะละกา (Melaka and George Town, Historic Cities of the Straits of Malacca)
มะละกาและจอร์จทาวน์: มรดกโลกแห่งช่องแคบมะละกา – มหานครแห่งการค้าพหุวัฒนธรรม
มะละกา (Melaka) และจอร์จทาวน์ (George Town) ซึ่งตั้งอยู่ริมช่องแคบมะละกา (Straits of Malacca) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Cities) ร่วมกันในปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551) การยอมรับนี้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเมืองทั้งสองในฐานะเมืองอาณานิคมทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น ซึ่งเป็นแบบอย่างของการสืบทอดอิทธิพลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันหลากหลาย เมืองมาเลเซียทั้งสองแห่งนี้เป็นตัวแทนของการแลกเปลี่ยนทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตกมากว่า 500 ปี ส่งผลให้เกิดมรดกพหุวัฒนธรรมที่แตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งมรดกทางกายภาพ (tangible) และมรดกทางนามธรรม (intangible) ความสำคัญของเมืองทั้งสองมาจากบทบาทในอดีตในฐานะเมืองท่าการค้าที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงเกรตบริเตนและยุโรปเข้ากับตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดีย กลุ่มเกาะมาลายู และจีน ประวัติศาสตร์การค้าอันยาวนานนี้ได้หลอมรวมวัฒนธรรมมาลายู จีน อินเดีย และยุโรปเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปรากฏให้เห็นในสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง เทคโนโลยี และศิลปะอนุสรณ์สถาน
คำอธิบายคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)
มะละกาและจอร์จทาวน์ได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value - OUV) ภายใต้เกณฑ์หลายประการขององค์การยูเนสโก:
-
เกณฑ์ (ii): เมืองทั้งสองเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของเมืองการค้าพหุวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับการหล่อหลอมจากการแลกเปลี่ยนทางการค้าและร่องรอยของวัฒนธรรมมาลายู จีน อินเดีย และสามอำนาจอาณานิคมยุโรปที่สืบทอดกันมาเกือบ 500 ปี แต่ละช่วงของการพัฒนาเมืองเสริมสร้างซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์
-
เกณฑ์ (iii): เมืองเหล่านี้เป็นพยานที่มีชีวิตถึงมรดกและประเพณีพหุวัฒนธรรมของเอเชีย รวมถึงอิทธิพลของลัทธิอาณานิคมยุโรป สิ่งนี้แสดงออกผ่านอาคารทางศาสนาที่หลากหลาย ชุมชนชาติพันธุ์หลายภาษา รูปแบบการสักการะและเทศกาลทางศาสนาต่างๆ การเต้นรำ เครื่องแต่งกาย ศิลปะ ดนตรี อาหาร และวิถีชีวิตประจำวัน
-
เกณฑ์ (iv): มะละกาและจอร์จทาวน์แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานของอิทธิพลที่สร้างสรรค์ภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ไม่มีใครเทียบได้ในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกถึงร้านค้า (shophouses) และบ้านเรือนในเมือง (townhouses) ที่หลากหลายและโดดเด่น
โดยรวมแล้ว เมืองประวัติศาสตร์เหล่านี้มอบภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่มีใครเทียบได้ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของหลากหลายวัฒนธรรมและมรดกอันมีชีวิตชีวาของการค้าระหว่างประเทศ
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
ประวัติศาสตร์ของมะละกาและจอร์จทาวน์เป็นเครื่องสะท้อนถึงการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจอันยาวนานในภูมิภาค
-
มะละกา (Melaka): มีจุดเริ่มต้นมาจากรัฐสุลต่านมาลายู (Malay sultanate) ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 (ราวพุทธศตวรรษที่ 19-20) โดยไม่มีหลักฐานที่เป็นตำนานเล่าขานที่แยกต่างหากจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ระบุถึงการก่อตั้งเมืองภายหลัง และต่อมาได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส (Portuguese) และดัตช์ (Dutch) ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 (ราวพุทธศตวรรษที่ 20-21) สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นในยุคนี้รวมถึงอาคารรัฐบาล โบสถ์ จัตุรัส และป้อมปราการที่ยังคงปรากฏให้เห็น มะละกาจึงจัดแสดงช่วงต้นของประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้อย่างชัดเจน
-
จอร์จทาวน์ (George Town): ตรงกันข้าม จอร์จทาวน์สะท้อนถึงยุคสมัยของอังกฤษ (British) ที่เริ่มต้นขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 (ราวพุทธศตวรรษที่ 23-24) ซึ่งโดดเด่นด้วยอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์ เมืองทั้งสองแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางเมืองประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังคงเหลืออยู่บนช่องแคบมะละกา ซึ่งมีมรดกพหุวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตชีวาและสะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ร้านค้า” (shophouses) และ “บ้านเรือนในเมือง” (townhouses) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและอิทธิพลจากตะวันตก
จุดเด่นสำคัญ
-
มรดกพหุวัฒนธรรม (Multicultural Heritage): เมืองทั้งสองเป็นพยานที่มีชีวิตถึงมรดกและประเพณีพหุวัฒนธรรมของเอเชีย ซึ่งวัฒนธรรมและศาสนาที่หลากหลายจากกลุ่มเกาะมาลายู อินเดีย จีน และยุโรปได้มาพบปะและอยู่ร่วมกัน สิ่งนี้ปรากฏชัดเจนในความหลากหลายของอาคารทางศาสนา ชุมชนชาติพันธุ์ ภาษา เทศกาล ศิลปะ ดนตรี อาหาร และวิถีชีวิตประจำวัน
-
ประวัติศาสตร์เมืองท่าการค้า (Trading Port History): มะละกาและจอร์จทาวน์ทำหน้าที่เป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงตะวันออกและตะวันตกมานานกว่า 500 ปี การพัฒนาของเมืองเหล่านี้ได้รับการหล่อหลอมโดยอำนาจอาณานิคมที่สืบทอดกันมา ได้แก่ โปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมพื้นเมืองมาลายู จีน และอินเดีย
-
สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์เมืองที่เป็นเอกลักษณ์ (Unique Architecture and Townscape): เมืองทั้งสองมีรูปแบบสถาปัตยกรรมและผังเมืองที่โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของร้านค้า (shophouses) และบ้านเรือนในเมือง (townhouses) ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงการหลอมรวมของอิทธิพลเหล่านี้ มะละกาแสดงให้เห็นถึงช่วงประวัติศาสตร์ตอนต้นด้วยอาคารรัฐบาล โบสถ์ จัตุรัส และป้อมปราการจากรัฐสุลต่านมาลายูในคริสต์ศตวรรษที่ 15 (พ.ศ. 1944–2044) และช่วงโปรตุเกสและดัตช์ที่ตามมา ขณะที่จอร์จทาวน์เป็นตัวแทนของยุคอังกฤษตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 2344–2444) ด้วยอาคารที่พักอาศัยและพาณิชยกรรม
มะละกาและจอร์จทาวน์ เป็นมากกว่าเมืองประวัติศาสตร์ สองมหานครแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานที่มีชีวิตชีวาของประวัติศาสตร์การค้าและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ยาวนานหลายศตวรรษ ณ จุดบรรจบของโลกตะวันออกและตะวันตก ด้วยคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลที่ได้รับการรับรองโดยยูเนสโก เมืองเหล่านี้เป็นแหล่งรวมของมรดกพหุวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และประเพณีที่ยังคงดำรงอยู่ การอนุรักษ์และส่งเสริมสถานที่เหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมความรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของช่องแคบมะละกา
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------


