2025 ภาพสลักหินริมลำธารบังกูชอน (Petroglyphs along the Bangucheon Stream)
จิตรกรรมหินแห่งลำน้ำพังกูชอน: พยานแห่งอัจฉริยภาพบรรพกาลและการวิวัฒน์ทางวัฒนธรรม
จิตรกรรมหินแห่งลำน้ำพังกูชอน (Petroglyphs along the Bangucheon Stream) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) เป็นแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการจารึกอย่างเป็นทางการบนบัญชีมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO World Heritage List) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 (12 กรกฎาคม พ.ศ. 2568) ระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส การจารึกนี้ถือเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมยุคหินแห่งแรกของเกาหลี และเป็นรายการที่ 17 ในบัญชีมรดกโลกของประเทศเกาหลีใต้
พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้ทอดยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านภูมิทัศน์ของหน้าผาหินชั้นริมลำน้ำพังกูชอน โดยประกอบด้วยแหล่งศิลปะบนหินที่สำคัญสองแห่ง ได้แก่ จิตรกรรมหินแทก๊ก-รี (Daegok-ri Petroglyphs) หรือที่รู้จักกันในชื่อพังกูแด (Bangudae) และจิตรกรรมหินชอนจอน-รี (Cheonjeon-ri Petroglyphs) ภาพแกะสลักเหล่านี้เป็นผลงานของมนุษย์ในหลายยุคสมัยที่สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาณ 7,000 ปีที่แล้ว) จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 (พุทธศตวรรษที่ 15) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแสดงออกทางวัฒนธรรมอันหลากหลายจากยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ได้อย่างชัดเจน
คุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value)
จิตรกรรมหินแห่งลำน้ำพังกูชอนได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value) หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะ "ผลงานชิ้นเอกแห่งอัจฉริยภาพการสร้างสรรค์ของมนุษย์" (masterpiece of human creative genius) และ "พยานหลักฐานอันโดดเด่นถึงประเพณีการแกะสลักหินที่ดำรงอยู่มานานประมาณ 6,000 ปี"
การแกะสลักเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทักษะทางศิลปะที่ยอดเยี่ยมและการสังเกตการณ์ที่เฉียบคมของชุมชนชายฝั่งทะเลบนคาบสมุทรเกาหลี ด้วยการนำเสนอภาพวิถีชีวิตที่สมจริงหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพการล่าปลาวาฬที่พบบริเวณจิตรกรรมหินพังกูแด (Bangudae) ซึ่งถือเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการล่าปลาวาฬที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงมีหลักฐานปรากฏ ภาพเหล่านี้มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างยิ่ง แสดงถึงความสามารถในการแสดงออกทางศิลปะที่เหนือชั้น และนำเสนอวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของมนุษย์ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานกว่าหกพันปีในภูมิทัศน์ของลำน้ำพังกูชอน
บริบททางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม
จิตรกรรมหินแห่งลำน้ำพังกูชอนก่อกำเนิดขึ้นจากการสะสมของศิลปะบนหินจากหลายยุคสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง
ยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์: การแกะสลักเหล่านี้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาณ 7,000 ปีที่แล้ว) ด้วยเครื่องมือหิน และพัฒนามาเป็นการใช้เครื่องมือโลหะในยุคหลัง จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 (พุทธศตวรรษที่ 15) ครอบคลุมระยะเวลาอันยาวนานถึง 6,000 ปี ซึ่งเป็นพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปราศจากตำนาน
จิตรกรรมหินแทก๊ก-รี (Daegok-ri Petroglyphs): แหล่งนี้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) โดดเด่นด้วยภาพแกะสลัก 312 ภาพที่แตกต่างกัน ประกอบด้วยภาพมนุษย์ สัตว์บก สัตว์ทะเล เรือ และเครื่องมือต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพปลาวาฬและการล่าปลาวาฬปรากฏบ่อยครั้งที่สุด ทำให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นภาพเล่าเรื่องการล่าปลาวาฬที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ภาพเหล่านี้แสดงถึงความสามารถในการสังเกตการณ์อย่างเฉียบแหลม และรสนิยมทางสุนทรียภาพที่โดดเด่นของศิลปินในยุคนั้น
จิตรกรรมหินชอนจอน-รี (Cheonjeon-ri Petroglyphs): ค้นพบในปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) แหล่งนี้มีความโดดเด่นจากการมีภาพแกะสลักซ้อนทับกันหลายชั้น ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้งานและการสร้างสรรค์ที่ยาวนานตั้งแต่ปลายยุคหินใหม่ (Late Neolithic Age) จนถึงยุคอาณาจักรรวมชิลลา (Unified Silla era) ภาพที่ปรากฏ ได้แก่ สัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลาวาฬ กวาง และม้า รวมถึงจารึกจากราชวงศ์ชิลลา (Silla Dynasty) ซึ่งมีบันทึกเกี่ยวกับการสวนสนามของราชวงศ์ การเดินเรือ และบันทึกทางประวัติศาสตร์ของพระเจ้าบ็อบฮึง (King Beopheung) (ค.ศ. 514-540 / พ.ศ. 1057-1083) จารึกเหล่านี้เป็นแหล่งข้อมูลอันทรงคุณค่าสำหรับการวิจัยประวัติศาสตร์โบราณของคาบสมุทรเกาหลี
ไฮไลต์สำคัญ
จิตรกรรมหินแห่งลำน้ำพังกูชอนมีไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น:
-
บันทึกการล่าปลาวาฬที่เก่าแก่ที่สุดในโลก: ภาพแกะสลักปลาวาฬและการล่าปลาวาฬที่พบบริเวณจิตรกรรมหินพังกูแด (Bangudae Terrace) เป็นหลักฐานทางภาพที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในโลก ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับทะเล และเทคนิคการล่าสัตว์ขนาดใหญ่ของมนุษย์ยุคโบราณ
-
การวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมผ่านภาพซ้อนทับ: ที่จิตรกรรมหินชอนจอน-รี การซ้อนทับของภาพจากหลายยุคสมัย ตั้งแต่ยุคหินใหม่ไปจนถึงยุคอาณาจักรรวมชิลลา เป็น "ลำดับวงศ์ตระกูลทางภาพ" (visual genealogy) ที่หายากของวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ของเกาหลี แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการสืบทอดทางวัฒนธรรมที่ต่อเนื่อง
-
อัจฉริยภาพทางศิลปะ: ภาพแกะสลักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพสัตว์ มนุษย์ เรือ หรือลวดลายเรขาคณิต ล้วนแสดงออกถึงฝีมือทางศิลปะที่ยอดเยี่ยม ความสมจริง และความละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการสร้างสรรค์และรสนิยมทางสุนทรียภาพของผู้คนในอดีต
คู่มือและข้อกำหนดสำหรับผู้เยี่ยมชม
เพื่อการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกอันทรงคุณค่านี้ ผู้เยี่ยมชมควรปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด:
-
การเข้าถึง: แหล่งมรดกตั้งอยู่ในบริเวณที่ละเอียดอ่อนต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม การเข้าถึงอาจถูกจำกัดในบางพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายต่อจิตรกรรมหิน ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากศูนย์มรดกโลกจิตรกรรมหินพังกูชอน (Bangucheon Petroglyphs World Heritage Center) ก่อนการเยี่ยมชม
-
การอนุรักษ์: ห้ามสัมผัส แกะสลัก หรือกระทำการใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อจิตรกรรมหินอย่างเด็ดขาด การถ่ายภาพควรทำอย่างระมัดระวังโดยไม่ใช้แฟลช
-
ความเสี่ยงจากระดับน้ำ: จิตรกรรมหินบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พังกูแด เผชิญกับปัญหาการจมน้ำและโผล่พ้นน้ำตามการขึ้นลงของระดับน้ำในเขื่อนซายอน (Sayeon Dam) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1965 (พ.ศ. 2508) ก่อนการค้นพบจิตรกรรมหินนี้ ทางการกำลังพิจารณามาตรการควบคุมระดับน้ำ เช่น การติดตั้งประตูระบายน้ำ เพื่อปกป้องแหล่งมรดกโลก ดังนั้น ผู้เยี่ยมชมควรตระหนักถึงความผันผวนของระดับน้ำและปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่
-
การจัดการมรดก: แหล่งมรดกโลกแห่งนี้อยู่ภายใต้การจัดการร่วมกันของหลายหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs) สำนักมรดกเกาหลี (Korea Heritage Service) และหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการและอนุรักษ์ เพื่อให้มั่นใจถึงการคงอยู่ของคุณค่าโดดเด่นสากล
บทสรุป
จิตรกรรมหินแห่งลำน้ำพังกูชอนเป็นแหล่งมรดกโลกที่ล้ำค่า ซึ่งเป็นหน้าต่างสู่ความเข้าใจชีวิต วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในยุคโบราณของคาบสมุทรเกาหลีตลอดระยะเวลากว่า 6,000 ปี คุณค่าโดดเด่นสากลของแหล่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเก่าแก่หรือความสมจริงของภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเป็นพยานหลักฐานถึงวิวัฒนาการทางศิลปะและวัฒนธรรมของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ การจารึกเป็นมรดกโลกไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษ แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบในการอนุรักษ์และปกป้องสมบัติอันล้ำค่านี้ให้คงอยู่คู่โลกต่อไป
.
-------------------------
ที่มา
- https://whc.unesco.org/en/list
- http://www.globalgeopark.org
- https://www.unesco.org/en/mab/wnbr/
รวบรวมรูปภาพ
-------------------------
------------------------

