ภูเขาในภาพวาด บทกวี และวัฒนธรรมจีน (Mountains in Chinese Art & Literature) เมื่อขุนเขากลายเป็นภาษาของศิลปะจีน

ประเทศจีน มีพื้นที่กว้างใหญ่และมีประวัติทางธรณีวิทยาซับซ้อนมาก ตั้งแต่เขตเทือกเขาที่เกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลก ภูเขาไฟโบราณ มวลหินแกรนิตขนาดใหญ่ ชั้นหินตะกอนสีแดง ไปจนถึงภูมิประเทศเสาหินที่ถูกแกะสลักด้วยกระบวนการผุพังและการกัดเซาะเป็นเวลาหลายล้านปี การเที่ยวภูเขาจีนจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องวิวสวย แต่สามารถใช้เป็น “ห้องเรียนธรณีวิทยากลางแจ้ง” ที่ช่วยให้เราอ่านประวัติของโลกจากภูมิประเทศตรงหน้าได้ ในตอนนี้จะใช้พื้นที่เด่นหลายแห่งเป็นตัวแทน ได้แก่ หวงซาน (Huangshan) มณฑลอันฮุย ซึ่งโดดเด่นด้วยภูมิประเทศหินแกรนิต, เยี่ยนต้างซาน (Yandangshan) มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบภูเขาไฟโบราณ, อู่อี๋ซาน (Wuyishan) บริเวณมณฑลฝูเจี้ยน–เจียงซี ซึ่งมีภูมิประเทศหน้าผาและลำน้ำโดดเด่น, หลงหู่ซาน (Longhushan) มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของภูมิประเทศ Danxia และ อู่หลิงหยวน–จางเจียเจี้ย (Wulingyuan–Zhangjiajie) มณฑลหูหนาน ซึ่งมีเสาหินทรายควอตซ์จำนวนมหาศาล ภูเขาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการเดียวกัน การมองแต่ละแห่งผ่านมุมธรณีวิทยาจึงช่วยให้เห็นว่า คำว่า “ภูเขา” สามารถหมายถึงภูมิประเทศที่มีต้นกำเนิดและวิวัฒนาการแตกต่างกันอย่างมาก
บทนำ
เมื่อเราเห็นภูเขารูปร่างประหลาด คำถามแรกมักเป็น “ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้?” คำถามง่าย ๆ นี้คือจุดเริ่มต้นของ ธรณีสัณฐานวิทยา (Geomorphology) ซึ่งศึกษารูปร่างของภูมิประเทศและกระบวนการที่สร้างหรือเปลี่ยนแปลงมัน ภูเขาที่เราเห็นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตมนุษย์ แต่เป็นผลรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายล้านถึงหลายร้อยล้านปี บางพื้นที่เริ่มต้นจากแมกมาที่เย็นตัวอยู่ใต้เปลือกโลกจนกลายเป็นหินแกรนิต ก่อนถูกยกตัวและกัดเซาะจนเปิดเผยบนผิวโลก บางแห่งเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟโบราณ บางแห่งเริ่มจากทรายและตะกอนที่สะสมตัวเป็นชั้นหิน ก่อนถูกยกตัว แตก และกัดเซาะจนเหลือเป็นเสาหิน หน้าผา หรือหุบเขา ดังนั้นสิ่งที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า “หินรูปร่างมหัศจรรย์” ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหินพยายามสร้างรูปร่างแปลกตา แต่เป็นผลจากความแตกต่างของชนิดหิน โครงสร้างทางธรณีวิทยา รอยแตก น้ำ ฝน ลม อุณหภูมิ แรงโน้มถ่วง และเวลาที่ทำงานร่วมกัน หลักคิดง่ายที่สุดเวลาเที่ยวภูเขาคือ หินบอกวัตถุดิบ โครงสร้างบอกแนวทาง และการกัดเซาะทำหน้าที่เป็นช่างแกะสลัก เมื่อเข้าใจหลักนี้ ภูเขาจีนหลายแห่งจะเริ่ม “เล่าเรื่อง” ให้เราฟังได้
จุดเด่นของแหล่งท่องเที่ยว
หวงซาน (Huangshan) เมื่อหินแกรนิตกลายเป็นยอดเขาแห่งทะเลเมฆ
หวงซานในมณฑลอันฮุยเป็นหนึ่งในภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน ภาพจำคือยอดหินสูงชัน ต้นสนที่เกาะอยู่ตามหน้าผา และทะเลเมฆที่ไหลผ่านช่องเขา แต่เบื้องหลังภาพเหล่านั้นคือเรื่องราวของ หินแกรนิต หินแกรนิตเป็นหินอัคนีแทรกซอน เกิดจากแมกมาที่เย็นตัวอย่างช้า ๆ ใต้ผิวโลก เมื่อกระบวนการทางธรณีวิทยายกพื้นที่ขึ้นและหินด้านบนถูกกัดเซาะออก มวลหินแกรนิตจึงค่อย ๆ ปรากฏบนพื้นผิว สิ่งสำคัญต่อรูปร่างของหวงซานคือ แนวแตกหรือ Joint ในมวลหิน น้ำสามารถแทรกลงตามแนวเหล่านี้ กระบวนการผุพังจึงเกิดได้ง่ายตามจุดอ่อน เมื่อเวลาผ่านไปหินบางส่วนถูกทำลายและเคลื่อนย้ายออก ขณะที่ส่วนที่แข็งแรงกว่ายังคงเหลือ จึงเกิดยอดหิน หน้าผา และแท่งหินจำนวนมาก
UNESCO ระบุว่าหวงซานมีประวัติทางธรณีวิทยาซับซ้อน และภูมิประเทศประกอบด้วยยอดหินแกรนิตจำนวนมาก โดยมียอดที่สูงกว่า 1,000 เมตรหลายสิบยอด ภูมิประเทศดังกล่าวเมื่อทำงานร่วมกับความชื้นและเมฆทำให้เกิดภาพทะเลเมฆอันเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น เมื่อมองหวงซานจากจุดชมวิว ลองมองให้ลึกกว่าความสวย สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือมวลหินที่เคยอยู่ใต้พื้นโลก ก่อนถูกยกตัว เปิดเผย แตก ผุพัง และกัดเซาะจนกลายเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน
เยี่ยนต้างซาน (Yandangshan) ประติมากรรมจากภูเขาไฟโบราณ
เยี่ยนต้างซาน อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเจ้อเจียง ใกล้เมืองเวินโจว เป็นภูเขาที่มีรูปร่างยอดหิน หน้าผา และหุบเขาแตกต่างจากหวงซานอย่างชัดเจน หัวใจของเรื่องราวทางธรณีวิทยาที่นี่คือ กิจกรรมภูเขาไฟในยุคครีเทเชียส เมื่อหลายสิบล้านปีก่อน พื้นที่มีการปะทุของภูเขาไฟหลายระยะ ทำให้เกิดหินภูเขาไฟและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับระบบภูเขาไฟโบราณ หลังจากภูเขาไฟหยุดทำงาน กระบวนการผุพังและกัดเซาะเข้ามารับช่วงต่อ น้ำไหลตามรอยแตกและบริเวณที่หินมีความแข็งต่างกัน จนเกิดหุบเขา หน้าผา ยอดหิน และรูปทรงที่เห็นในปัจจุบัน
เยี่ยนต้างซาน จึงเป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับทำความเข้าใจว่า ภูเขาไฟไม่ได้จำเป็นต้องเหลือรูปร่างเป็นกรวยภูเขาไฟ หลังผ่านเวลาหลายสิบล้านปี ภูเขาไฟดั้งเดิมสามารถถูกกัดเซาะจนรูปร่างเดิมแทบหายไป เหลือเพียงหินและโครงสร้างภายในที่บอกให้นักธรณีวิทยาย้อนอ่านประวัติของมัน สำหรับนักท่องเที่ยว จุดน่าสนใจคือการมองหน้าผาและยอดหินแล้วจินตนาการย้อนกลับไปว่า พื้นที่เงียบสงบตรงหน้าเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูเขาไฟที่มีพลังมากในอดีต
หลงหู่ซาน (Longhushan) ทำความรู้จักภูมิประเทศ Danxia
หลงหู่ซาน ในมณฑลเจียงซีเคยปรากฏใน MountainChina101-04 ในฐานะภูเขาสำคัญของลัทธิเต๋า แต่เมื่อเปลี่ยนมุมมองมาเป็นธรณีวิทยา ที่นี่มีเรื่องราวอีกชุดหนึ่ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก China Danxia
คำว่า Danxia Landform ใช้อธิบายภูมิประเทศที่พัฒนาบนชั้นหินตะกอนสีแดง โดยเฉพาะหินทรายและหินตะกอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกกระบวนการยกตัว รอยแตก การผุพัง และการกัดเซาะเปลี่ยนรูปร่างจนเกิดหน้าผาสูงชัน ยอดเขา หุบเขา และรูปทรงโดดเด่น UNESCO ขึ้นทะเบียน China Danxia เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2010 ประกอบด้วยพื้นที่ตัวแทน 6 กลุ่มในจีนตอนใต้ ได้แก่ Chishui, Taining, Langshan, Danxiashan, Longhushan และ Jianglangshan สิ่งที่ควรเข้าใจคือ Danxia ไม่ใช่ชื่อชนิดหินชนิดเดียว แต่เป็นคำเรียกภูมิประเทศที่เกิดจากกระบวนการธรณีสัณฐานบนชุดหินตะกอนสีแดงภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม เมื่อเดินทางไปหลงหู่ซาน เราจึงสามารถเรียนรู้สองเรื่องพร้อมกัน คือวัฒนธรรมเต๋าและวิวัฒนาการของภูมิประเทศ Danxia ทำให้สถานที่แห่งเดียวมีทั้ง “ประวัติศาสตร์มนุษย์” และ “ประวัติศาสตร์โลก” ซ้อนอยู่ในภูเขาชุดเดียวกัน
อู่อี๋ซาน (Wuyishan) หน้าผา สายน้ำ และกระบวนการกัดเซาะ
อู่อี๋ซาน บริเวณมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซีมีชื่อเสียงทั้งด้านธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และชา โดยเฉพาะพื้นที่ลำน้ำ Nine-Bend River หรือ Jiuqu Xi ภูมิประเทศบริเวณพื้นที่ท่องเที่ยวประกอบด้วยยอดเขาและหน้าผาที่มีลำน้ำคดเคี้ยวผ่านระหว่างภูเขา ทำให้การชมภูมิประเทศจากระดับน้ำแตกต่างจากภูเขาที่ต้องขึ้นยอดเพื่อชมวิว ในเชิงธรณีสัณฐาน สิ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง ชั้นหิน โครงสร้าง และระบบแม่น้ำ น้ำทำหน้าที่กัดเซาะและเปิดเผยหน้าตัดของภูเขาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันแรงโน้มถ่วงและการผุพังบนหน้าผาก็ช่วยเปลี่ยนรูปร่างภูมิประเทศ ประสบการณ์ที่ช่วยให้เข้าใจอู่อี๋ซานได้ดีคือการล่องไปตามลำน้ำจิ่วชวี เพราะเราจะเห็นหน้าผาจากด้านล่างและสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำกับภูเขาได้ชัดกว่าการมองจากจุดชมวิวสูงเพียงอย่างเดียว นี่เป็นตัวอย่างว่าการศึกษาธรณีวิทยาในการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องยืนดูหินใกล้ ๆ เสมอไป บางครั้งการมอง “รูปทรงของภูมิประเทศทั้งระบบ” ช่วยอธิบายกระบวนการทางธรณีวิทยาได้มากกว่า
อู่หลิงหยวน–จางเจียเจี้ย (Wulingyuan–Zhangjiajie) – ป่าเสาหินที่ธรรมชาติสร้างขึ้น
ภาพเสาหินสูงเรียวหลายพันต้นของจางเจียเจี้ยเป็นหนึ่งในภูมิประเทศจีนที่จดจำได้ง่ายที่สุด แต่มีรายละเอียดหนึ่งที่ควรใช้คำให้ถูกต้อง เสาหินเหล่านี้ ไม่ใช่ภูมิประเทศคาสต์หินปูนแบบกุ้ยหลิน UNESCO อธิบาย Wulingyuan ว่ามีเสาและยอดหินทรายมากกว่า 3,000 แห่ง หลายแห่งสูงเกิน 200 เมตร พร้อมหุบเขา ลำธาร น้ำตก ถ้ำ และสะพานธรรมชาติ พื้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกตั้งแต่ปี 1992 องค์ประกอบสำคัญคือ หินทรายควอตซ์ (Quartz Sandstone) ที่มีรอยแตกแนวดิ่ง เมื่อการยกตัวของพื้นที่เปิดโอกาสให้แม่น้ำและน้ำฝนกัดเซาะตามแนวแตก หินระหว่างรอยแตกจึงถูกกำจัดออกอย่างต่อเนื่อง เหลือเป็นกำแพงหิน แท่งหิน และเสาหินที่แยกตัวจากกัน กระบวนการผุพังยังคงทำงานต่อบนยอดและผิวของเสาหิน รากไม้ น้ำ ฝน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และแรงโน้มถ่วงค่อย ๆ ปรับรูปร่างของภูมิประเทศอยู่ตลอดเวลา จางเจียเจี้ยจึงเป็นตัวอย่างชั้นดีว่า การกัดเซาะไม่ได้สร้างภูเขาขึ้น แต่สร้างรูปร่างโดยกำจัดวัสดุออก สิ่งที่เราเห็นเป็นเสาหินในวันนี้ คือส่วนที่ยัง “เหลืออยู่” หลังจากหินจำนวนมหาศาลรอบข้างถูกผุพังและกัดเซาะออกไปแล้ว
ประวัติหรือความสำคัญ
หากย้อนมองภูเขาทั้งหมดในตอนนี้ จะเห็นหลักสำคัญของธรณีวิทยาอย่างหนึ่งว่า ภูมิประเทศทุกแห่งมีประวัติ
หวงซาน เริ่มจากแมกมาใต้โลก เย็นตัวกลายเป็นแกรนิต ก่อนถูกยกขึ้นและกัดเซาะ เยี่ยนต้างซานบันทึกเรื่องราวของภูเขาไฟโบราณ หลงหู่ซานสะท้อนการพัฒนาภูมิประเทศบนชั้นหินตะกอนสีแดง ส่วนจางเจียเจี้ยแสดงให้เห็นพลังของรอยแตก การยกตัว การผุพัง และการกัดเซาะบนหินทรายควอตซ์ กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดพร้อมกัน และไม่ได้ใช้เวลาเท่ากัน นี่คือแนวคิดเรื่อง Deep Time หรือกาลเวลาทางธรณีวิทยา ซึ่งแตกต่างจากเวลาที่มนุษย์คุ้นเคยอย่างมาก อารยธรรมมนุษย์มีประวัติหลักพันถึงหลักหมื่นปี แต่หินที่เราเห็นอาจมีอายุหลายสิบ หลายร้อย หรือมากกว่าพันล้านปี เมื่อเดินอยู่บนภูเขา เราจึงกำลังเดินบนหลักฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนมนุษย์ปรากฏบนโลกนานมาก
อีกเรื่องที่ควรเข้าใจคือ ภูเขาไม่ได้มีรูปร่างถาวร หวงซาน จางเจียเจี้ย หรือเยี่ยนต้างซานยังคงถูกผุพังและกัดเซาะอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่อัตราการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ช้ามากจนมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ในช่วงชีวิตเดียว ภูมิประเทศที่เราชื่นชมจึงเป็นเพียง “ภาพหนึ่งเฟรม” ในภาพยนตร์ที่ดำเนินมายาวนานหลายล้านปี
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
การเที่ยวภูเขาเชิงธรณีวิทยาไม่จำเป็นต้องเป็นนักธรณีวิทยา เพียงเริ่มจากคำถามง่าย ๆ สี่ข้อก็ช่วยให้การเดินทางสนุกขึ้นมาก ได้แก่ หินอะไร รูปร่างอย่างไร แตกตามแนวไหน และน้ำไหลไปทางไหน
หวงซาน ควรสังเกตรอยแตกของหินแกรนิตและดูว่ายอดหินหลายแห่งสัมพันธ์กับแนวแตกอย่างไร ที่เยี่ยนต้างซานควรพยายามมองภูมิประเทศในฐานะซากระบบภูเขาไฟโบราณ ไม่ใช่คาดหวังว่าจะเห็นปล่องภูเขาไฟสมบูรณ์แบบ
หลงหู่ซาน ควรสังเกตสีของชั้นหิน หน้าผา และรูปทรง Danxia ขณะที่อู่อี๋ซานควรมองความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำกับหน้าผา ส่วนจางเจียเจี้ยควรมองเสาหินเป็น “ส่วนที่เหลือจากการกัดเซาะ” แล้วสังเกตแนวแตกที่ช่วยควบคุมรูปทรงของเสา
ผู้สนใจถ่ายภาพสามารถใช้หลักธรณีวิทยาช่วยจัดองค์ประกอบภาพได้ด้วย เช่น ถ่ายแนวชั้นหินให้เห็นชัด ใช้คนหรืออาคารเป็นมาตราส่วน หรือถ่ายจากด้านข้างเพื่อแสดงความสูงและรูปทรงของหน้าผา ที่สำคัญ ไม่ควรเก็บตัวอย่างหินจากพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ปีนออกนอกเส้นทางเพื่อเข้าใกล้หน้าผา และไม่ทำลายผิวหินหรือฟอสซิล หากพบตัวอย่างทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ การถ่ายภาพพร้อมบันทึกตำแหน่งโดยไม่เคลื่อนย้ายเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว
ภูเขาในตอนนี้กระจายอยู่หลายมณฑล จึงไม่มีฤดูกาลเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกแห่ง โดยทั่วไปฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงเหมาะกับการเดินภูเขาหลายพื้นที่ เพราะอุณหภูมิไม่ร้อนจัด แต่ต้องพิจารณาฝน หมอก และภูมิอากาศเฉพาะพื้นที่ควบคู่กัน
หวงซานสามารถเที่ยวได้ตลอดปี แต่สภาพอากาศเปลี่ยนรวดเร็วและมีบันไดจำนวนมาก ควรเผื่ออย่างน้อย 1–2 วันหากต้องการเรียนรู้ภูมิประเทศมากกว่าขึ้นไปถ่ายภาพแล้วลงทันที
เยี่ยนต้างซานและอู่อี๋ซานอยู่ในจีนตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความชื้นสูง ช่วงฝนอาจทำให้ทางเดินลื่น แต่ในอีกด้านหนึ่งน้ำตกและลำธารอาจมีน้ำมากขึ้น
จางเจียเจี้ยควรเผื่อประมาณ 2–3 วันหากต้องการชมพื้นที่สำคัญอย่างไม่เร่งรีบ เพราะ Wulingyuan มีขนาดใหญ่ จุดชมวิวอยู่หลายโซน และต้องใช้ทั้งรถภายในพื้นที่ กระเช้า ลิฟต์ หรือการเดินตามเส้นทางต่าง ๆ
สำหรับนักเดินทางสูงวัยควรให้ความสำคัญกับระยะเดินจริง บันได และการเปลี่ยนระดับมากกว่าระยะทางบนแผนที่ โดยเฉพาะภูเขาที่มีเส้นทางขึ้นลงต่อเนื่อง แม้จะมีรถหรือกระเช้าก็ตาม
สภาพอากาศสามารถทำให้เส้นทาง กระเช้า การล่องเรือ หรือจุดชมวิวบางแห่งหยุดให้บริการชั่วคราว รวมถึงเวลาเปิด ค่าเข้าชม และระบบจองอาจเปลี่ยนแปลง จึง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งทางการ ก่อนเดินทาง
สรุปบทส่งท้าย
ธรณีวิทยาเปลี่ยนวิธีมองภูเขาได้อย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อเราเริ่มเข้าใจว่าภูเขาเกิดขึ้นอย่างไร สิ่งที่เคยเป็นเพียง “วิวสวย” จะกลายเป็นเรื่องราวที่มีเหตุและผล ยอดหินของหวงซานเล่าเรื่องแมกมาใต้โลกและการกัดเซาะ เยี่ยนต้างซานบันทึกอดีตของระบบภูเขาไฟ หลงหู่ซานแสดงวิวัฒนาการของภูมิประเทศ Danxia อู่อี๋ซานช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหินกับสายน้ำ และเสาหินแห่งจางเจียเจี้ยทำให้เราเข้าใจว่าการผุพังและกัดเซาะสามารถแกะสลักภูมิประเทศได้ยิ่งใหญ่เพียงใด
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภูเขาไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการเดียว
การยกตัวสร้างความสูง รอยแตกสร้างจุดอ่อน น้ำและสภาพอากาศทำให้หินผุพัง แม่น้ำขนส่งวัสดุออก แรงโน้มถ่วงทำให้มวลหินเคลื่อนตัว และเวลาทำให้กระบวนการทั้งหมดสะสมจนเกิดภูมิประเทศที่เราเห็น เมื่อเข้าใจเช่นนี้ การเที่ยวภูเขาจะไม่จบลงหลังจากกดชัตเตอร์ เพราะนักเดินทางสามารถยืนมองหน้าผาแล้วตั้งคำถามว่า “หินนี้เกิดก่อนภูเขาหรือไม่?” มองเสาหินแล้วถามว่า “อะไรเคยอยู่ระหว่างเสาเหล่านี้?” หรือมองหุบเขาแล้วคิดว่า “น้ำใช้เวลานานเพียงใดจึงสร้างภูมิประเทศเช่นนี้?” และนี่คือเสน่ห์ของ Geotourism การเดินทางที่ไม่ได้พาเราเพียงไปยังสถานที่สวยงาม แต่พาเราย้อนเวลากลับไปอ่านประวัติของโลกจากหลักฐานที่ยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า
#MountainChina101 #MountainChina10106 #GeologicalWonders #ธรณีวิทยา #ธรณีท่องเที่ยว #ภูเขาจีน #หวงซาน #เยี่ยนต้างซาน #หลงหู่ซาน #อู่อี๋ซาน #จางเจียเจี้ย #Danxia #Geomorphology #เที่ยวจีน #iok2uTravel
-------------------------
ที่มา
-
รวบรวมข้อมูลและรูป
-------------------------
ดูเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ที่
-------------------------

ชมอัลปั้มภาพเพิ่มเติมที่
.xxx
yyy
-------------------------
